
'หมู่เกาะสแปรตลีย์'(ตอนจบ)
อาเซียนในบริบท แห่ง "หมู่เกาะสแปรตลีย์" จากจุดเริ่มต้นแห่งบทบาท และสิ้นสุดการแก้ไขปัญหาแห่งอาเซียน โดย วัจน พรหโมบล
ความต้องการพลังงานของจีน เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการแย่งชิงพื้นที่หมู่เกาะหินโสโครกที่ไม่มีประโยชน์ทางเศรษฐกิจบนพื้นที่เหนือผิวน้ำเท่ากับพื้นที่ใต้พื้นทะเล จึงไม่น่าแปลกใจที่แต่ละประเทศจะใช้เงื่อนไขต่างๆ เข้ามาอ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่พิพาท นอกเหนือไปจากอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ที่ประกาศใช้ในปี ค.ศ.1982 ซึ่งระบุเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EZZ) ที่หมายถึงน่านน้ำส่วนที่ต่อออกไปจากทะเลอาณาเขต อันถือว่าเป็นน่านน้ำภายใต้โดยวัดจากเส้นฐานปกติ ถือเอาชายฝั่งขณะน้ำลงต่ำสุดออกไปเป็นระยะทาง 200 ไมล์ทะเล
จีนได้ยกประวัติศาสตร์โบราณตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถังเมื่อก่อนคริสตกาล และการกำหนดเขตแดน 9 จุด (9-Dotted Line) เพื่อระบุเขตแดนของจีนเหนือพื้นที่ทะเลจีนใต้ทั้งหมดในปี ค.ศ.1956 รวมทั้งการประกาศใช้กฎหมายว่าด้วยเขตแดนทางน้ำและพื้นที่ติดกัน เพื่อเป็นการตอกย้ำอำนาจครอบครองเหนือดินแดนหมู่เกาะหนานชา หรือหมู่เกาะสแปรตลีย์
ขณะที่ ฟิลิปปินส์ ได้อ้างประวัติศาสตร์ยุคใหม่ที่นายโทมัส เอ. โคลมา นักผจญภัยและผู้นำชาวประมงชาวฟิลิปปินส์เป็นผู้ค้นพบกลุ่มหมู่เกาะกาลายาน (Kalayaan Island Group) ที่ครอบคลุมพื้นที่หมู่เกาะสแปรตลีย์ในปี ค.ศ.1956
ต่อมาเมื่อปี ค.ศ.1976 รัฐบาลฟิลิปปินส์ได้ประกาศการผนวกดินแดนหมู่เกาะกาลายานที่ครอบคลุมถึงหมู่เกาะสแปรตลีย์เข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศอย่างเป็นทางการ
ขณะที่เวียดนามอ้างว่าอาณาจักรเวียดนามโบราณได้ครอบครองพื้นที่หมู่เกาะสแปรตลีย์ตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 เป็นปัจจัยในการอ้างสิทธิ์เหนือหมู่เกาะสแปรตลีย์
อาเซียนกับการแก้ปัญหา
อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีบทบาทนำ ในการใช้แนวคิดริเริ่มทางการทูต และข้อตกลงความร่วมมือต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาในทะเลจีนใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเจรจาผ่านเวทีประชุมของกลุ่มความร่วมมือประชาชาติ แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ทำให้เกิดกระบวนการไกล่เกลี่ยโดยสันติวิธีในการแก้ปัญหาการอ้างสิทธิปกครองเหนือบริเวณต่างๆ โดยอินโดนีเซียได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะทำงานดังกล่าวเป็นครั้งแรกในปี 2533 และหยิบประเด็นความขัดแย้งขึ้นหารือในเวทีหารือภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Regional Forum) หรือเออาร์เอฟ โดยมี 22 ประเทศเข้าร่วมประชุม ที่ล้วนมีบทบาทด้านความมั่นคงของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และรวมถึงสมาชิกอาเซียนทั้งหมดด้วย
ในปี 2539 รัฐมนตรีอาเซียนได้มีมติเห็นพ้องกันว่า ควรจะมีการจัดทำระเบียบปฏิบัติ (Code of Conduct) ของภูมิภาคสำหรับการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในทะเลจีนใต้ ขณะที่จีนได้เริ่มเปิดการเจรจากับกลุ่มอาเซียนเกี่ยวกับแนวคิดเรื่อง “ระเบียบปฏิบัติ” ซึ่งจะใช้กำหนดการปฏิบัติการต่างๆ ของผู้อ้างสิทธิเหนือพื้นที่หมู่เกาะสแปรตลีย์ แต่ยังไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร เนื่องจากภาคีอาเซียนต้องการผลักดันให้เกิดพันธะผูกพันที่ชัดเจนเพื่อยับยั้งการเข้ายึดครองแนวปะการังหรือการก่อสร้างใหม่เพิ่มเติมจากเดิม ในขณะที่ฝ่ายจีนต้องการพันธะผูกพันแบบกว้างๆ เพื่อยับยั้งการกระทำที่อาจจะ “ทำให้สถานการณ์ยุ่งยากมากขึ้น”
รัฐมนตรีต่างประเทศของมาเลเซีย นายซาเอ็ด ฮามิด บิน ซาเอ็ด จาฟาร์ อัลบาร์ กล่าวว่า เขาเชื่อว่าประเทศต่างๆ ในอาเซียนได้เคยเห็นพ้องกันว่า กรณีพิพาทเรื่องเขตแดนเป็นเรื่องภายในอาเซียน และไม่ควรนำเข้าสู่เวทีหารือระหว่างประเทศอื่นๆ เพื่อแก้ปัญหา
อย่างไรก็ตามเวียดนามได้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อเจรจากับจีนแบบทวิภาคี เพื่อแก้ปัญหาแนวเขตแดนที่เป็นกรณีพิพาทและบริเวณหมู่เกาะสแปรตลีย์ ตลอดจนแนวเขตแดนบนบก นอกจากนี้ เวียดนามยังต้องการให้รวมปัญหาข้อพิพาทในบริเวณหมู่เกาะพาราเซลไว้ใน “ระเบียบปฏิบัติ” ฉบับใดฉบับหนึ่ง แต่ความคิดนี้ไม่เป็นที่ยอมรับของภาคีอาเซียนอื่นๆ เนื่องจากกรณีพิพาทบริเวณหมู่เกาะพาราเซล เป็นปัญหาระหว่างเวียดนามกับจีนเท่านั้น
ซึ่งเป็นไปตามความต้องการของจีนที่ย้ำมาโดยตลอดว่าจะเปิดเจรจาระดับ "ทวิภาคี" กับประเทศต่างๆ ที่อ้างสิทธิ์เหนือดินแดนพิพาทในทะเลจีนใต้เท่านั้น ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ ฟิลิปปินส์ได้ส่งรัฐมนตรีต่างประเทศไปเจรจากับจีนเพื่อหาข้อสรุปในประเด็นดังกล่าว แม้ทั้งสองฝ่ายจะยังไม่สามารถตกลงกันได้ แต่ก็เป็นสัญญาณที่ระบุว่าประเทศสมาชิกอาเซียนยินยอมที่จะเจรจากับจีนโดยตรง โดยไม่สนใจกับกลไกการแก้ปัญหาระดับพหุภาคีที่มีอาเซียนชักธงนำหน้าเข้าเจรจากับประเทศอื่นๆนอกกลุ่ม
การดำเนินการดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความอ่อนด้อยของกลไกสังคมในประเทศกลุ่มอาเซียนที่จะมีบทบาทในการกดดันรัฐบาลให้พัฒนากลไกการแก้ปัญหาข้อขัดแย้งของอาเซียน มากกว่าที่จะใช้ทางลัดในการดึงเอาประเทศนอกกลุ่มมาเป็น "คนกลาง" ในการแก้ปัญหาข้อพิพาทเหนือดินแดน ซึ่งจะทำให้อาเซียนกลายเป็น "สมรภูมิ" แห่งการพิพาทของมหาอำนาจระดับโลกแห่งใหม่ ทั้งยังกัดกร่อนเสาหลักด้านการเมือง ประชาสังคม และเศรษฐกิจ ที่กลุ่มประเทศอาเซียนมีเป้าหมายในการสร้างขึ้นให้ได้ภายในปี 2558 ที่สมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศจะผนึกกันเป็นหนึ่งเดียว โดยมีเสาหลักทั้งสามเป็นเครื่องค้ำจุน
เท่ากับว่าอาเซียนจะกลายเป็นบ้านหลังใหญ่บนเสาผุๆ พังๆ ไม่แข็งแรง หากประชาชนในประเทศสมาชิกทั้งหมดไม่เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของการสร้างประชาคมอาเซียนมากขึ้นกว่านี้ และเมื่อพิจารณาถึงเงื่อนไขเวลาที่หมดลงไปทุกนาที ก็อาจจะกล่าวได้ว่าเรื่องดังกล่าวเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ประชาชนในอาเซียนต้องตระหนักและเปลี่ยนทัศนคติโดยเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นโดยเร็วที่สุด



