ข่าว

เปิดไดอารีกามิกาเซหนุ่ม:ผมอยากมีชีวิตอยู่

เปิดไดอารีกามิกาเซหนุ่ม:ผมอยากมีชีวิตอยู่

20 ส.ค. 2554

เวิลด์วาไรตี้ : เปิดไดอารีกามิกาเซหนุ่ม : ผมอยากมีชีวิตอยู่

          สัปดาห์นี้เป็นช่วงเวลาแห่งการรำลึกสงครามโลกครั้งที่สองปิดฉากครบรอบ 66 ปี จึงมีเรื่องราวเกี่ยวพันกับสงครามโลกที่เชื่อกันว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายของมวลมนุษย์ให้อ่านกันอย่างมากมาย แต่ขึ้นชื่อว่าสงครามคงไม่มีเรื่องรื่นรมย์ให้อ่าน เช่นเดียวกับไดอารีของหนึ่งในนักบินกามิกาเซ ฝูงบินพลีชีพอันโด่งดังแห่งกองทัพของสมเด็จพระจักรพรรดิ์ญี่ปุ่น ที่ทำให้คนรุ่นหลังได้รู้ว่า แวบหนึ่งในความคิดคำนึงของหนุ่มน้อยก่อนขึ้นบินครั้งสุดท้ายคือ ความปรารถนา อยากมีชีวิตอยู่

          อาคิระ โอสึกะ จากเขตอาซาคูซา ในกรุงโตเกียว สูญหายไปไร้ร่องรอย หลังนำเครื่องบินทะยานขึ้นจากฐานทัพโอกินาวาเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2488  เวลานั้น โอสึกะ อายุเพียง 22 มีแผนเข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยโตโฮกุ แต่อาสาไปร่วมรบกับกองทัพเรือเสียก่อน สมุดไดอารีที่กระดาษเปลี่ยนเป็นสีเหลืองตามอายุ เป็นหนึ่งในข้าวของและสมบัติส่วนตัวนักศึกษาที่เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่สอง จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ วาดะสึมิ โน โคเอะ คิเนนกัน ในกรุงโตเกียว

          ในไดอารีเล่มนี้  โอสึกะ บันทึกซ้ำๆว่า พร้อมสละชีพเพื่อชาติ  "ผมต้องทุ่มเทฝึกซ้อมทุกวันเพื่อจมเรือบรรทุกเครื่องบินของศัตรูให้จงได้"  แต่ในวันที่ 1 เมษายน  โอสึกะ สารภาพว่า บางครั้ง รู้สึกท้อแท้ แต่ก็ยังปรารถนาจะเป็นนักบินพลีชีพ อีกวันต่อมา เขียนว่า ญี่ปุ่น ประเทศอันศักดิ์สิทธิ์ จะต้องชนะอย่างแน่นอน "ผมเชื่อว่า ผมสามารถชดเชยการเป็นลูกชายอกตัญญูด้วยการสละชีพเพื่อเป้าหมายของสมเด็จพระจักรพรรดิ์ แต่จะเป็นการเห็นแก่ตัวมั๊ยนะ หากผมอยากมีชีวิตอยู่และได้ทำหน้าที่ของลูกให้กับพ่อแม่"

          ในบันทึกลงวันที่ 4 เมษายน โอสึกะได้บรรยายตอนที่กลับไปเยี่ยมบ้าน และบอกกับครอบครัวว่า ได้รับเลือกเป็นหนึ่งในนักบินกามิกาเซ "พ่อต้องเศร้ามากแน่ๆที่รู้ว่าผมกำลังจะตาย หน้าของพ่อหม่นลงชั่วขณะ แต่ก็ให้พรผม ขอให้ภารกิจสำเร็จ ให้คิดถึงประเทศชาติและความรับผิดชอบของผม  ผมจากพ่อกับแม่มาโดยที่สีหน้าของพ่อ แม่ พี่ชายและน้องสาวฝังลึกอยู่ในหัวใจ"

          ไดอารีจบลงในวันที่ 19 เมษายน เมื่อโอสึกะออกจากสถานีรถไฟอูเอโนะ กลับสู่ฐานในจังหวัดอิบารากิ 10 วันก่อนภารกิจพลีชีพ โอสึกะได้บันทึกไว้ว่า "ผมจะทะยานสู่ท้องฟ้าของโอกินาวาเพื่อตอบแทนบุญคุณพ่อกับแม่"

          คุณยายมาโกโตะ คุมาไก วัย 88 เพื่อนร่วมชั้นมัธยมของโอสึกะ  ได้รับไดอารีเล่มนี้เมื่อ 10 ปีก่อน เมื่อครั้งไปเยี่ยมครอบครังของโอสึกะ และได้มอบให้กับทางพิพิธภัณฑ์ฯ เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อให้คนญี่ปุุ่นรุ่นใหม่ได้ตระหนักว่า สงครามน่าสะพรึงกลัวแค่ไหน คุณยายคุมาไก ซึ่งใช้เวลาหนึ่งปีรวบรวมบันทึกส่วนตัวและเอกสารต่างๆเกี่ยวกับนักศึกษาที่ไปร่วมรบ ตีพิมพ์เป็นหนังสือเรื่อง สงครามแปซิฟิคของนักศึกษา กล่าวด้วยว่า ในสมัยนั้น พวกเราไม่มีสิทธิ์พูดได้ว่า เราอยากมีชีวิตอยู่ โอสึกะอาจต้องเก็บงำความรู้สึกไว้เช่นกัน และบันทึกสิ่งที่อยู่ในหัวใจลงในไดอารี