ข่าว

 'ทางหลวงหมายเลข7'สะพานสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์

'ทางหลวงหมายเลข7'สะพานสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์

20 ส.ค. 2554

'ทางหลวงหมายเลข7'สะพานสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ : คัมภีร์ อาบสุวรรณ์ - ศุภกร อรรคนันท์ รายงาน

           การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้โครงข่ายคมนาคมเข้ามามีบทบาทสำคัญ ด้วยเหตุนี้กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม จึงได้นำระบบทางด่วนพิเศษระหว่างเมืองเข้ามาพัฒนาเพื่อเพิ่มศักยภาพในการเดินทางและขนส่งสินค้า โดยมีการเสนอแผนแม่บท การก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง ต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเดือนเมษายน 2540 และได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ และเปิดใช้งาน 2 สาย ระยะทางรวม 144 กิโลเมตร คือทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 ถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ด้านตะวันออก ระยะทาง 65 กิโลเมตร และทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายกรุงเทพฯ-ชลบุรี ระยะทาง 79 กิโลเมตร

            โครงข่ายที่เกิดขึ้นสามารถช่วยยกระดับการเดินทางของประชาชน และการขนส่งของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ให้มีความสะดวก รวดเร็ว และมีมาตรฐานความปลอดภัย สำหรับทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 สายชลบุรี-พัทยา และทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 สายทางแยกต่างระดับหนองขาม-ทางแยกต่างระดับแหลมฉบัง เป็นโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง ที่ต่อเนื่องกับทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 สายกรุงเทพฯ-ชลบุรี ที่กำลังจะเข้ามามีบทบาทต่อการพัฒนาที่สำคัญ

            เนื่องจากทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 สายชลบุรี เป็นเส้นทางหลักในการเดินทางเชื่อมโยงพื้นที่ภาคตะวันออก และสามารถเชื่อมโยงการเดินทางไปสู่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญคือ เมืองพัทยา รวมถึงเชื่อมโยงไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ที่ด่านอำเภออรัญประเทศ จ.สระแก้ว ส่วนทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 สายทางแยกต่างระดับหนองขาม-ทางแยกต่างระดับแหลมฉบัง เป็นเส้นทางหลักในการขนส่งสินค้า และโลจิสติกส์ ครอบคลุมภาคการส่งออกและนำเข้าของกลุ่มธุรกิจ อุตสาหกรรม เคมีภัณฑ์ อุตสาหกรรมรถยนต์ และชิ้นส่วน อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เหล็ก โลหะ จากแหล่งนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ในพื้นที่ จ.ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา และจังหวัดอื่นๆ

            ด้วยบทบาทและความสำคัญของโครงข่ายทางหลวงพิเศษสองสายดังกล่าว ที่จะต้องรองรับการพัฒนาทั้งภาคการท่องเที่ยว ภาคอุตสาหกรรม การผลิต และการส่งออก การขนส่งสินค้า กรมทางหลวงจึงได้สำรวจและออกแบบเพื่อปรับปรุงทางหลวงช่วงดังกล่าว ให้เป็นทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองที่สมบูรณ์ คือ การความคุมการเข้า-ออก และออกแบบระบบเก็บค่าผ่านทางแบบระบบปิด (Closed System) มีระบบอำนวยการจราจรและความปลอดภัยต่างๆ ให้แก่ผู้ใช้ทาง รวมทั้งมีการออกแบบปรับปรุงทางแยกต่างระดับที่มีอยู่แนวเส้นทางโครงการ เพื่อเชื่อมโยงกับโครงข่ายทางหลวงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

            จะเห็นได้ว่าปัจจุบันทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 ทางแยกต่างระดับหนองขาม-ทางแยกต่างระดับแหลมฉบัง และทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 สายชลบุรี-พัทยา เป็นเส้นทางที่มีความสำคัญมากทั้งด้านการท่องเที่ยว อุตสาหกรรม และการขนส่งสินค้าทั้งในด้านประเทศและระหว่างประเทศ แต่เส้นทางทั้งสองสาย ยังไม่ได้ปรับใช้เป็นทางหลวงพิเศษอย่างเต็มรูปแบบ ทำให้รถขนส่งสินค้าต้องใช้ทางร่วมกับรถที่เดินทางในท้องถิ่นโดยเฉพาะบริเวณจุดเชื่อมต่อเข้าไปยังท่าเรือแหลมฉบัง ที่มีการจราจรคับคั่ง และเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ
 
            การศึกษาโครงการนี้ดำเนินการโดย บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด บริษัท ทีม โลจิสติกส์ แอนด์ ทรานสปรอต์ จำกัด และบริษัท ดาวฤกษ์ คอมมูนิเคชั่นส์ จำกัด ให้สำรวจและออกแบบทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 สายทางแยกต่างระดับหนองขาม-ทางแยกต่างระดับแหลมฉบัง ให้เป็นทางรวมและกระจายยวดยานในระบบกึ่งควบคุม คือมีการควบคุมการเข้า-ออกสำหรับรถที่ต้องการเดินทางไปยังท่าเรือแหลมฉบัง และสร้างทางบริการคู่ขนานตลอดสาย เพื่อให้ประชาชนทั่วไปใช้สัญจรได้ มีการออกแบบปรับปรุงทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 สายชลบุรี-พัทยา ให้มีขนาด 6-8 ช่องจราจร กั้นรั้วตลอดแนวเส้นทาง สร้างทางบริการตลอดสาย ปิดช่องทางกลับรถบริเวณเกาะกลางถนน สร้างทางลอดกลับรถขึ้นทดแทน เพื่อให้การคมนาคมขนส่งในเส้นทางดังกล่าวมีศักยภาพมากขึ้น

            "ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาทางผู้ประกอบการขนส่งแหลมฉบัง ได้ทำหนังสือถึงกรมทางหลวง และเคยยื่นเรื่องให้กับคณะกรรมาธิการวุฒิสภา ทำการปรับปรุงเส้นทางสายหมายเลข 7 ทางแยกต่างระดับหนองขาม-ทางแยกต่างระดับแหลมฉบัง คาดว่าเส้นทางหลวงพิเศษฯดังกล่าวน่าจะเกิดขึ้นได้" อรุณ เอี่ยมฉลาด ที่ปรึกษาชมรมผู้ประกอบการขนส่งแหลมฉบังให้มุมมอง

            ทั้งนี้ หากโครงการนี้เกิดขึ้นจะมีประโยชน์ต่อธุรกิจ ภาคการขนส่ง และอุตสาหกรรมต่างๆ ของภาคตะวันออกอย่างมหาศาล ซึ่งการรองรับเส้นทางการขนส่งนั้น ควรจะมีการขยายเส้นทางทั้งสองเส้นทางมารองรับให้เพียงพอ เพราะภาคตะวันออกมีแหล่งอุตสาหกรรมที่ขยายตัว และที่สำคัญ แหลมฉบังเป็นประตูนำสินค้าส่งออกไปสู่ประตูโลก และยังมีสินค้าอื่นๆ จากทั่วประเทศ ที่มุ่งสู่ท่าเรือแหลมฉบังเช่นกัน การขยายตัวของเส้นทางทั้งขาเข้า-และขาออก อุตสาหกรรมในภาคตะวันออก โดยเฉพาะ จ.ชลบุรี ก็จะได้รับประโยชน์สูงสุด เพราะอยู่ใกล้กับแหลมฉบัง ในอนาคตจึงเห็นว่าแหลมฉบังและพื้นที่ใกล้เคียงควรจะตั้งเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษทางโลจิสติกส์

            วิโรจน์ รมเยศ รองประธานหอการค้าจังหวัดระยอง และนายสมาคมขนส่งภาคตะวันออก เปิดเผยว่า สนับสนุนให้มีการสร้างเส้นทางต่อเนื่องหลายรูปแบบ เพื่อรองรับการเติบโต โดยเชื่อว่ายุทธศาสตร์สำคัญของภาคตะวันออกยังคงอยู่ที่ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ซึ่งยุทธศาสตร์ของพื้นที่เหล่านี้ ก็คืออุตสาหกรรม ท่องเที่ยว การเกษตร หากมีเส้นทางคมนาคมที่อำนวยความสะดวก ก็จะเป็นการสร้างโอกาสที่สำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจได้

            "ประเทศไทยมีความพร้อมอยู่แล้ว ในการที่จะเป็นศูนย์กลางที่ได้เปรียบหลายๆ ด้าน ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะที่ทำหน้าที่ทางด้านโลจิสติกส์ จะต้องเข้ามาสนับสนุนโครงการนี้กันอย่างจริงจัง" นายกสมาคมขนส่งภาคตะวันออกกล่าว

            สำหรับการดำเนินงานในโครงการนี้ กรมทางหลวงได้ศึกษาความเหมาะสมทางด้านทางเศรษฐกิจ วิศวกรรม และผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมของโครงการแล้ว ผลของการศึกษา สมควรที่จะลงทุนและพัฒนาโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองสายทางชลบุรี-พัทยา โดยกรมทางหลวงได้ว่าจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษาให้สำรวจและออกแบบโครงการดังกล่าว พร้อมทั้งดำเนินงานสำรวจและออกแบบโครงการมีการประมูลงานอย่างเป็นขั้นเป็นตอน พร้อมกับเปิดรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำมาประกอบการศึกษาออกแบบโครงการให้มีความเหมาะสม

            คาดการณ์กันว่าหากเป็นไปตามเป้าหมาย ภายในปี 2556 ทั้งสองโครงการ ก็จะสามารถดำเนินการก่อสร้างได้ และนี่คือโอกาสสำคัญของการที่จะทำให้ชลบุรีเป็นศูนย์กลางการส่งออก