ข่าว

ยกฟ้อง'ประชัย'คดีปั่นหุ้นทีพีไอ

ยกฟ้อง'ประชัย'คดีปั่นหุ้นทีพีไอ

19 ส.ค. 2554

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ยกฟ้อง คดี "ประชัย" และพวก ในคดีขายหุ้นทีพีไอ ในการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ หลังถูกปรับ 6.9 พันล. ก่อนหน้านี้

            19 ส.ค.54 ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับยกฟ้อง “ประชัย เลี่ยวไพรัตน์” ผู้บริหารทีพีไอ “ เชียรช่วง กัลยาณมิตร” กก.บริษัทสเติร์น สจ๊วต ไม่ผิดปั่นหุ้น จากเดิมศาลชั้นต้นสั่งจำคุกคนละ 3 ปี ชี้ พยานโจทก์ให้การขัดกันในสาระสำคัญ แตกต่างจากเอกสาร ขณะที่สองบริษัทรอดไม่ต้องจ่ายค่าปรับร่วม 7 พันล้าน เจ้าตัวยิ้ม บอกขอบคุณ 

             ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำที่ อ.937/2549 พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) , นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ อายุ 64  ปี ผู้บริหารบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) , บริษัท สเติร์น สจ๊วต (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และนายเชียรช่วง กัลยาณมิตร อายุ 56 ปี กรรมการบริหาร บริษัท สเติร์น สจ๊วต ฯ เป็นจำเลยที่ 1- 4 ในความผิดฐาน เป็นบริษัทเจ้าของหลักทรัพย์ หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในหลักทรัพย์ เผยแพร่ข้อมูลและร่างหนังสือชี้ชวนการเสนอขายหลักทรัพย์ก่อนวันที่หนังสือชี้ชวนจะมีผลบังคับใช้ทำให้บุคคลอื่นเข้าใจว่าหลักทรัพย์ใดจะมีราคาสูงขึ้นหรือลดลง (ปั่นหุ้น) และร่วมกันกระทำการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่ผู้รับผิดชอบในการดำเนินกิจการของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์  อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ม.77 และ 239 และประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

             ตามคำฟ้องเมื่อวันที่ 22 มี.ค.49 สรุปว่า ระหว่างวันที่ 15-16 ธ.ค.46 จำเลยที่ 1 ได้ยื่นแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์และร่างหนังสือชี้ชวนต่อ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ที่มีเนื้อหาสาระสำคัญในการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนจำนวน 300 ล้านหุ้น รวมทั้งแสดงฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของบริษัท ซึ่งก่อนวันที่ 12 ม.ค.47 ที่ ก.ล.ต. จะอนุมัติให้หนังสือดังกล่าวมีผลบังคับใช้ จำเลยที่ 1 ได้เผยแพร่ข่าวข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ที่เนื้อหาสาระสำคัญนอกเหนือไปจากข้อมูลที่แสดงต่อก.ล.ต.โดยระบุว่ามูลค่าหุ้นของ บมจ.ทีพีไอ อยู่ที่ 89 บาทต่อหุ้น และยังเสนอข้อมูลฐานะทางการเงินของบริษัทโดยเฉพาะในส่วนของผู้ถือหุ้นสูงกว่าในหนังสือชี้ชวนเป็นเงินจำนวน 23,370 ล้านบาท ซึ่งการกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ล.ต. กำหนดไว้ในประกาศเรื่องการเผยแพร่ข้อมูล เสนอขายหลักทรัพย์ลงวันที่ 30 เม.ย.44  ขณะที่จำเลยที่ 2 -4 ร่วมกันเผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับมูลค่าหุ้นว่า มูลค่าองค์กรของ “TPIPL” มีมูลค่าอยู่ที่ 91,387 ล้านบาท และมูลค่าที่เหมาะสมของหุ้นอยู่ที่ 89 บาทต่อหุ้น ทำให้บุคคลอื่นเข้าใจว่าหลักทรัพย์ของ บมจ.ทีพีไอ จะมีราคาสูงขึ้นกว่าราคาหุ้นของบริษัทที่ซื้อขายกันในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในขณะนั้น ทั้งที่จริงแล้วข้อมูลเรื่องราคาหุ้นดังกล่าวจำเลยที่ 2  ไม่ได้แจ้งไว้กับตลาดหลักทรัพย์ ฯ แต่อย่างใด

             โดยศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 3 ธ.ค.50 ให้จำคุก นายประชัย ผู้บริหารบริษัท ทีพีไอ ฯ จำเลยที่ 2 และนายเชียรช่วง กรรมการบริหารบริษัท สเติร์น ฯ จำเลยที่ 4 ฐานปั่นหุ้นทีพีไอ คนละ 3 ปี

             และให้ปรับบริษัท ทีพีไอ ฯ และบริษัท สเติร์น ฯ จำเลยที่ 1 และ 3 เป็นเงิน 6,900,300,000 บาท ซึ่งการกระทำความผิดของจำเลย ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจของประเทศทั้งทางตรง และทางอ้อม จึงไม่มีเหตุรอลงอาญา ต่อมาจำเลยทั้ง 4 ยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลพิพากษายกฟ้อง

             ศาลอุทธรณ์ ตรวจสำนวนประชุมหารือกันโดยละเอียดรอบคอบแล้ว เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นบริษัทที่มีหลักทรัพย์จำทะเบียนหลักทรัพย์ในประเทศไทย และเริ่มทำการซื้อขายตั้งแต่ปี 2533 ปัจจุบันมีทุนที่ชำระแล้ว 20,000 ล้านบาทเศษ และอยู่ในระหว่างฟื้นฟูกิจการตามคำสั่งของศาลล้มละลายกลาง ซึ่งการเสนอขายหุ้นจะต้องได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. โดยแสดงรายการข้อมูลเสนอการขายหลักทรัพย์เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าไปตรวจสอบข้อมูลได้ ซึ่งก่อนเกิดเหตุช่วงปี 2544  จำเลยที่ 1 เคยยื่น กลต.เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญรวม 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 จำเลยได้รับอนุญาต แต่หลังจากได้รับอนุญาตแล้วจำเลยที่ 1 ไม่ประสงค์ที่จะขายหุ้นการอนุญาตจึงไม่มีผลบังคับใช้ ต่อมาครั้งที่ 2 จำเลยที่ 1 ยื่นขออนุญาตขายหุ้นจำนวน 714 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 17 บาท แต่จำเลยที่ 1 ก็ยกเลิกการเสนอขายอีกในภายหลัง และครั้งที่ 3 ได้ยื่นขออนุญาตเสนอขายหุ้นสามัญจำนวน 300 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 37 บาท

             สำหรับครั้งนี้ประสบผลสำเร็จในการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ โดยจำเลยที่ 1-2 ได้ทำสัญญาว่าจ้างบริษัท เวิล์ดไวด์ มีเดีย จำกัด ทำการประชาสัมพันธ์เผยแพร่สื่อโฆษณาเรื่องการเผยแพร่ธุรกิจเปิดจองหุ้นของจำเลยที่ 1 โดยกำหนดระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่วันที่ 12-14 พ.ย.46 ต่อมาจำเลยที่ 3 - 4 ว่าจ้าง บริษัทคิธ แอนด์ คิน คอมมิวนิเคชั่น แอนด์ คอนซัลแตนท์ จำกัด  ดำเนินการประชาสัมพันธ์โดยมีการเผยแพร่สื่อทุกแขนงว่า จำเลยที่ 3 ประเมินมูลค่าองค์กรของจำเลยที่ 1 อยู่ที่ 91,357 ล้านบาท และราคาหุ้นที่เหมาะสมของจำเลยที่ 1 อยู่ที่หุ้นละ 89 บาทบาท ต่อมาหลังจาก ก.ล.ต.ทำการตรวจสอบข่าวดังกล่าวแล้วในวันที่ 5 ส.ค. 47 จึงแจ้งความร้องทุกข์กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้ดำเนินคดีกับจำเลยทั้ง 4 ตามฟ้องเนื่องจากมีพฤติการณ์ในลักษณะเป็นการปั่นหุ้น จำเลยทั้ง 4 ให้การปฏิเสธ

             คดีจึงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้ง 4 ประการแรกว่า  คำพิพากษาของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามมาตรา 239  และไม่ได้บรรยายตามฟ้องว่าจำเลยที่ 2-4 กระทำผิดหรือสนับสนุนการกระทำความผิดตามมาตรา 77 ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรคหนึ่ง ห้ามไม่ให้พิพากษาหรือสั่งเกินคำขอ ซึ่งเป็นการกำหนดกรอบอำนาจพิพากษาเอาไว้ ดังนั้น คำพิพากษาของศาลชั้นต้นส่วนที่ว่า จำเลยที่ 1 ผิดตามพ.ร.บ.หลักทรัพย์ ฯ มาตรา 239 , 296 และให้ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 6,900 ล้านบาท และพิพากษาว่าจำเลยที่ 2-4 ผิดตามมาตรา 77 , 280 ให้จำคุกจำเลยที่ 2 และ 4  คนละ 1 ปี และปรับจำเลยที่ 3 จำนวน 300,000 บาท จึงเป็นคำพิพากษาในข้อที่โจทก์ไม่ได้กล่าวในฟ้อง อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้ง 4  ฟังขึ้น

             อีกทั้ง ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยทั้ง 4 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีเพียงเจ้าพนักงานก.ล.ต. เบิกความเพียงปากเดียว ซึ่งเป็นผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบข่าวการเสนอข้อมูลหุ้นและราคาหุ้นของจำเลยที่ 1 ว่าการเผยแพร่ข่าวตามสื่อต่าง ๆ ในวันที่ 15-16 ธ.ค. 46 ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยก่อนหรือไม่ กระทั่งมีหนังสือตอบกลับมาจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ไม่มีการแจ้งหรือเปิดเผยข่าวดังกล่าวแต่อย่างใด จึงทำการสอบสวนได้ความว่า จำเลยที่ 1 ว่าจ้างจำเลยที่ 3 ให้ทำการประเมินมูลค่าองค์กรของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 3 ได้ว่าจ้างบริษัทบริษัท คิธ แอนด์ คินฯ ให้ทำการเผยแพร่ผลงานของจำเลยที่ 3  ซึ่งการเผยแพร่ข่าวดังกล่าวทำให้ราคาหุ้นของจำเลยที่ 1 สูงขึ้น จึงมีการดำเนินการตามกฎหมายต่อจำเลยที่ 1-3 ว่ากระทำความผิดตามฟ้อง

             ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าพยานโจทก์ดังกล่าวไม่ได้รู้เห็นว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ยินยอมแก่จำเลยที่ 3 ในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวตามฟ้อง  การที่พยานอ้างว่าจำเลยที่ 4 ให้ถ้อยคำในชั้นสอบสวนว่าได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ 2 ด้วยวาจานั้นจึงเป็นเพียงพยานบอกเล่ามีนำหนักน้อย อีกทั้งคำบอกเล่าดังกล่าวขัดแย้งกับบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 4 การที่จำเลยที่ 3 ว่าจ้างบริษัท คิธ แอนด์ คินฯ ทำการประชาสัมพันธ์ผลงานของจำเลยที่ 3 โดยไม่ได้แจ้งให้จำเลยที่ 1-2 ทราบ และจำเลยที่ 1-2 ไม่มีส่วนร่วมในสัญญา ทำให้พยานเอกสารที่พยานโจทก์นำสืบมาแตกต่าง ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงตามคำบอกเล่าของพยานโจทก์ ขณะที่พยานโจทก์ที่เป็นประธาน บริษัท คิธ แอนด์ คินฯ ยืนยันตรงกันว่าจำเลยที่ 1-2 ไม่มีส่วนรู้เห็นในการข้อมูลข่าวสารแก่สื่อต่าง ๆ ส่วนหัวข่าวเรื่องการประเมินราคาหุ้นของจำเลยที่ 3 นั้น เป็นการดึงเนื้อหาสาระสำคัญว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้ให้ข้อมูลวิเคราะห์ทางวิชาการเกี่ยวกับหุ้นของจำเลยที่ 1 คำเบิกความของพยานโจทก์จึงแตกต่างจากข้อเท็จจริง พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาไม่ชัดเจนและขัดแย้งแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญเกี่ยวกับพฤติกรรมในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และ 2 จนไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่าจำเลยที่ 1 และ 2 เป็นผู้เผยแพร่ หรือร่วมกันเผยแพร่ หรือมอบหมายให้ผู้อื่นเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารตามฟ้อง จำเลยที่ 1 และ2 จึงไม่มีความผิด
 เมื่อฟังว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้กระทำความผิดแล้ว จำเลยที่ 3-4 จึงไม่อาจร่วมกันเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 2 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาความจำเลยทั้ง 4 มีความผิด ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลอุทธรณ์  อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้ง 4 ฟังขึ้น กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยข้ออื่น ๆ ของจำเลยทั้ง 4 ต่อไป เพราะไม่มีผลทำให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลง จึงพิพากษากลับให้ยกฟ้อง

             ภายหลังฟังคำพิพากษา นายประชัย  ผู้บริหาร บริษัททีพีไอ ฯ มีสีหน้ายิ้มแย้ม ได้กล่าวเพียงสั้นกับสื่อมวลชนว่า “ ขอบคุณครับ ขอบคุณ”  พร้อมยกมือไหว้  ก่อนเดินทางกลับทันทีโดยไม่ให้สัมภาษณ์ใด ๆ