ข่าว

รัฐ-เอกชนถกปรับขึ้นค่าแรงยังไม่จบ

รัฐ-เอกชนถกปรับขึ้นค่าแรงยังไม่จบ

19 ส.ค. 2554

รัฐบาลถก กกร. ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาทตามนโยบายหาเสียง ด้านเอกชนยันควรให้คณะกรรมการไตรภาคีเป็นผู้ชี้ขาด พร้อมเสนอให้ปรับขึ้นแบบขั้นบันไดภายใน 4 ปีระบุเพื่อให้อุตสาหกรรมได้มีเวลาปรับตัว

           นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมตรี และรัฐมนตรีว่าการะทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังการหารืออย่างไม่เป็นทางกับคณะกรรมการร่วม 3 สถาบันเกี่ยวกับนโยบายการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำของรัฐบาลว่า มาตรการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท ไม่ใช่มาตรการบังคับ รัฐบาลจะนำร่องปรับขึ้นค่าแรงในหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจก่อน และจะต้องมีการเพิ่มประสิทธิภาพแรงงานตามไปด้วย ขณะเดียวกันรัฐบาลจะเร่งหามาตรการทางอ้อมเพื่อเข้าไปช่วยเหลือภาคเอกชนอีกทางหนึ่ง

            “ภาครัฐจำเป็นต้องช่วยเหลือเอกชนในการลดต้นทุนการผลิต ลดภาระเรื่องดอกเบี้ยที่จะต้องปรับลดลง ทั้งด้านภาษีก็จะต้องทำควบคู่กันไป และส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพของแรงงานให้มีคุณภาพเหมาะสมกับค่าแรงขั้นต่ำที่จะเพิ่มขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องผ่านคณะกรรมการไตรภาคี” นายกิตติรัตน์กล่าว

            นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า เอกชนไม่เห็นด้วยในการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำทันที 300 บาท เพราะจะกระทบต้นทุนผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ส่งออกที่ยังรับจ้างผลิตเพื่อส่งออก แต่ต้องการให้ทยอยปรับขึ้น 4 ปี เพื่อให้เอกชนปรับตัวได้ และควรจะให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการไตรภาคี ที่มีตัวแทนจากลูกจ้าง นายจ้าง และภาครัฐ ไม่เช่นนั้นจะทำให้พรรคการเมืองนำไปใช้หาเสียงอย่างไม่สิ้นสุด

            นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรม กล่าวว่า ภายใน 1-2 สัปดาห์นี้จะมีการหารือกันอีกครั้งเพื่อให้เกิดความชัดเจน โดยรัฐบาลมีท่าทีฟังข้อเสนอของเอกชน ซึ่งเห็นว่าอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป อาหาร สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม รองเท้าและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ จะได้รับผลกระทบมากสุดจึงเห็นว่าควรทยอยปรับเป็นขั้นบันไดในช่วง 4 ปี เพื่อให้กลุ่มอุตสาหกรรมสามารถปรับตัวได้

            นายดุสิต นนทะนาคร ประธานหอการค้าไทย กล่าวว่า ขณะนี้ยังมีความแตกต่างระหว่างแนวคิดของรัฐและเอกชน โดยเอกชนเห็นว่าควรดำเนินการผ่านคณะกรรมการไตรภาคีที่มีอยู่ ซึ่งเอกชนเห็นด้วยในการปรับค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทแต่จะต้องสอดคล้องกับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพราะอนาคตจะมีการเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างประเทศมากขึ้น

            นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงผลการวิจัยการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวันว่าจะไม่ส่งผลกระทบจนทำให้ธุรกิจเอสเอ็มอีจะต้องปิดกิจการจำนวนมากอย่างที่หลายฝ่ายกังวล เพราะทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นเพียง 6.42% ส่วนธุรกิจขนาดใหญ่จะเพิ่มขึ้น 6.34% ซึ่งเป็นระดับที่ยังสามารถบริหารจัดการได้และควรขึ้นเท่ากันทั้งประเทศ เพื่อลดปัญหาการเคลื่อนย้านแรงงานเข้ากรุงเทพฯ และมองว่าไม่น่าจะกระทบเงินเฟ้อมากนัก