ข่าว

อเมริกันเสื่อมศรัทธาระบอบปธน.

อเมริกันเสื่อมศรัทธาระบอบปธน.

19 ส.ค. 2554

วอชิงตัน-ซีเอ็นเอ็นเผยชาวอเมริกันเริ่มเสื่อมศรัทธากับระบอบประธานาธิบดี หลังเอสแอนด์พีหั่นเครดิตสหรัฐ ขณะเดียวกันคะแนนนิยมนายโอบามาลดลงต่ำสุดเป็นสถิติใหม่

          สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานเมื่อวันพฤหัส (18 ส.ค.) ว่าชาวอเมริกันเริ่มตั้งข้อสงสัยต่อระบอบการปกครองประชาธิปไตยภายใต้การบริหารงานของประธานาธิบดี ว่านักการเมืองอเมริกันที่อยู่ในระบอบนี้ซึ่งพยายามเอาชนะคะคานกันนั้น เป็นไปเพื่อตนเองหรือคนอเมริกันทั้งประเทศ

          นอกจากนั้นการที่บริษัทสแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ (เอสแอนด์พี) บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกได้ปรับลดความน่าเชื่อถือในการชำระหนี้ของสหรัฐลงจาก เอเอเอ สู่ระดับเอเอบวก ทำให้ไม่มีประเทศใดในโลกที่ปกครองภายใต้ระบอบประธานาธิบดีที่แยกการบริหารระหว่างอำนาจบริหารกับนิติบัญญัติอย่างชัดเจน และ ได้รับอันดับเอเอเอ จากบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลกทั้งเอสแอนด์พี มู้ดดี้ส์ และ ฟิทช์ เรตติ้ง เหลืออยู่เลย  

          ขณะเดียวกันกัลลัพ โพลส์ รายงานว่าความนิยมในตัวนายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาลดลงต่ำสุดเป็นสถิติใหม่ที่ 26% ส่วนตัวเลขผู้ไม่พอใจในตัวนายโอบามาเพิ่มขึ้นเป็น 71% ซึ่งเป็นผลจากการสำรวจความเห็นของชาวอเมริกัน 1,008 คน ระหว่างวันที่ 11-14 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยลดลงจากระดับคะแนนนิยมในเดือนพฤษภาคมอยู่ที่ 35%

          นาย ฮวน ลินซ์ อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ ให้ความเห็นว่า ระบบที่มีรัฐสภาดีกว่าระบบประธานาธิบดีในแง่ของเสถียรภาพ เพราะฝ่ายบริหารมีที่มาจากสภา ซึ่งทำหน้าที่นิติบัญญัติหรือออกกฎหมาย และแยกตำแหน่งประมุขแห่งรัฐกับหัวหน้ารัฐบาลออกจากกัน โดยประมุขของรัฐอาจเป็นพระมหากษัตริย์หรือประธานาธิบดี เช่น กรณีของนายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน ของอังกฤษที่เป็นผู้นำรัฐบาลผสม หลังได้รับการเลือกตั้งจากคะแนนเสียงของประชาชน และครองเสียงส่วนใหญ่ในสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่ประมุขของรัฐได้แก่สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่สอง ซึ่งทำหน้าที่ในเชิงสัญลักษณ์ของประเทศ

          ปัจจุบัน ระบบการเมืองของสหรัฐ คือ การที่มีพรรคเดียวที่ครองอำนาจการบริหาร และอ้างว่า มาจากคะแนนเสียงของประชาชน โดยอ้างอิงจากชัยชนะในการเลือกตั้ง และประธานาธิบดี
ที่อ้างว่า เป็นคนเดียวที่ได้รับเลือกมาจากคะแนนเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน แต่สำหรับประชาชนชาวอเมริกันกำลังมองว่า ระบบนี้เริ่มจะไร้ผล เพราะอยู่ในโลกที่ต้องการรัฐบาลที่สามารถตัดสินใจและทำงานได้อย่างรวดเร็ว ในโลกที่กำลังเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว การชักช้าชะงักงัน ถือเป็นอันตรายอย่างยิ่ง ดังตัวอย่างในการขอปรับเพิ่มเพดานหนี้ของสหรัฐ ซึ่งจะไม่มีทางเกิดขึ้นในระบบรัฐสภา ที่ฝ่ายบริหารเข้าไปควบคุมฝ่ายนิติบัญญัติ