ข่าว

วิกฤติ'สหรัฐ'รอบนี้สาหัสกว่ารอบที่แล้ว

วิกฤติ'สหรัฐ'รอบนี้สาหัสกว่ารอบที่แล้ว

19 ส.ค. 2554

วิกฤติ'สหรัฐ'รอบนี้สาหัสกว่ารอบที่แล้ว : เรือนชานบ้านเมือง โดย ภัทรพล เวทยสุภรณ์

          ความกังวลว่า “สหรัฐ” อาจเจอวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำรอบใหม่ (Double-dip Recession) ทวีความรุนแรงมากขึ้นเมื่อ “สแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ส” หั่นอันดับเครดิตประเทศอภิมหาอำนาจเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ จาก AAA เป็น AA+  ตามมาด้วยการประกาศของ “ธนาคารกลางสหรัฐ” ให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับศูนย์ต่อเนื่องไปจนถึงกลางปี 2556 แม้ว่าจะเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนกลับคืนมาได้ระดับหนึ่ง แต่นักลงทุนมองว่า “เฟด” กำลังส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจของ “อเมริกา” จะเผชิญหน้ากับสภาวะถดถอยไปอีกอย่างน้อย 2-3 ปี

          จากความคิดเห็นของนักวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์หลายสำนัก เมื่อหลายเดือนก่อนพบว่า โอกาสที่จะเกิดวิกฤติรอบใหม่นั้นมีไม่ถึง 25% แต่หลังจากการดาวน์เกรดของ “เอสแอนด์พี” บรรดานักวิเคราะห์ต่างเพิ่มน้ำหนักสูงขึ้นเป็นอย่างน้อย 50% โดยมีความเห็นว่าสาเหตุหลักๆ ของความตกต่ำรอบใหม่จะเกิดจากการเสื่อมมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเภทที่อยู่อาศัย รวมไปถึงอัตราการว่างงานสูงที่ส่งผลต่ออัตราการบริโภคที่ถดถอย  

          จะว่าไปแล้วมาตรการที่ “สหรัฐ” นำออกมารับมือกับวิกฤติเศรษฐกิจตั้งแต่ปี 2551 ล้วนแต่เป็นมาตรการ “คลาสสิก” ในด้าน “เศรษฐกิจมหภาค” ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มรายจ่ายภาครัฐ การให้เงินช่วยเหลือภาคธุรกิจที่ทรุดหนัก การผ่อนคลายนโยบายการเงินด้วยการลดอัตราดอกเบี้ย ตลอดจนการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาล ฯลฯ ซึ่งมาตรการต่างๆ เหล่านี้ก็ทำได้แค่เพียงช่วยพยุงอาการได้ระดับหนึ่ง แต่ในสภาพปัจจุบันปัญหาเศรษฐกิจของ “สหรัฐ” นั้น ฝังรากลึกเกินกว่าที่มาตรการ “คลาสสิก" เหล่านี้จะแก้ไขได้ ดังนั้น ที่ผ่านมาจึงทำได้แค่กดอาการไว้ โดยไม่ได้ช่วยเยียวยาต้นตอของปัญหา รอแค่เพียงเวลาที่จะล่มสลายลงทั้งระบบเท่านั้นครับ

          หลายฝ่ายต่างฟันธงลงไปตรงกันว่า วิกฤติเศรษฐกิจของ “สหรัฐ” ครั้งต่อไปจะหนักหนาสาหัสและจะสูญเสียยิ่งกว่าครั้งก่อน เพราะภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันดูจะเปราะบางกว่าปลายปี 2550 (ช่วงก่อนที่จะเกิดวิกฤติ ซับไพรม์) ทั้งทางด้านการจ้างงาน รายได้ และการผลิตภาคอุตสาหกรรม 
 จะเห็นได้ว่าเวลา 4 ปีหลังเข้าสู่วิกฤติ “ซับไพรม์” ประชากรวัยแรงงานชาว “อเมริกัน” ขยายตัวราว 3% หากเศรษฐกิจอยู่ในสภาวะปกติ ตำแหน่งงานต้องเพิ่มขึ้นในอัตราเท่ากันเป็นอย่างน้อย แต่ในขณะนี้ตำแหน่งงานกลับลดลง โดยน้อยกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤติ 5% หรือ 6.8 ล้านคน ส่วนอัตราการว่างงานในปัจจุบันสูงถึง 9.1% สูงกว่าช่วงปลายปี 2550 เกือบ 2 เท่า ส่วนคนที่มีงานทำก็ถูกลดชั่วโมงทำงาน สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทส่วนใหญ่ใน “สหรัฐ” พยายามรัดเข็มขัด โดยการปลดบุคลากรออกและใช้พนักงานที่เหลือให้คุ้มค่าที่สุด ซึ่งหากวิกฤติเศรษฐกิจรอบใหม่หวนกลับมาอีกครั้งก็ไม่ชัดเจนว่าภาคธุรกิจจะลดคนงานได้มากน้อยแค่ไหน

          นอกจากนั้น สถานการณ์ดังกล่าวยังทำให้รายได้ที่ภาคครัวเรือนจะนำไปจับจ่ายใช้สอยลดตามไปด้วย โดยเมื่อปรับปัจจัย “เงินเฟ้อ” แล้วรายได้ส่วนบุคคลในปัจจุบันลดลง 4% จากช่วงก่อนวิกฤติครั้งล่าสุด ด้านการใช้จ่ายของผู้บริโภคก็อยู่ในระดับใกล้เคียงกับก่อนเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ทั้งๆ ที่ในสถานการณ์ปกติควรจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากจำนวนประชากรขยายตัว ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ถือได้ว่าเป็นอุปสรรคอย่างมากต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย ลัทธิ “บริโภคนิยม” เต็มรูปอย่าง “สหรัฐ”      

          พอลองเปรียบเทียบสถานการณ์ในภาพรวมในอดีตกับปัจจุบัน สิ่งที่น่ากังวลใจเป็นอย่างยิ่ง คือ เมื่อ วิกฤติเศรษฐกิจ ครั้งที่แล้ว “สหรัฐ” ยังคงอยู่ท่ามกลาง “ฟองสบู่” ของการปล่อย “สินเชื่อ” จึงมี “ไขมัน” หรือ “สภาพคล่อง” ในตลาดในปริมาณที่มากพอให้ตัดเฉือน แต่ วิกฤติเศรษฐกิจ ครั้งใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้สิ่งที่เหลือในปัจจุบันมีเพียงเนื้อและกระดูกเท่านั้น ดังนั้น คงเข้าขั้นหายนะกันแน่ครับ ถ้า “สหรัฐ” ไม่สามารถแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจที่กำลังตกต่ำได้ รับรองได้ว่า วิกฤติเศรษฐกิจ “สหรัฐ” รอบใหม่นี้สาหัสกว่ารอบที่แล้ว และคงไม่ต้องถามนะครับว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยจะเป็นอย่างไร