ข่าว

'เทศกาลไทย'ในเยรูซาเล็ม

'เทศกาลไทย'ในเยรูซาเล็ม

19 ส.ค. 2554

โชว์นาฏศิลป์แสดงสินค้าหวังสันติภาพ

          กรุงเทลอาวีฟ อิสราเอล - หวังเกิดสันติภาพในตะวันออกกลาง แนวโน้มเจรจาแก้ไขความขัดแย้งยิว-อาหรับ ในปัญหาดินแดนปาเลสไตน์-อิสราเอล โชว์นาฏศิลป์ไทย แสดงสินค้าไทยและศิลปไทย ในเมืองไฮฟา ท่าเรือใหญ่และเมืองโบราณ 3,000 ปี เยรูซาเลม สถานที่สำคัญทางศาสนาทั้งของยูดาห์ คริสต์และอิสลาม
 
          นายณัฏฐวุฒิ โพธิสาโร เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเทลอาวีฟ แถลงเปิดตัวงานเทศกาลไทย ที่จะจัดขึ้นที่เมืองเยรูซาเลมและเมืองไฮฟา ประเทศอิสราเอล พร้อมทั้งเปิดตัว 10 คณะนาฏศิลปไทย ที่เดินทางมาถึงอิสราเอลเพื่อเข้าร่วมพิธีเปิดงานเทศกาลไทย ประจำปี 2554  ที่จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ทั้งด้านแรงงาน การท่องเที่ยว การค้าของสองประเทศ ที่เริ่มมีการขยายตัวด้านลงทุนสองฝ่าย การแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีใหม่ๆ ด้านการเกษตรเพิ่มขึ้น
 
          ปีนี้ เริ่มตั้งแต่วันพุธที่ 17 สิงหาคมนี้ เป็นต้นไป พิธีการเปิดงาน เริ่มวันแรกที่เมืองไฮฟา เป็นเวลา 2 วัน แล้วเปิดเทศกาลไทยที่เมืองเยรูซาเลม ด้วยการแสดงนาฏศิลป์ไทย ที่เดินทางมาจากกรุงเทพมหานคร เทศกาลไทยครั้งนี้ เป็นการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยให้ชาวอิสราเอลได้เรียนรู้ถึงศิลปะไทย พร้อมทั้งเปิดเทศกาลอาหารไทยให้ได้ชิม มีการสาธิต “การนวดไทย” พร้อมทั้งเปิดบูธสินค้าไทยที่มีโอกาสนำเข้ามาจำหน่ายได้ในอนาคตด้วย
 
          ปัญหาความขัดแย้งกับปาเลสไตน์และโลกอาหรับ เป็นปัจจัยหลักในการกำหนดนโยบายของอิสราเอล ปัจจุบันมีแนวโน้มของการแก้ไขปัญหาด้วยการเจรจาข้อตกลงในสันติภาพ ทำให้สถานการณ์มีความหวังที่จะนำสันติภาพมาสู่ภูมิภาคนี้ได้ยั่งยืนมากขึ้น
 
          ด้วยเหตุนี้ แม้จะเป็นตลาดที่มีประชากรไม่มาก เพียง 7 ล้านคน แต่อิสราเอลถือเป็นประเทศที่มีรายได้ต่อหัวติดอันดับสูงของโลก ประมาณ 28,565 ดอลลาร์สหรัฐ เปรียบเทียบกับไทย ที่มี 4,719 ดอลลาร์สหรัฐ  และเป็นตลาดที่มีประสิทธิภาพ มีรายได้สูง กำลังซื้อมาก หากมีสินค้าที่มีคุณภาพเข้ามาจำหน่าย ขณะนี้มีมูลค่าการแลกเปลี่ยนการค้าอยู่ที่ 1,050 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 28.95% และไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้า
 
          สินค้าส่งออกของไทยไปยังอิสราเอล ได้แก่ อัญมณี เพชรและเครื่องประดับมากที่สุด รองลงมาได้แก่ เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ ส่วนที่มีโอกาสมากในการขยายตลาดก็คือ ผลิตภัณฑ์ด้านรถยนต์ปิกอัพ อุปกรณ์และส่วนประกอบ
 
          ที่มีการแลกเปลี่ยนด้านการค้ามากทั้งนำเข้าและส่งออกคือ ผลิตภัณฑ์ด้านเครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ ที่นี่เป็นตลาดใหญ่เชื่อมต่อยุโรปและสหรัฐอเมริกา ด้วยการส่ง “เพชรดิบ” ไปเจียระไนด้วยฝีมือแรงงานไทยในประเทศไทยแล้วส่งกลับมาจำหน่ายตลาดที่นี่
 
          ทางด้านเกษตร ก็เริ่มมีความร่วมมือมากขึ้น พร้อมทั้งสินค้าอื่นๆ ขณะนี้กำลังเร่งเปิดการเจรจาเพื่อให้สามารถเกิดความร่วมมือให้มากขึ้น และศิลปะไทยที่ชาวอิสราเอลชื่นชอบเป็นพิเศษคือ ศิลปะมวยไทย มีค่ายฝึกมวยไทยที่นี่ถึง 2 แห่งและยังนิยมเดินทางไปฝึกที่เมืองไทยจำนวนมากด้วย
 
          โอกาสของไทยอีกตลาดก็คือด้านการท่องเที่ยวที่ กรุงเทพมหานคร ยังคงเป็นตลาดใหญ่ เพิ่มขึ้นในปีนี้ ถึง 86% แต่ละปีมีคนหนุ่มสาวกว่า 2 แสนคนที่ “ปลดทหาร” แล้วเดินทางไปพักผ่อนในภาคเหนือและชายทะเลภาคใต้ของไทย นานครั้งละ 2-3 เดือน ก่อนเดินทางกลับมาทำงานหรือศึกษาต่อในระดับสูงต่อไป ทุกคนในประเทศนี้ไม่ว่าหญิงหรือชาย ต้องถูกเรียกเข้าประจำการทหาร 2 ปี
 
          ขณะเดียวกัน บริเวณพื้นที่อิสราเอลและปาเลสไตน์ ก็มีสถานที่ท่องเที่ยวด้านประวัติศาสตร์โบราณทางด้านวัฒนธรรมและศาสนาที่น่าสนใจระดับโลก คาดว่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาได้จากทั่วโลก เมื่อ “สันติภาพ” เกิดขึ้นถาวรต่อไป
 
          โอกาสนี้ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเทลอาวีฟ จึงได้จัดเทศกาลไทยขึ้น เพื่อให้เกิดความสนใจด้านการค้าและการท่องเที่ยว เพิ่มขึ้นในอนาคต