ข่าว

อัยการสั่งฟ้องมือฆ่า10ศพไอร์ปาแย

อัยการสั่งฟ้องมือฆ่า10ศพไอร์ปาแย

18 ส.ค. 2554

อัยการนราธิวาส สั่งฟ้อง อดีตทหารพรานมือฆ่า 10 ศพ ในมัสยิดไอร์ปาแยแล้ว เผยสั่งตำรวจสอบเพิ่ม 11 ประเด็น ก่อนมีความเห็นสั่งฟ้อง ยันพิจารณาด้วยความเป็นธรรม-เท่าเทียม ไม่เคยคิดเรื่องศาสนา

          อัยการจังหวัดนราธิวาส มีความเห็นสั่งฟ้อง นายสุทธิรักษ์ หรือ "จุ๋ม" คงสุวรรณ อดีตทหารพราน ผู้ต้องหาฆ่าหมู่ชาวบ้าน ขณะกำลังละหมาดภายในมัสยิดอัลฟุรกอน บ้านไอร์ปาแย ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส เหตุเกิดเมื่อวันที่ 8 มิ.ย.2552 ทำให้มีผู้เสียชีวิต 10 ราย บาดเจ็บ 12 ราย ภายหลังผู้ต้องหาเข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวนกองปราบปรามเมื่อวันที่ 14 ม.ค.ปีที่แล้ว และพนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง

          คำสั่งฟ้องของอัยการจังหวัดนราธิวาสเกิดขึ้น ท่ามกลางกระแสข่าวลือในพื้นที่ว่า อัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องคดี ตามความเห็นของพนักงานสอบสวน โดยคดีฆ่า 10 ศพในมัสยิด หรือที่เรียกกันติดปากว่า "คดีไอร์ปาแย" นั้น เป็นหนึ่งในคดีที่กลายเป็นเงื่อนไขความรู้สึกไม่พอใจรัฐ และกระบวนการยุติธรรมของคนในพื้นที่ โดยเฉพาะพี่น้องชาวไทยมุสลิม

          นายโสภณ ทิพย์บำรุง อัยการจังหวัดนราธิวาส เปิดเผยว่า คดีไอร์ปาแยเป็นคดีที่รับผิดชอบโดยพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) และพนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง เมื่อส่งสำนวนมาถึงอัยการ เขาได้สั่งสอบสวนเพิ่มเติมรวม 11 ประเด็น และมีความเห็นสั่งฟ้อง 2 ข้อหา สั่งไม่ฟ้อง 1 ข้อหา

          ทั้งนี้ 2 ข้อหาที่มีความเห็นสั่งฟ้องคือ ฆ่า และพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ส่วนข้อหาที่สั่งไม่ฟ้องคือ ข้อหามีและพกพาอาวุธปืนไม่มีทะเบียนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ แต่ปรากฏว่า พนักงานสอบสวนไม่ได้ปืนของกลางมายืนยัน จึงต้องพิจารณาในลักษณะที่เป็นคุณกับผู้ต้องหา คือฟ้องในข้อหามีและใช้อาวุธปืนที่มีทะเบียนของผู้อื่น โดยที่ตนเองไม่ได้รับอนุญาต และนำอาวุธปืนนั้นไปใช้กระทำความผิด เรื่องนี้ถือเป็นการให้ความเป็นธรรมกับผู้ต้องหา

          "ผมคิดว่า ข่าวลือที่ออกมาคงเกิดจากความสับสน ที่อัยการสั่งไม่ฟ้องในบางข้อหา จึงนำไปพูดกันว่า อัยการสั่งไม่ฟ้องทุกข้อหา ทั้ง ๆ ที่เราสั่งฟ้องในข้อหาหลักคือ ฆ่า และพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน"

 

เร่งร่างคำฟ้อง-เผยผู้ต้องหาขึ้นศาลอีกคดี

 

          อย่างไรก็ดี นายโสภณ กล่าวว่า เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีสำคัญและเป็นที่สนใจของพี่น้องประชาชน ประกอบกับมีระเบียบของสำนักงานอัยการสูงสุด ที่ระบุว่า หากเป็นคดีที่มีหลายข้อหา และอัยการจังหวัดสั่งไม่ฟ้องในบางข้อหา จะต้องส่งสำนวนไปให้อธิบดีอัยการเขตพิจารณาด้วย ซึ่งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นสำนักงานอัยการเขต 9 ซึ่งที่ผ่านมาก็ส่งสำนวนให้อธิบดีอัยการเขต 9 พิจารณาทำความเห็นแล้ว และล่าสุดอธิบดีอัยการเขต 9 มีความเห็นสั่งฟ้องเช่นเดียวกัน

          "ล่าสุดท่านอธิบดีอัยการเขตเพิ่งส่งสำนวนกลับมาให้ผมร่างฟ้อง ซึ่งเมื่อผมร่างฟ้องเสร็จ ก็ต้องส่งให้ท่านพิจารณาอีกครั้ง เพราะเป็นคดีสำคัญ จากนั้นจึงนำตัวผู้ต้องหายื่นฟ้องต่อศาล" อัยการจังหวัดนราธิวาส ระบุ

          นายโสภณ กล่าวด้วยว่า ผู้ต้องหาคือนายสุทธิรักษ์นั้น ขณะนี้อยู่ในความดูแลของศาล เนื่องจากมีคดีเก่าที่อัยการสั่งฟ้องไปอีก 1 คดี คือคดีฆ่าผู้อื่นและลักทรัพย์ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 6 พ.ย.2551 ที่ ต.บาโงสะโต อ.ระแงะ จ.นราธิวาส

          ส่วนอีกคดีหนึ่งที่เป็นคดีฆ่าผู้อื่นเหมือนกัน  เป็นเหตุการณ์เมื่อวันที่ 17 พ.ย.2551 ที่ ต.ตันหยงลิมอ อ.ระแงะ อัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง

          "ผมไม่ทราบว่า ศาลอนุญาตให้นายสุทธิรักษ์ประกันตัวหรือไม่ แต่ในชั้นอัยการผมให้ประกันตัว เนื่องจากเป็นนโยบายของท่านอัยการสูงสุดที่ว่า การให้ประกันตัวเป็นหลัก ส่วนการไม่อนุญาตให้ประกันเป็นข้อยกเว้น เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องหา แต่หากมีผู้เสียหายมาร้องเรียนว่าถูกผู้ต้องหาข่มขู่ หรือมีการไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ผมก็จะยื่นเรื่องต่อศาลให้ถอนประกันทันที" อัยการจังหวัดนราธิวาส กล่าว

 

แฉ"สุทธิรักษ์"อ้างเป็นมุสลิม

          นายโสภณ บอกอีกว่า ที่ผ่านมามีการไปปล่อยข่าวลือในแง่ลบว่า อัยการหรือตำรวจ มักไม่ให้ประกันตัวผู้ต้องหาที่เป็นมุสลิม เลือกให้ประกันตัวเฉพาะผู้ต้องหาที่เป็นไทยพุทธ ซึ่งไม่เป็นความจริงเลย โดยเฉพาะสำนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส ไม่เคยคิดเรื่องศาสนา และยึดหลักให้ประกันทุกคดี ยกเว้นไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือมีพฤติการณ์หลบหนีจริงๆ

          "ที่สำคัญในคดีไอร์ปาแยนั้น นายสุทธิรักษ์ซึ่งเป็นผู้ต้องหาคนเดียวในขณะนี้ ก็ให้การว่า เขานับถือศาสนาอิสลาม แต่เป็นการเปลี่ยนจากศาสนาพุทธ ไปนับถืออิสลามเนื่องจากได้ภรรยาเป็นมุสลิม"

          นายโสภณ กล่าวด้วยว่า อีกเรื่องหนึ่งที่สื่อมวลชนนำไปรายงานคลาดเคลื่อน คือ ข้อมูลที่ว่าศาลพิพากษายกฟ้องคดีความมั่นคง มากถึง 80-90% ซึ่งไม่เป็นความจริง เฉพาะคดีในความรับผิดชอบของสำนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส ศาลก็พิพากษาลงโทษเกินครึ่ง