ข่าว

เกมผลประโยชน์ 'ไทย-กัมพูชา'

เกมผลประโยชน์ 'ไทย-กัมพูชา'

20 ส.ค. 2554

"ทักษิณ" เลื่อนกำหนดการเข้าเขมร แต่ไม่เปลี่ยนภารกิจเจรจาแบ่งปันผลประโยชน์บนพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา

กลายเป็นความเคลื่อนไหวที่ถูกจับตามองขึ้นมาทันที เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าประเทศญี่ปุ่น เพื่อดูพื้นที่ประสบภัยสึนามิ และพัฒนาความสัมพันธ์แบบทวิภาคี รวมถึงการเจรจาเชิญชวนญี่ปุ่นย้ายฐานการผลิตมาไทย

 ท่ามกลางกระแสข่าว 'ทักษิณ' กำลังมีแผนที่จะเป็นตัวช่วยสำคัญด้านการค้าการลงทุนให้กับรัฐบาล เพื่อนำเงินเข้าประเทศเป็นล้านล้านบาท (ราคาที่คุยกับ ส.ส.)

 ล่าสุดข่าวว่า วันที่ 19-21 สิงหาคม ยังจะนำนักลงทุนต่างประเทศด้านพลังงาน เดินทางเข้ากัมพูชา เพื่อสานสัมพันธ์กับ 'เพื่อนรัก' สมเด็จฮุน เซน นายกฯ กัมพูชาอีกด้วย

 ทั้งยังมีนัยสำคัญที่น่าติดตามอย่างยิ่ง ก็คือ การเจรจาผลประโยชน์ร่วมในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ซึ่งมีทั้งน้ำมัน และก๊าชธรรมชาติ มูลค่ามหาศาล

 แม้ว่า ต่อมา นพดล ปัทมะ ทนายความประจำตัวพ.ต.ท.ทักษิณ จะออกมาเผยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ยังจะไม่เดินทางมาตามกำหนดการดังกล่าว แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าจะไม่เดินทางมากัมพูชา จึงคาดว่า อาจจะเป็นช่วงปลายเดือนสิงหาคม เพราะน่าจะเป็นช่วงที่พอเหมาะพอดี เพราะเลยช่วงที่รัฐบาลจะมีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ก่อนบริหารประเทศไปแล้ว

 และก็เชื่อว่า ภารกิจสำคัญในการเดินมากัมพูชาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ยังคงเป็นเรื่องเจรจาเพื่อพัฒนาร่วม ผลประโยชน์ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลของทั้งสองประเทศ อยู่ดี

 ทั้งนี้ไม่เพียงเป็นไปตามกระแสข่าวก่อนหน้านี้ที่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะช่วยรัฐบาลไทยเจรจากับรัฐบาลกัมพูชา เพื่อร่วมกันพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชาในบริเวณอ่าวไทย ในรูปแบบรัฐต่อรัฐ เพื่อให้บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เข้าไป

ลงทุนร่วมกับกัมพูชาด้วย ซึ่งโครงการนี้ ในสมัยที่พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกฯ ได้ดำเนินการเจรจามาระยะหนึ่งแล้ว แต่หยุดชะงักไป หลังพ.ต.ท.ทักษิณ ถูกรัฐประหาร เมื่อ 19 กันยายน 2549 
 ขณะเดียวกัน มีข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้มอบหมายให้ ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง เดินหน้าสานต่อโครงการนี้ทันที

 นอกจากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ยังจะช่วยรัฐบาลยิ่งลักษณ์เจรจาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มีปัญหาความขัดแย้งในรัฐบาลที่ผ่านมาด้วย

 หากแต่ยังสอดรับกับที่ พิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พลังงาน เปิดเผยถึงนโยบายที่ต้องเร่งดำเนินการทันที คือการพัฒนาพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่เป็นแหล่งปิโตรเลียมสำคัญ เนื่องจากมีการสำรวจและพิสูจน์พบว่า มีปริมาณก๊าซธรรมชาติสำรอง ที่สามารถใช้ได้อีก 30-40 ปี

หากไทยและกัมพูชา สามารถเจรจากันได้สำเร็จ ประโยชน์จะตกอยู่กับประชาชนและเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ และมีความมั่นคงทางด้านพลังงานเพิ่มขึ้น