ข่าว

'สุรพงษ์'แจงเร่งฟื้นสัมพันธ์เขมร

'สุรพงษ์'แจงเร่งฟื้นสัมพันธ์เขมร

17 ส.ค. 2554

'สุรพงษ์' แถลงเปิดใจ ระบุแผนงานเร่งด่วนรื้อฟื้นความสัมพันธ์ประเทศเพื่อนบ้าน เน้นเข้าสู่ประชาคมอาเซียนโดยให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง

          17 ส.ค.54 เวลา 15.40 น. นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล รมว.กระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวเปิดใจต่อสื่อมวลชน ภายหลังมอบนโยบายการทำงานต่อข้าราชการระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศ ว่า ด้วยความสำนึกต่อพระมหากรุณาธิคุณ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ

          ซึ่งถือว่าเป็นเกียรติที่ได้ทำงานในกระทรวงต่างประเทศในฐานะรัฐมนตรีต่างประเทศ คนที่ 46 และยินดีที่ได้ทำงานที่มีความสำคัญต่อประเทศในยุคโลกาภิวัฒน์ที่มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งนโยบายของกระทรวงต้องให้ทันต่อเหตุการณ์

          นายสุรพงษ์ กล่าวว่าขณะนี้รัฐบาลยังไม่ได้แถลงนโยบาย ตนจึงมอบนโยบายด้านหลักการเบื้องต้นที่สำคัญให้ข้าราชการกระทรวงต่างประเทศ อาทิ การดำเนินงานนโยบายต่างประเทศอย่างเป็นมิตร เช่น การเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม โดยเฉพาะการเสริมสร้างความสัมพันธ์ประเทศเพื่อนบ้านไทย- กัมพูชา โดยหลักสันติวิธี และยึดประโยชน์ร่วมกัน รวมถึงการปกป้องอธิปไตยของประเทศ

          นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ส่วนการก้าวสู่การเป็นประชาคมอาเซียนจะให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง ส่งเสริมการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว แสวงหาแนวคิดใหม่ เพื่อรับมือกับเศรษฐกิจโลกที่ถดถอย ขณะที่การส่งเสริมคุ้มครองคนไทยในต่างประเทศ ซึ่งการเมืองสามารถส่งผลกระทบต่อบุคคลและไม่ใช่เรื่องประชาชนอย่างเดียว แต่เข้าถึงทุกระดับ ส่วนการสร้างภาพลักษณ์ให้ประเทศ โดยให้ทุกฝ่ายยอมรับไทยในเวทีต่างประเทศ ส่งเสริมการค้า และการลงทุนต่างประเทศ ซึ่งทั้งหมดเป็นแนวทางกว้าง หลังจากที่แถลงนโยบายเสร็จ จะนำมาอยู่ในแผนการบริหารของกระทรวง

          ผู้สื่อข่าวถามว่า จะดำเนินการเกี่ยวกับบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาต่างอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนบนอ่าวไทย ปี 2544 ที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ประกาศยกเลิกแล้ว อย่างไร นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ในกรณีไทย-กัมพูชา จะมีการประชุม 2 เรื่องข้อพิพาทไทย-กัมพูชา และการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก

          ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ตนสรุปเรื่องให้รอบคอบและเสนอต่อครม. หลังจากแถลงนโยบายสิ้นสุดลงจะดำเนินการเรื่องนี้เป็นวาระแรก โดยในวันพรุ่งนี้ (18 ส.ค.) ทางกระทรวงการต่างประเทศจะบรรยายสรุปเรื่องนี้ให้กับตนอีกครั้ง ทั้งนี้ ต้องขอดูรายละเอียดก่อนแต่มั่นใจว่าจะทำได้ดีที่สุด

          ทั้งนี้นายสุรพงษ์ ยืนยันว่าจะเดินทางไปประเทศในอาเซียนก่อนแน่นอน แต่เป็นที่ใดยังไม่ทราบ ส่วนกรณีนายวีระ สมความคิด และนางราตรี พิพัฒนาไพบูลย์ ตนยืนยันว่าจะช่วยเหลือทุกคนที่เป็นคนไทย และหากตนเดินทางไปกัมพูชาก็จะคุยกับทางรัฐบาลกัมพูชา

 

ปัด ไม่รู้เรื่อง “ทักษิณ” ไปกัมพูชา

          ผู้สือข่าวถามว่า มีแนวทางอย่างไรในการดำเนินการกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เนื่องจากในวันที่ 19 -21 ส.ค.พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางไปกัมพูชา นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบเรื่องการเดินทางของพ.ต.ท.ทักษิณ ที่จะไปกัมพูชา มีแต่ได้ยินจากเพื่อน สส.พูดกัน ยังไม่ได้มีการตรวจสอบ

 

ยืนยันไม่ได้ขอให้ญี่ปุ่นออกวีซ่าให้ "แม้ว"

          ต่อกรณีที่รัฐบาลญี่ปุ่นระบุว่า  รัฐบาลญี่ปุ่นระบุว่ารัฐบาลไทยเป็นคนร้องขอให้ออกวีซ่าให้ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น นายสุรพงษ์ กล่าวว่า การที่ญี่ปุ่นอนุมติวีซ่าให้ทักษิณ ข้อเท็จจริงตนได้แถลงไปแล้ว ว่าทูตญี่ปุ่นสนิทกับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี และอยากทำความรู้จักตน และวันนั้นตนยังไม่ได้เข้ามาทำงานในกระทรวง จึงไปพบกันที่พรรคเพื่อไทย พูดคุยตามปกติเพื่อสร้างความคุ้นเคย และในตอนท้ายก่อนจบทูตญี่ปุ่นได้สอบถามถึงนโยบายว่ารัฐบาลชุดนี้ว่าจะมีนโยบายเหมือนรัฐบาลชุดที่แล้วหรือไม่ ซึ่งเรายืนยันไม่มีนโยบายเช่นนั้นเพราะเป็นรัฐบาลใหม่ และท่านก็เล่าให้ฟังว่า พ.ต.ท.ทักษิณร้องขอวีซ่า แต่จากประเทศใดนั้นไม่ได้มีการบอก เพราะทางเอกชนขอให้เช้า ญี่ปุ่นต้องพิจารณาว่าที่จะให้หรือไม่ให้

          ส่วนที่ร้องขอนั้น ไม่ได้เป็นการร้องขอเพราะทักษิณขอจากที่ไหนไม่ทราบ อย่างไรก็ตาม เท่าที่ทูตญี่ป่นแจ้งให้ทราบนั้นการเดินทางไปของพ.ต.ท.ทักษิณนั้นต้องการจะไปดูเรื่องสึนามิ ทั้งนี้ การขอวีซ่าเข้าประเทศใดนั้น เป็นสิ่งที่ตนไม่มีความสามารถไปให้ประเทศนั้นๆออกวีซ่าได้ ส่วนเรื่องพาสปอร์ตแดงยืนยันว่าไม่มีการพูดคุยกันในเรื่องนี้ และๆไม่ต้องห่วง ยืนยันว่าจะทำทุกอย่างตามขั้นตอนกฎหมาย และรัฐบาลก็ไม่มีนโยบายในเรื่องดังกล่าว

          เมื่อถามว่า จะมีการประสานงานไปยังญี่ปุ่นเพื่อออกหมายจับพ.ต.ท.ทักษิณ หรือไม่ ตนคงไปสั่งทางญี่ปุ่นไม่ได้ อย่างไรก็ตาม หากเรื่องนี้ทำได้ ตั้งแต่รัฐบาลชุดที่แล้ว ก็น่าจะให้สถานทูตรายงานที่อยู่ของพ.ต.ท.ทักษิณ แล้ว ซึ่งตนก็ไม่รู้ขั้นตอนในการดำเนินการทางกฎหมายดำเนินการอย่างไรบ้าง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีกี่หน่วยงาน อย่างไรก็ตาม หากดำเนินงานได้ง่ายนายกษิต ภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคงทำได้แล้ว

 

ปัดตามตัว"ทักษิณ"รับโทษ

 

          ผู้สื่อข่าวถามว่าจะดำเนินการติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณมารับโทษหรือไม่ นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ตนยึดกฎหมายเป็นหลัก จะดำเนินการอย่างไรนั้นต้องเอาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหารือ โดยสิ่งที่ตนไม่สบายใจคือมีข่าวว่ามีการเอาชื่อออกจากลิสต์ของอินเตอร์โพลล์ และเมื่อสอบถามไปก็รับคำตอบว่าไม่เคยมีชื่อของพ.ต.ท.ทักษิณเลย

          เมื่อถามต่อว่าอัยการสูงสุดระบุว่าให้กระทรวงการต่างประเทศรายงานที่อยู่ของพ.ต.ท.ทักษิณ นายสุรพงษ์ กล่าว หากอย่างนั้นให้อัยการสูงสุดทำหนังสือมาสอบถามเพราะตนไม่สามารถไปทำอะไรเกินกว่าหน่วยงานที่เขาติดตามอยู่ ทั้งนี้ ขอยืนยันว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ได้ทำเพื่อนพ.ต.ท.ทักษิณ ส่วนเรื่องการแก้ปัญหาปากท้องนั้น ทันทีที่รัฐบาลแถลงนโยบายเสร็จก็ดำเนินการทันที

 

ลั่นเตรียมพิสูจน์ตนเอง

          นายสุรพงษ์กล่าวถึงกระแสข่าวที่ระบุว่าได้รับเลือกเป็น รมว.ต่างประเทศเพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ  ว่า ตนได้รับคัดเลือกจากจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและกรรมการบริหารพรรค ซึ่งตนเคยทำการค้า และรัฐบาลพรรคเพื่อไทยนั้นเน้นนโยบายด้านการค้า ซึ่งจะเป็นมิติใหม่ของกระทรวงการต่างประเทศ

          โดยเราจะมุ่งเน้นการค้า ยอมรับว่างานที่ได้รับมอบหมายมานั้นหนัก แต่ตนไม่หนักใจ แม้ว่าผลโพลจะระบุว่า ตนเป็นรัฐมนตรีที่แย่ที่สุดในประเทศไทย ก็คงไม่มีอะไรแย่กว่านี้แล้ว แต่ตนจะทำให้ดีที่สุดเพื่อพิสูจน์ตัวเอง