ข่าว

DSIหักปชป.ให้สั่งฟ้อง'ฟิลลิป มอร์ริส'

DSIหักปชป.ให้สั่งฟ้อง'ฟิลลิป มอร์ริส'

17 ส.ค. 2554

จับตา ดีเอสไอ พลิกขั้ว หักปชป. "ธาริต" เห็นแย้งอัยการฝ่ายคดีพิเศษ ระบุ ควรฟ้อง "ฟิลลิป มอร์ริส" โยนอัยการสูงสุดชี้ขาด พร้อมคว่ำ กสทช. หลังพบกระบวนการสรรหาไม่ชอบด้วยกฎหมาย

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้แจ้งกำหนดการแถลงข่าวของนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ  ในวันที่ 17 ส.ค.นี้ เวลา 14.00 น. รวม 2 ประเด็น โดยประเด็นแรกเป็นกรณีการพิจารณาสำนวนคดีบริษัทฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด ผู้นำเข้าบุหรี่ยี่ห้อมาร์ลโบโรและแอลแอนด์เอ็ม ซึ่งกลุ่มงานความเห็นแย้งของดีเอสไอ  มีความเห็นสมควรสั่งฟ้อง ฐานสำแดงราคาอันเป็นเท็จ ทำรัฐเสียหายจากการจัดเก็บภาษี 68,000 ล้านบาท

          ทั้งนี้ นายธาริตจะทำความเห็นแย้งความเห็นสั่งไม่ฟ้อง ของนายธนพิชญ์ มูลพฤกษ์ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ เพื่อเสนอให้นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด เป็นผู้พิจารณาตัดสินว่า สมควรสั่งฟ้องหรือไม่ โดยความเห็นของอัยการสูงสุดจะถือเป็นที่สุด

          สำหรับคดีภาษีบุหรี่มีการสอบสวนอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ตั้งแต่สมัยที่พล.ต.อ.สมบัติ อมรวิวัฒน์ เป็นอธิบดีดีเอสไอ และเมื่อพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ขึ้นเป็นอธิบดีดีเอสไอ ได้มีความเห็นสั่งฟ้องคดีและส่งสำนวนคดีให้อัยการฝ่ายคดีพิเศษพิจารณา

          ต่อมาธนพิชญ์ มูลพฤกษ์ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ มีความสั่งไม่ฟ้อง จนพรรคฝ่ายค้านนำไปเป็นประเด็นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

          ทั้งนี้ การมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องส่วนหนึ่ง อาจมีสาเหตุจากเอกสารหลักฐานที่เป็นหนังสือของกรมสรรพสามิตที่ กค 0603/653 วันที่ 28 ส.ค. 2552 เรื่องแจ้งผลการดำเนินการเกี่ยวกับราคา ซี.ไอ.เอฟ.ของบุหรี่นำเข้า ซึ่งไม่พบการสำแดงราคาสินค้าบุหรี่มาร์ลโบโรและแอลแอนด์เอ็มเป็นเท็จ กับหนังสือของกรมศุลกากร ที่กค 0519/ล131 ลงวันที่ 8 ต.ค. 2552 เรื่องขอให้ทบทวนการตรวจสอบราคา ซี.ไอ.เอฟ.และส่งข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณา ซึ่งตรวจสอบไม่พบการสำแดงราคาสินค้าบุหรี่ทั้ง 2 ยี่ห้อเป็นเท็จเช่นกัน

          ส่วนการแถลงข่าวประเด็นที่ 2 เป็นการเปิดเผยผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นกรณีการสรรหาคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งดีเอสไอพบพิรุธที่มีมูลความผิดอาญาของข้าราชการระดับสูงใน 7 ประเด็น ซึ่งจำเป็นต้องส่งสำนวนให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) พิจารณา โดยเฉพาะกรณีการสุ่มเสี่ยงต่อการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบประธานคณะกรรมการสรรหาฯ

          ทั้งนี้ ดีเอสไอ ตรวจสอบพบว่า ปลัดสำนักนายกฯ ที่เป็นประธานคณะกรรมการสรรหาฯ  ซึ่งขณะเดียวกันก็เป็นรองประธานบอร์ด อสมท.  โดยในวันที่ 22 เม.ย. ก่อนหน้าการลงคะแนนเลือกกสทช.เพียง 3 วัน ปลัดสำนักนายกฯได้ร่วมประชุมบอร์ด อสมท. เพื่อเลือกผู้สมัครเป็นกสทช.รายหนึ่งเป็นบอร์ด อสมท. 

          ต่อมาวันที่ 25 เม.ย. ปลัดสำนักนายกฯ จึงได้ไปนั่งเป็นประธานสรรหากสทช. แต่กลับไม่ได้แจ้งให้ที่ประชุมรับทราบว่า มีผู้สมัครเข้ารับการสรรหาเป็นกสทช.รายหนึ่งได้รับเลือกเป็นบอร์ดอสมท. ซึ่งทำให้ขาดคุณสมบัติ และกลับปล่อยให้มีการลงคะแนน จนบุคคลที่ขาดคุณสมบัติ ผ่านการสรรหาจนมีการประกาศรายชื่อ และทำให้มีผู้ร้องเรียนให้ล้มการสรรหากสทช. จึงน่าจะเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบ

          นอกจากนี้ ดีเอสไอ ยังพบว่า ในขั้นตอนการลงคะแนนเลือกกสทช. คณะกรรมการสรรหา ได้มีมติเป็นการภายใน ให้เผาทำลายบัตรลงคะแนนเพื่อความโปร่งใส โดยถือว่า กรรมการมีอิสระในการลงคะแนนเลือกผู้สมัคร หลังจากนี้ จะไม่ต้องระแวงว่า จะถูกตรวจสอบได้ว่า กรรมการท่านใดลงคะแนนให้ผู้สมัครรายใดบ้าง

          อย่างไรก็ตาม ตามหลักกฎหมายบัตรลงคะแนน ถือเป็นเอกสารราชการ ต้องเก็บรักษาไว้ไม่น้อยกว่า 10 ปี ก่อนทำลายเอกสารต้องมีคณะกรรมการตรวจสอบ ดังนั้นข้ออ้างถึงความเป็นอิสระจึงฟังไม่ขึ้น

          สำหรับ 7 ประเด็นที่ดีเอสไอได้รับการร้องเรียนให้ตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลในการสรรหากสทช.และพบพิรุธที่ผิดปกติทั้ง 7 ประเด็น ประกอบด้วย

          1.กรณีความสัมพันธ์และเชื่อมโยงระหว่างกรรมการสรรหากสทช. กับผู้ที่ได้รับเลือกเป็นกสทช. ในกลุ่มที่ใช้วิธีการสรรหา ซึ่งอาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนกัน

          2.กรณีกรรมการสรรหากสทช. ในส่วนที่เป็นผู้แทนองค์กรภาคประชาชนตามพรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ยังไม่มีสถานะเป็นองค์กรที่ชัดเจน

          3.กรณีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการยกร่างกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรองค์กรคลื่นความถี่ได้เข้ามามีส่วนสัมพันธ์ในการสมัครเข้ารับคัดเลือกเป็นกสทช.

          4.กรณีที่ผู้สมัครบางคนได้เข้ารับการคัดเลือกหลายด้าน

          5.กรณีที่ผู้สมัครบางรายมีคุณสมบัติต้องห้าม เช่น เป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจแต่ผ่านการสมัครและได้รับการคัดเลือก

          6.กรณีให้ผู้ได้รับการคัดเลือกไปทำหน้าที่ในส่วนที่ไม่ตรงกับคุณสมบัติ เช่น จบวิศวะแต่ได้รับคัดเลือกให้เป็นกรรมการด้าน เศรษฐศาสตร์

          และ7.กรณีคณะกรรมการสรรหาลงมติให้ทำลายบัตรลงคะแนน