ข่าว

อัล-ไกดาผงาดก่อเหตุบึ้มอิรัก18เมือง

อัล-ไกดาผงาดก่อเหตุบึ้มอิรัก18เมือง

17 ส.ค. 2554

แบกแดด-เกิดเหตุระเบิดคาร์บอมบ์-ระเบิดฆ่าตัวตายใน 18 เมืองทั่วอิรักเมื่อวานนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 74 รายมากที่สุดในรอบปี เชื่อเป็นฝีมือกลุ่มอัล-ไกดาที่กลับมาปฏิบัติการอีกครั้งหลังผู้นำระดับสูงถูกสังหาร สหรัฐเผยพร้อมคงกำลังทหารไว้หากรัฐบาลอิรักร้องขอ

          สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันอังคาร (16 ส.ค.) ว่าเกิดเหตุระเบิดใน 18 เมืองของอิรักส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 74 ราย บาดเจ็บอย่างน้อย 300 คน ซึ่งนับเป็นเหตุการลอบวางระเบิดที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตพร้อมกันมากที่สุดในรอบปี ทำให้เกิดข้อสงสัยถึงศักยภาพของกองกำลังทหารของอิรักในการรักษาความปลอดภัยของประชาชนหลังจากที่ผู้นำอิรักได้เปิดการเจรจากับสหรัฐในการฝึกกองกำลังทหารให้มีศักยภาพในการป้องกันเหตุร้ายหลังจากการถอนทหารสหรัฐออกจากอิรักที่มีกำหนดภายในสิ้นปีนี้

          เหตุระเบิดเกิดขึ้นครอบคลุมพื้นที่ทั้งชุมชนชาวสุหนี่ในภาคเหนือและชาวชีอะต์ในภาคใต้ และมีทั้งระเบิดพลีชีพ ระเบิดรถยนต์ ระเบิดที่ฝังไว้ตามสองข้างทาง หรือเสาไฟ โดยเหตุระเบิดที่ร้ายแรงที่สุดเกิดขึ้นในเมืองคุต ทางตอนใต้ห่างจากกรุงแบกแดด  160 กิโลเมตรเมื่อเวลา 08.00 น.วานนี้ตามเวลาท้องถิ่น และอีกเพียงไม่กี่นาทีถัดมาก็เกิดระเบิดรถยนต์ในบริเวณใกล้เคียง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 40คนและผู้บาดเจ็บ 65 คน ซึ่งมีทั้งเด็กและผู้หญิงรวมอยู่ด้วย

          นอกจากนี้ยังมีเหตุระเบิดรถยนต์สองครั้งในเมืองนาจาฟ มีผู้เสียชีวิต 7 คนและผู้บาดเจ็บ 6 คน และยังมีระเบิด 5 ครั้งในกรุงแบกแดด และเมืองอื่นที่ถูกโจมตียังรวมถึงคาร์บาลา เคอร์คุก และโมซุล
 การโจมตีในหลายเมืองครั้งนี้นับเป็นเหตุรุนแรงที่มีผู้เสียชีวิตในวันเดียวมากที่สุด นับตั้งแต่สมาชิกอัลไกด้าบุกโจมตีสำนักงานผู้ว่าการจังหวัดทิกริต ทำให้มีผู้เสียชีวิต 58 คนเมื่อปลาย

          เดือนมีนาคม  ขณะนี้ยังไม่มีผู้กลุ่มใดอ้างความรับผิดชอบ แต่ลักษณะการก่อเหตุในหลายแห่งไล่เลี่ยกัน พุ่งเป้าที่พลเรือนชาวชีอะต์ และกองกำลังฝ่ายความมั่นคง รวมถึงใช้มือระเบิดพลีชีพ สะท้อนว่าอาจเป็นฝีมือของสมาชิกอัลไกด้าในอิรัก

          เหตุรุนแรงระลอกใหม่นี้สะท้อนว่าอัลไกด้ากลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง หลังถูกปราบปรามอย่างหนักจนแกนนำระดับสูงในอิรักถูกสังหารไปสองคน เงินสนับสนุนหดหาย สมาชิกก็น้อยลงจนต้องระดมเรียกตัวอดีตสมาชิก นอกจากนี้ทำให้เกิดคำถามถึงศักยภาพของกองทัพอิรักในการรักษาความมั่นคงในประเทศด้วยตัวเอง หากสหรัฐถอนทหารออกไปหมดแล้ว

          ผู้บาดเจ็บรายหนึ่งในเมืองคารามาเล่าวว่าขณะที่ตนเองกำลังเดินไปซื้อของที่ตลาด ก็รู้สึกว่าถูกแรงกระแทกร่างลงไปนอนกับพื้น ก่อนที่จะรู้สึกตัวอีกทีที่โรงพยาบาลพร้อมกับบาดแผลเต็มตัว ส่วนผู้เห็นเหตุการณ์อีกรายหนึ่งเล่าวว่ามีควันฟุ้งกระจายทั่วบริเวณที่เกิดการระเบิด

          ด้านนายนูริ อัล-มาลิกิ นายกรัฐมนตรีอิรัก ประนามผู้ก่อเหตุระเบิดในครั้งนี้และยืนยันว่าผู้ก่อเหตุจะไม่รอดเงื้อมมือรัฐอย่างแน่นอน และ "กองกำลังรักษาความมั่นคงไม่ควรปล่อยให้ฆาตรกรมีลมหายใจต่อไปอีก"

          ขณะที่พลตรีคัสซิม อัตตา โฆษกกองกำลังรักษาความมั่นคงกรุงแบกแดดยอมรับว่าเหตุการณ์การโจมตีในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องคาดไม่ถึง  เพราะทุกช่วง 3-4 เดือนกลุ่มอัล-ไกด้าจะปฏิบัติการสักครั้งเพื่อยืนยันว่าทางกลุ่มยังคงมีการปฏิบัติการอยู่เช่นเดิม

          ผู้บัญชาการทหารสหรัฐและอิรักยืนยันว่าแม้กลุ่มอัล-ไกด้าและกลุ่มก่อการร้ายอื่นๆที่มีกำลังถดถอยลงในปัจจุบันเมื่อเทียบกับช่วงปี 2549-2550 แต่ก็ยังมีความสามารถในการปฏิบัติการโจมตีหมู่
 โฆษกนายบัน คี มุน เลขาธิการสหประชาชาติและโฆษกทำเนียบขาวได้กล่าวประนามผู้ก่อเหตุในครั้งนี้อย่างรุนแรง

          มีรายงานด้วยว่าในวันจันทร์ (15 ส.ค.) กลุ่มชายในขุดเครื่องแบบทหารได้บุกเข้าไปยังมัสยิดแห่งหนึ่งในเมืองยูซิฟิยาห์ เมื่อเวลาประมาณ 09.30 น. ก่อนเรียกตัวกลุ่มทหารต่อต้านกลุ่มอัล-ไกด้าออกมาจากมัสยิดจำนวน 7 คนก่อนสังหารกลุ่มทหารทั้งหมดต่อหน้าต่อตาผู้ที่อยู่ในบริเวณดังกล่าวและหลบหนีไปได้ลอยนวล

          ทางการอิรักยืนยันว่ากลุ่มมือปืนที่ก่อเหตุเป็นสมาชิกกลุ่มรับอิสลามแห่งอิรัก ที่เป็นแนวหน้าการปฏิบัติการของกลุ่มอัล-ไกดา

          ทำเนียบขาวแถลงยืนยันว่า สหรัฐยังไม่เปลี่ยนแผนถอนทหารออกจากอิรักภายในสิ้นปี 2554 แม้อิรักจะเผชิญกับเหตุระเบิดนองเลือดที่สุดในรอบกว่าหนึ่งปีจากเหตุระเบิดในเวลาไล่เลี่ยกันใน 18 เมืองทั่วประเทศ คร่าชีวิตผู้เคราะห์ร้าย 74 รายเมื่อวันจันทร์ แต่หากทางการอิรักร้องขอมาเป็นพิเศษ สหรัฐก็จะพิจารณาอีกที และว่าขณะนี้ การปฏิบัติภารกิจในอิรัก อยู่ภายใต้ข้อตกลงว่าด้วยกองกำลังระหว่างสองรัฐบาล