
ตร.จ่อเรียกรีสอร์ทรุกป่าวังน้ำเขียวรอบ2
คืบหน้ารุกที่ป่าวังน้ำเขียว เจ้าของรีสอร์ท 22 แห่งที่บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติเขาภูหลวงยังล่องหน ไม่ยอมเข้าแสดงตัวกับเจ้าหน้าที่ เตรียมออกหมายเรียกครั้งที่ 2 หากไม่มาพบอีกก็จะขอศาลออกหมายจับ
16 ส.ค.54 พ.ต.อ.วชิรวิชญ์ กฤษณ์ฤทธิศักย์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยความคืบหน้าในการดำเนินคดีกับเจ้าของรีสอร์ทและบ้านพักทั้ง 22 รายว่า หลังจากพนักงานสอบสวน สภ.วังน้ำเขียว ได้ออกหมายเรียกครั้งที่ 1 ให้เจ้าของรีสอร์ทและบ้านพักทั้ง 22 ราย มารับทราบข้อกล่าวหา พร้อมชี้แจงเอกสารสิทธิ์ในการครอบครองไปแล้วนั้น
ล่าสุดจนถึงขณะนี้ยังไม่มีเจ้าของรีสอร์ทรายใดมาแสดงตัวรับทราบข้อกล่าวหาแต่อย่างใด ทั้งนี้พนักงานสอบสวนจะให้เวลา 15 วัน หากยังไม่มาพบอีกก็จะออกหมายเรียกครั้งที่ 2 ซึ่งหากออกหมายเรียก 2 ครั้งแล้ว ยังไม่มาพบพนักงานสอบสวนก็จะได้ยื่นขอศาลเพื่อออกหมายจับต่อไป
ในขณะที่ นายเทวินทร์ มีทรัพย์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลาน เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการดำเนินการออกติดป้ายประกาศอุทยานฯ สั่งให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในจุดที่ยังมีการใช้ประโยชน์ ในรีสอร์ทที่พัก ที่บุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน 2 จังหวัด คือ นครราชสีมา และปราจีนบุรี โดยอาศัยอำนาจในมาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่ามีรีสอร์ทที่พัก ที่ทางอุทยานแห่งชาติได้ฟ้องร้องดำเนินคดีตั้งแต่ปี พ.ศ.2543 ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ยังคงมีการใช้ประโยชน์ในลักษณะดังกล่าวอยู่รวม 54 แห่ง นั้น ล่าสุดจนถึงวันที่ 16 ส.ค. ทางอุทยานแห่งชาติทับลานได้เดินหน้าติดประกาศฯแล้วเสร็จไปแล้วรวม 38 แห่ง ทั้งหมดอยู่ในพื้นที่ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา และ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี จากทั้งหมด 54 แห่ง และยืนยันว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จทั้งหมดภายในสัปดาห์หน้า
สำหรับรีสอร์ทที่พักที่ทางอุทยานแห่งชาติทับลานนำประกาศของกรมอุทยานฯไปติดประกาศไว้ จะต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดออกจากพื้นที่ภายในวันที่ 30 ต.ค.2554 ซึ่งหากครบกำหนดยังไม่มีการดำเนินการใดๆ ทางอุทยานแห่งชาติทับลานจะดำเนินการเข้ารื้อถอนเองทันทีและทางเจ้าของสิ่งปลูกสร้างจะต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนให้ทั้งหมด
นายเทวินทร์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของการดำเนินคดีกับผู้บุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานที่ได้มีการฟ้องร้องดำเนินคดีไปตั้งแต่ปี 2543 ที่ผ่านมา มีการบุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติทั้งสิ้น 114 แห่ง โดยในจำนวนนี้ศาลมีคำสั่งให้สิ้นสุดคดีและผู้ครอบครองพื้นที่ต้องย้ายออกจากพื้นที่ ห้ามใช้ประโยชน์ รวมถึงรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากพื้นที่รวมทั้งหมด 20 แห่ง ส่วนที่เหลือไม่มีการพิจารณาความผิด แต่ทางอุทยานแห่งชาติทับลานได้อาศัยอำนาจในมาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 สั่งให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในจุดที่ยังมีการใช้ประโยชน์ ในรีสอร์ทที่พัก ที่บุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน 2 จังหวัด คือ นครราชสีมา และปราจีนบุรี ออกจากพื้นที่ทั้งหมด
รวมถึงในกรณีที่ไม่มีสิ่งปลูกสร้างแต่เป็นการใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ บังคับให้หยุดการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ทั้งหมด
จากการตรวจสอบอย่างละเอียดพบว่า ยังคงมีการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าว ในการดำเนินการกิจการรีสอร์ทที่พักอยู่รวม 54 แห่ง ทางอุทยานจึงจำเป็นที่จะต้องดำเนินการตามอำนาจในมาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 สั่งให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในจุดที่ยังมีการใช้ประโยชน์ ในรีสอร์ตที่พักออกจากพื้นที่ทั้ง 54 แห่งอย่างเร่งด่วนภายในวันที่ 30 ต.ค.2554 นี้
อีกทั้ง คาดว่าทางอุทยานแห่งชาติทับลานจะดำเนินการติดประกาศอุทยานฯ เพื่อให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากพื้นที่ได้ทั้งหมดภายในสัปดาห์หน้า เนื่องจากในสัปดาห์นี้อยู่ในห้วงกิจกรรมการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จึงไม่มีกำลังเจ้าหน้าที่เพียงพอที่จะดำเนินการให้แล้วเสร็จในสัปดาห์นี้ได้
ส่วนพื้นที่ที่มีการบุกรุกเขตอุทยานแห่งชาติทับลานที่เหลืออยู่อีก 60 แห่งนั้น จากการตรวจสอบในเบื้องต้นพบว่าไม่มีการใช้ประโยชน์ในพื้นที่แล้ว จึงไม่จำเป็นที่จะต้องดำเนินการติดประกาศอุทยานฯเพื่อให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหรือยุติการใช้ประโยชน์พื้นที่แต่อย่างใด แต่อย่างไรก็ตามหากพบว่ามีการกลับมาใช้ประโยชน์พื้นที่อีก ทางอุทยานแห่งชาติก็จะเข้าไปดำเนินการทันที
นายเทวินทร์ กล่าวอีกว่า ในส่วนที่มีการติดประกาศให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากพื้นที่อุทยานแห่งชาติที่ได้ดำเนินการไปแล้วรวม 38 แห่งนั้น ขณะนี้มีผู้ประกอบการที่ครอบครองพื้นที่ที่เคยถูกดำเนินคดีแต่ศาลได้พิจารณาแล้วไม่มีคำสั่งพิพากษาความผิด ขอยื่นอุทธรณ์มายังกรมป่าไม้ เพื่อให้พิจารณายกเลิกคำสั่งรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากพื้นที่จำนวน 10 แห่ง ซึ่งในส่วนนี้ทางอุทยานแห่งชาติทับลานยืนยันว่าจะยึดแนวทางปฏิบัติตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ ในการดำเนินการขอคืนพื้นที่อย่างเคร่งครัด ไม่สามารถเป็นอย่างอื่นได้
ดังนั้น หากผู้ประกอบการต้องการที่จะต่อสู้ดิ้นรนก็สามารถไปยื่นฟ้องต่อศาลปกครองได้ เพื่อให้ศาลเป็นผู้พิจารณาตัดสิน
ป่าไม้8ตรวจพิกัดรีสอร์ท17แห่งรุกป่าเพิ่ม
นายสุเทพ ปวเรศวิทยาฬาร ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 8 นครราชสีมา เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการลงพื้นที่ตรวจสอบรีสอร์ทบ้านพักอีก 17 จุด ที่เข้าข่ายต้องสงสัยรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเขาภูหลวง ต.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา หลังจากเพิ่งเสร็จสิ้นการตรวจสอบรีสอร์ทที่พักรวม 22 แห่งที่ก่อนหน้านี้ทางกรมป่าไม้ตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วพบว่า บุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาภูหลวง รวมจำนวนกว่า 700 ไร่ และได้อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 25 เข้าตรวจสอบเอกสารสิทธิการถือครองที่ดิน เพื่อตรวจสอบการได้มาซึ่งที่ดิน
ทั้งนี้ จะให้เวลาผู้ครอบครองพื้นที่หาหลักฐานเอกสารสิทธิการถือครองที่ดินมายืนยันภายใน 15 วัน เพื่อตรวจพิสูจน์สิทธิการถือครอง แต่หากไม่มีหลักฐานมายืนยันทางกรมป่าไม้จำเป็นต้องดำเนินการออกคำสั่งให้ย้ายออกจากพื้นที่รวมถึงรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดภายใน 45 วัน แต่หากไม่ปฏิบัติตามทางกรมป่าไม้จะเข้าทำการรื้อถอนเองและทางผู้ครอบครองพื้นที่จะต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนทั้งหมด
สำหรับเรื่องนี้ในการดำเนินการกับรีสอร์ทที่พักจุดใหม่ทั้ง 17 จุด ในขณะนี้นั้นอยู่ในระหว่างการส่งข้อมูลพิกัดที่ตั้งโดยสังเขปที่ทางเจ้าหน้าที่จากสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 8 นครราชสีมา ได้ลงพื้นที่เข้าตรวจสอบจุดพิกัดที่ตั้งรีสอร์ทบ้านพักทั้ง 17 แห่ง ซึ่งตั้งอยู่โดยรอบพื้นที่อนุรักษ์เขาแผงม้า ต.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ที่สงสัยว่าอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเขาภูหลวง อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา เสร็จสิ้นแล้ว ให้กับทางกรมป่าไม้ นำไปตรวจสอบเปรียบเทียบกับแผนที่ ภาพถ่ายแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเขาภูหลวง โดยละเอียดอีกครั้งว่าพิกัดที่ทางสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 8 นครราชสีมา ได้ตรวจสอบในพื้นที่ เข้าข่ายบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเขาภูหลวง ตามแผนที่ภาพถ่ายที่กรมป่าไม้มีอยู่หรือไม่ และมากน้อยเพียงใด
"ในส่วนนี้ทางกรมป่าไม้จะทำการตรวจวิเคราะห์และสรุปผลออกมาว่าพื้นที่ที่ทางสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 8 นครราชสีมา ส่งไปตรวจพิสูจน์นั้นบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติจริงหรือไม่ ซึ่งหากผลการตรวจสอบของกรมป่าไม้ออกมาว่าบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติจริง กรมป่าไม้ก็จะยืนยันผลออกมาและจะมีคำสั่งให้เข้าดำเนินการตรวจสอบพิสูจน์สิทธิการถือครอง ตามอำนาจ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 25 เหมือนเช่นกรณี การตรวจสอบรีสอร์ทที่พักทั้ง 22 แห่งที่ได้ดำเนินการไปก่อนหน้านี้ต่อไป ซึ่งคาดว่ากระบวนการตรวจสอบพิจารณาตีความของกรมป่าไม้จะเสร็จสิ้นและมีผลสรุปออกมาภายใน 1 - 2 สัปดาห์นี้" นายสุเทพ กล่าว
ชาววังน้ำเขียวป่วยจิต อบจ.ส่งอสม.600คนเยียวยา
นพ.สำเริง แหยงกระโทก นายก อบจ.นครราชสีมา เปิดเผยในฐานะตัวแทนท้องถิ่นของจังหวัด ว่า กรณีปัญหาพิพาทที่ดินในเขต อ.วังน้ำเขียว ระหว่างรีสอร์ท ไม่ถึง 50 แห่ง กับหน่วยงานรัฐ ที่เกิดขึ้นนานนับเดือน ส่งผลกระทบต่อธุรกิจการท่องเที่ยวแบบครบวงจร ซึ่งเป็นรายได้หลัก ของ ชาว อ.วังน้ำเขียว กว่า 3 หมื่นคน ไม่เฉพาะบรรดารีสอร์ท ที่มีปัญหาเท่านั้น สถานที่พัก ในรูปแบบโฮมสเตย์ และ สวนเกษตร โดยมีชาวบ้านเป็นเจ้าของ และไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใด ต้องรับผลกระทบอย่างรุนแรง และต่อเนื่องไปด้วย เป็นเวลาร่วมเดือนแล้ว สถานที่พักหลายแห่ง ต้องปิดตัวลงโดยปริยาย เนื่องจากเหลือจำนวนนักท่องเที่ยวไม่ถึง 5 % โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่ผ่านมา ตรงกับวันหยุดยาว ทั้งเทศกาลสารทจีน และ วันแม่ 12 สิงหาคม ตามปกติจะต้องมีจำนวนเรือนหมื่น แต่คงเหลือไม่ถึง 1 พันคน นอกจากนี้ สินค้าเกษตรกรรม พืช ผัก ไม้ผล ปลอดสารพิษ ต้องหยุดกระบวนการผลิต ชาวบ้านขาดรายได้ และจะอยู่กันอย่างไร
นายก อบจ.นครราชสีมา กล่าวต่ออีกว่า ขณะนี้ จะพบ ชาว อ.วังน้ำเขียว ล้มป่วย โดยมีปัญหาสุขภาพจิต ต้องเข้ารับการรักษาด้วยอาการปวดศีรษะ นอนไม่หลับ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาสาสมัครสาธารณสุขชุมชน ( อ.ส.ม. ) กว่า 600 คน ต้องผลัดเปลี่ยนลงพื้นที่ ให้การบำบัดภาวะเครียด ผลกระทบทั้งหมด จึงเป็นโจทย์สำคัญ ที่ อปท.จะต้องร่วมกันหาแนวทางช่วยเหลือให้เป็นรูปธรรม เบื้องต้นอยู่ระหว่างการประชุมหารือ ที่จะจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยชูประเด็นของดีในพื้นที่ ซึ่งจะมีการจัดเทศกาลดอกเบญจมาศบานในช่วงปลายปี พร้อม โหมประชาสัมพันธ์ โครงการท่องเที่ยว 5 เขา 5 เขื่อน 5 อำเภอ ซึ่งมี อ.วังน้ำเขียว ร่วมอยู่ด้วย โดยจะมีการออกบูธ โรดโชว์กับ สำนักงานการท่องเที่ยว และกีฬา จังหวัดนครราชสีมา จะมีการลด แจก แถม ให้กับนักท่องเที่ยว แบบจุใจ เพื่อดึงดูดให้มาพักค้างคืน กระตุ้นให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในท้องถิ่น ที่สำคัญจะได้รับทราบข้อเท็จจริงด้วยตัวเองว่า ข่าวที่เสนอออกไป ตรงข้ามกับข้อเท็จจริงอย่างสิ้นเชิง ทั้งๆที่ ชาว อ.วังน้ำเขียว ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผืนป่า และ สัตว์ป่า ได้อย่างยั่งยืน และมีส่วนร่วม โดยร่วมอนุรักษ์ หวงแหนผืนป่ามรดกโลกแห่งที่ 5 ทับลาน-เขาใหญ่ ที่หล่อเลี้ยงชีวิตคนวังน้ำเขียว ส่วนผลผลิตเกษตรกรรม อบจ. ฯ จะใช้ยานพาหนะรับมาสวนเกษตรชาวบ้าน มาตั้งวางขายในเขตเมือง และ ตลาดนัด เพื่อบรรเทาปัญหาของเหลือทิ้ง



