
รัฐบาลของประชาชนต้องบอกความจริงให้ประชาชน
เปล่า...ผมไม่ได้มาแสดงความชื่นชมรัฐบาลที่เปิดให้มีการอภิปรายเพื่อแก้ไขวิกฤติชาติ 2 วันติดต่อกันเมื่อกลางสัปดาห์ที่แล้วหรอกนะครับ แต่ผมกำลังจะแสดงความชื่นชมรัฐบาลที่กล้าบอกความจริงให้ประชาชนทราบว่ารัฐบาลกำลังถังแตกจริงๆ หลังจากเคยเรียกร้องรัฐบาลมาหลายครั้ง
เรื่องนี้เกิดหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีอังคารที่แล้ว เมื่อ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ออกมาแถลงด้วยตัวเองว่ารัฐบาลจำเป็นต้องปรับลดงบประมาณปี 2553 ที่ตั้งไว้ 1.9 ล้านล้านบาทลง 2 แสนล้านบาท ทำให้เหลืองบเพียง 1.7 ล้านล้านบาท เพื่อให้ระดับการขาดดุลงบประมาณอยู่ที่ 3.5 แสนล้านบาท โดยให้รัฐมนตรีทุกกระทรวงไปปรับปรุงรายจ่ายแล้วนำมาเสนอคณะรัฐมนตรีอีก 2 เดือนข้างหน้า
คุณอภิสิทธิ์ ยังบอกด้วยว่า แนวโน้มการขยายตัวเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะปรับลดลงมาอยู่ในระดับติดลบ 4-5% ซึ่งเป็นคำประกาศที่ชัดเจนมาก เท่ากับเจาะทำนบน้ำลายให้ใครๆ ต่อใครที่อยากพูดเรื่องนี้พูดได้เต็มปากเต็มคำหลังจากน้ำท่วมปาก ไม่กล้าบอกตัวเลขของเศรษฐกิจจะติดลบเท่าไหร่กันแน่ มานาน
จะว่าไปแล้วสิ่งที่ผมนำมาเขียนถึงนี้มีเป็นข่าวไปแล้ว แต่ผมขอนำประเด็นหลักๆ มาบันทึกไว้ตรงนี้ด้วย เพื่อให้เห็นภาพกันชัดๆ อีกครั้งหนึ่ง และสาเหตุที่ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องปรับลดวงเงินงบประมาณลงตามที่คุณอภิสิทธิ์แถลงนั้น เป็นเพราะว่ารัฐบาลประเมินแล้วว่าการจัดเก็บรายได้เข้ารัฐคงไม่เป็นไปตามเป้าหมายครับ
ตัวเลขที่เห็น 6 เดือนของปีงบประมาณนี้จากตุลาคม 51 ถึงมีนาคม 2552 รัฐบาลมีรายได้เพียง 559,886 ล้านบาท ยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของยอดที่ตั้งไว้เดิมหรือยอดที่ปรับลดลงมาเลยนะครับ แล้วเวลาที่เหลืออีก 6 เดือนนี้ จะจัดเก็บรายได้ ได้อีกกี่มากน้อยก็ไม่รู้
ที่สำคัญรัฐบาลก็ตะบี้ตะบันกู้เงินจากต่างประเทศซะเต็มเพดานแล้วด้วย... คงจำกันได้นะครับ สมัยคุณประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เป็นรัฐมนตรีช่วย เอ่อ ขอพระอภัยมณี ตำแหน่งนี้ต้องเขียนเต็มๆ ว่ารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคลัง หนที่แล้ว ผมเคยทักท้วงคุณประดิษฐ์ ว่าอย่าผลีผลามกู้เงินให้ชนเพดาน เหลือช่องว่างไว้หายใจบ้าง...แต่ตอนนี้รั้งไม่หยุดฉุดไม่อยู่แล้วครับ รัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ล่อซะเต็มที่
แต่ไม่ต้องห่วงประเทศจะไปไม่รอดนะครับ เชื่อว่ารัฐบาลคงมีช่องทางหาเงินได้แน่ เพราะเงินในประเทศยังมีบานเบอะ สิ่งที่ผมอยากฝากให้รัฐบาลพิจารณานอกเหนือไปจากการตัดงบบางโครงการเช่น ชุมชนพอเพียง (ที่ผมก็ค้านมาแต่แรกเพราะไม่เห็นด้วยที่เอาเงินปีละ 3 หมื่นล้านไปทิ้งเปล่าๆ) งบการไปอบรมดูงานต่างประเทศของข้าราชการ การจ้างบริษัทที่ปรึกษาและทำประชาสัมพันธ์ด้วยงบประมาณไม่อั้น ฯลฯ แล้ว
รัฐบาลต้องอย่าลืมพิจารณาองค์กรที่เหมือนปลิงคอยดูดเงินจากรัฐบาลด้วยนะครับ ตัวอย่างเช่น อีลิทคาร์ด ที่ น.ส.ศศิธารา พิชัยชาญณงค์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งเป็นประธานบริษัท ลาออก แต่รักษาการผู้จัดการ ยังเรียกประชุมในวันพรุ่งนี้คือ 28 เมษายน เพื่อคัดเลือกกรรมการคนใหม่ แทนกรรมการเก่า 4 คนที่ครบวาระ แล้วก็ถือโอกาสเลือกประธานแทน น.ศ.ศศิธารา นั่น เฉือนทิ้งได้แล้วครับ
และอยากขอร้องคุณอภิสิทธิ์ ให้ออกมาเรียกร้องให้ชาวบ้านร้านตลาดช่วยกันประหยัดเงินทองสักครั้งนะครับ... ไม่ต้องถึงขั้นแนะนำให้ปลูกผักสวนครัวเหมือนภริยาท่านประธานาธิบดีบารัก โอบามา ที่ปลูกผักในทำเนียบขาวหรอกนะครับ เดี๋ยวชาวไร่ชาวสวนขายผลผลิตไม่ได้รัฐบาลต้องหาเงินไปรับซื้อเป็นที่วุ่นวายเปล่าๆ
ภาณุมาศ ทักษณา



