
วิพากษ์ ครม.ยิ่งลักษณ์1
วิพากษ์ ครม.ยิ่งลักษณ์1 : ประชาธิปไตยที่รัก โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ [email protected]
สัปดาห์ที่แล้วด้วยข้อจำกัดทางเวลา ทำให้ไม่สามารถที่จะเขียนเรื่อง ครม.ได้ เพราะข่าวออกมาหลังจากการส่งต้นฉบับ สัปดาห์นี้ก็เลยขอจัดหนักสักเล็กน้อยครับ
ประการที่หนึ่ง สิ่งที่จะต้องค้นหากันต่อไปก็คือ ตกลงโผ ครม.นั้น ใครเป็นคนจัด และโผเสร็จเมื่อไหร่? โดยเฉพาะเรื่องของโผเสร็จเมื่อไหร่นั้นสำคัญมาก เนื่องจากว่าถ้าเสร็จนานแล้ว ก็แปลว่านักข่าวไทยนั้นไม่สามารถล่วงรู้ข้อมูลจากพรรคเพื่อไทยได้เลยจนนาทีสุดท้าย
ประการที่สอง ผมสนใจเรื่องของตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีเป็นพิเศษ เพราะที่ผ่านมาในอดีต เรามีพัฒนาการเรื่องของตำแหน่งรองนายกฯ อยู่สองแบบควบคู่กัน
เริ่มจากที่มาที่ไปก่อน หมายถึงว่า รองนายกฯ นั้นเป็นตำแหน่งที่ดูเหมือนกับว่าสำคัญก็ได้ ไม่สำคัญก็ได้ กล่าวคือในอดีตสมัยเผด็จการนั้นตำแหน่งรองนายกฯ ไม่ค่อยจะมี นายกฯ ทำคนเดียวเสียเป็นส่วนมาก ทีนี้ต่อมา ตำแหน่งรองนายกฯ ก็มีความสำคัญอยู่สองแบบ
แบบแรก คือ ตำแหน่งรองนายกฯ คือผู้ใหญ่ของมุ้งต่างๆ (พรรคเล็ก) ที่มาร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล โดยตำแหน่งนี้มีไว้คุมกระทรวงที่พรรคตนเองได้รับการจัดสรรเข้ามาตามสูตรคณิตศาสตร์การเมือง และในเชิงประเพณี หากนายกรัฐมนตรีไม่อยู่ บรรดารองนายกฯ เหล่านี้ก็จะได้รักษาการนายกรัฐมนตรีกันคนละเล็กละน้อยเพื่อเป็นเกียรติ ในคราวนี้เห็นแต่คุณชุมพลจากพรรคชาติไทยฯ ที่มาทางนี้
แบบที่สอง คือ ตำแหน่งรองนายกฯ ที่ทำงานเป็นเบอร์สอง รองจากนายกฯ ตำแหน่งนี้มักจะเป็นตำแหน่งรองนายกฯ ที่ทำงานด้านความมั่นคง คือประสานกับหน่วยงานความมั่นคงต่างๆ และรองนายกฯ ที่ทำงานในตำแหน่งหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ
ประเด็นก็คือ เราพูดถึงรองนายกฯ ในแบบที่เน้นการบริหารจัดการกลุ่มงาน ซึ่งภาพตรงนี้จะสำคัญว่าสามารถทำงานประสานกับแต่ละกระทรวงได้ไหม ดังตัวอย่างเช่นกรณีของเกาเหลา ระหว่าง ดร.ศุภชัย กับคุณธารินทร์ สมัยรัฐบาลคุณชวน
ประเด็นตรงนี้ที่สำคัญต่อมาก็คือ ตัวโผ ครม.นี้อาจทำให้เกิดข้อสงสัยว่า นายกฯ ยิ่งลักษณ์จะบริหารจัดการด้านความมั่นคงได้อย่างไร เพราะมีทหารในตำแหน่งกลาโหมคนเดียว และตัวรองนายกฯ เอง ถ้าไม่นับคุณชุมพล ก็จะมีคุณยงยุทธ คุณโกวิท และคุณเฉลิม ส่วนคุณกิตติรัตน์คงจะดูเศรษฐกิจเป็นหลัก
นั่นหมายความว่า เรามีตำรวจสองคนในตำแหน่งรองนายกฯ และอดีตข้าราชการกระทรวงมหาดไทยอีกหนึ่งคน
เรื่องการเมืองการม็อบคงไม่มีปัญหา เรื่องการพูดกับทหารอาจจะมีประเด็นบ้าง ยกเว้นจะมองว่า คุณโกวิทเป็นอดีต คมช. (เต็มใจหรือเปล่าก็อีกเรื่องหนึ่ง) แต่คำถามก็คือ เรื่องภาคใต้จะเอายังไง? จะใช้คุณยงยุทธกับคุณโกวิทร่วมกัน? หรือจะใช้คุณเฉลิม?
เอาเป็นว่าถ้าพยายามมองโลกในแง่ดี เพื่อไทยมีนโยบายดับไฟใต้แบบสร้างมหานคร แต่การเตรียมการจากวันนี้จะไปอย่างไร ตรงนี้มองไม่เห็นจริงๆ และถ้ามองข้ามนายกฯ ยิ่งลักษณ์ไป ก็ต้องไปถามนายกฯ ทักษิณ คุณหญิงพจมาน เจ๊แดง และเจ๊หน่อย ว่าจะเอาไงกับปัญหาภาคใต้ ซึ่งน่าห่วงว่า คุณทักษิณและพวกเองก็ยังมองไม่ออกว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไร
ประการที่สาม กระทรวงมหาดไทยน่าจะลดบทบาทลงไปมากจากการตั้ง ครม.ในครั้งนี้ เพราะเหลือสามคน โดยมี รมต.เป็นปลัดกระทรวงเก่า รมช.สองคนเป็นทีมงานน้อง-ลูกนักการเมือง เรายังมองไม่ออกว่ากระทรวงดังกล่าวนี้จะสานต่อประเด็นการกระจายอำนาจอย่างไร ท่ามกลางกระแสปฏิรูป และในอีกด้านหนึ่งคือภาระงานด้านการป้องกันภัยพิบัติที่ยังทำงานหลักอยู่มากขึ้นเรื่อยๆ
ประการที่สี่ งานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลนี้ ดูแล้วน่าจะให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาระยะสั้น เพราะรองนายกฯ เศรษฐกิจนั้นคุมพาณิชย์ ไม่ใช่คลัง แต่ภาพรวมก็คือให้ความสำคัญกับเรื่องของตลาดทุน และธนาคารด้วย
ประการที่ห้า กระทรวงกลาโหมจะไม่มีความเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก เพราะเป็นเรื่องของการใช้ทหารเก่ามาคุมทหาร ไม่น่าจะมีความหวังในเรื่องของการปฏิรูปกองทัพที่เกี่ยวข้องกับประชาชน เรื่องจะวนเวียนกันแต่การโยกย้ายของการทัพเอง และความสัมพันธ์กับรัฐบาลเพื่อการดำรงตำแหน่งให้นานที่สุดของสองฝ่าย การพูดถึงระบบการตรวจสอบของสังคมต่อการกำหนดนโยบายความมั่นคง การวางทิศทางการพัฒนากองทัพ การโยกย้ายแต่งตั้งนายทหารจะไม่มี
ประการสุดท้ายสำหรับวันนี้ บทบาทของคุณสุรพงษ์ ที่กระทรวงต่างประเทศเป็นการตัดสินใจในการจัดตั้ง ครม.ที่สะท้อนความมุ่งมั่นของคุณทักษิณที่พยายามจะกลับบ้านตั้งแต่นาทีแรกที่เปิดตัว ครม. แต่ความพยายามดังกล่าวจะทำให้ รมต.ต่างประเทศต้องเสียเวลาที่จะมาตอบโต้กับสังคมเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนกับงานต่างประเทศทั้งหมด
โดยเฉพาะจะต้องเสียเวลาไปตอบโต้กับโฆษก ปชป. ที่เป็นอดีตเลขาฯ รมต.ต่างประเทศรอบที่แล้ว นี่คือความผิดพลาดที่สุดของการตั้ง ครม. ที่คุณทักษิณคิดว่าจะมีสายตรงเพื่อกลับบ้าน และเพื่อประสานกับกัมพูชาด้วยความสัมพันธ์ส่วนตัว ทางที่ดี (ซึ่งทำไม่ทันแล้ว) ก็คือ การมี รมต.ที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย และมีคุณสุรพงษ์เป็น รมช. ไว้คอยวิ่งเรื่องคุณทักษิณซะแรงกดดันจะน้อยลง หรือตอนนี้สิ่งที่คุณสุรพงษ์ควรทำก็คือ ตั้งทีมที่ปรึกษาที่สามารถสื่อสารและได้รับการยอมรับ รวมทั้งทำงานร่วมกันกับข้าราชการในกระทรวงได้ ไม่เช่นนั้นงานนี้คุณสุรพงษ์จะเป็นจุดอ่อนของรัฐบาลนี้ในทุกๆ ครั้งที่พบใครๆ และทุกครั้งที่ไปต่างประเทศ



