
ตำรวจกับประชาคมอาเซียน (2)
ตำรวจกับประชาคมอาเซียน (2) : เลียบค่าย โดย ชัยกร ใบเงิน
ความจริงอาชญากรรมข้ามชาติ ตำรวจไทยเริ่มสัมผัสมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่กลุ่มแก๊งต้มตุ๋น นักค้ายาเสพติด กลุ่มค้ามนุษย์ รวมถึงพวกลักเล็กขโมยน้อย ที่เข้ามาก่อคดีกันถี่ยิบ
นี่อาจเป็นการชิมลางก่อนที่ประชาคมอาเซียนจะมีผลในปี 2558
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีคำสั่งให้ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ที่ปรึกษา สบ 10 ไปร่างแผนยุทธศาสตร์เพื่อรับมือกับอาชญากรรมข้ามชาติ ที่เชื่อกันว่าจะไหลบ่าไปมาระหว่างประเทศสมาชิก
เบื้องต้น พล.ต.อ.พงศพัศ ได้วางกรอบให้น้ำหนักด้านอาชญากรรมข้ามชาติอยู่ 2-3 กลุ่ม
กลุ่มแรกคือ พวกที่เข้ามาในฐานะนักท่องเที่ยว นักลงทุนซึ่งอาจแฝงเรื่องของการฟอกเงินเพราะการตรวจสอบพวกนี้ไม่ใช่ง่าย ตำรวจในพื้นที่ต้องจับตาและวิเคราะห์ให้ได้ว่า การเข้ามามีวัตถุประสงค์อย่างไร
ต่อมาคือ กลุ่มอาชญากรที่มีความรู้ด้านเทคโนโลยี ซึ่งส่วนใหญ่เจ้าหน้าที่ยังตามไม่ทัน ตำรวจจึงต้องพัฒนาความรู้ให้กว้างขวางขึ้น การปราบปราม จำเป็นต้องใช้เครื่องมือ 3 อย่างคือ 1.กฎหมายที่ใช้กับคนต่างด้าว 2.การดึงมวลชนมาร่วม และ 3.การใช้สื่อมวลชนเพื่อประชาสัมพันธ์พฤติกรรมคนร้าย
นี่คือกรอบเล็กๆ ที่ใช้ภายในประเทศ ภาพใหญ่ยังมีการช่วยเหลือซึ่งกันทางอาญา (Mutual Legal Matters Assistance) (MLATS) ตั้งแต่การสืบพยาน ที่ต้องเป็นความผิดร่วมกันของ 2 ประเทศ การส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่ต้องผ่านช่องทางสากลคือ อัยการต่างประเทศ
ยังมีปัญหาที่ต้องทำความเข้าใจร่วมกันระหว่างประเทศ ทั้งเรื่องการยึดหรือคืนทรัพย์สิน การส่งผู้ร้ายข้ามแดนต้องกำหนดอัตราโทษไว้กี่ปี่
เรื่องโทษประหารชีวิต ที่บางประเทศมี บางประเทศยกเลิก ซึ่งกระทบต่อการปกป้องสิทธิพลเมืองของแต่ละประเทศก็ไม่เหมือนกันด้วย
ยังมีประเด็นในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติที่เกี่ยวเนื่องกับระบบการเงิน ธนาคารพาณิชย์ ที่ต้องสนับสนุนข้อมูลให้เจ้าหน้าที่แต่ละประเทศเมื่อมีการร้องขอ ข้อมูลทุกส่วนต้องแชร์กันเพื่อการติดตามคนร้าย
เฉพาะสถานการณ์คนร้ายข้ามชาติ ที่ สตช.ต้องรับมือก็ต้องปรับยุทธศาสตร์กันขนานใหญ่ แผนงานที่ พล.ต.อ.พงศพัศ และคณะ ได้วางกรอบที่แต่ละหน่วยต้องรับผิดชอบ กำลังร่างเพื่อนำเสนอ ตร.และรัฐบาล
สำคัญเหนืออื่นใด กรอบแผนทั้งหมดยังต้องให้สอดคล้องกับหลายหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศอีกด้วย หนักหนาแน่กับเวลาไม่ถึง 4 ปี



