6ก.ย.ศาลนัดไต่สวนสายลับเขมร
เผยศาลศรีสะเกษ นัดไต่สวนคดีสายลับกัมพูชา 6 ก.ย. นี้ กัมพูชาอ้างไทยสร้างหลักฐานเท็จ สื่อเขมรระบุกองทัพเริ่มลดกำลังออกจากพื้นที่ใกล้ภูมะเขือ ทหารไทย-เขมรเห็นชอบเปิดจุดผ่อนปรนการค้าชายแดนช่องกร่างสุรินทร์
15 ส.ค. 54 เว็บไซต์ฟิฟทีมูฟ รายงานข่าวว่า โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา เผยว่าศาล จ.ศรีสะเกษนัดไต่สวนคดีสายลับกัมพูชาจารกรรมข้อมูลที่ตั้งทหารอีกครั้งในวันที่ 6 ก.ย. จากที่ยืนยันว่าไทยไม่มีหลักฐานมัดตัวกลับ เปลี่ยนเป็นการกล่าวหาเจ้าหน้าที่ไทยสร้างพยานและหลักฐานเท็จ โดยเรียกร้องให้ปล่อยตัวในทันที
สื่อเขมรระบุกองทัพเริ่มลดกำลังออกจากพื้นที่ใกล้ภูมะเขือ
เว็บไซต์ฟิฟทีนมูฟรายงานด้วยว่า ประเทศกัมพูชาได้ปรับลดกำลังทหาร ออกจากพื้นที่ตาเซ็มและโอร์จักจแรง ทางตะวันตกเฉียงเหนือของภูมะเขือกลับหน่วยที่ตั้งเดิม ตามท่าทีใหม่ของรัฐบาลฮุน เซน โดยระบุว่า ศูนย์ข่าวนครวัตรายงานว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ในพื้นที่ตาเซ็ม และโอร์จักจแรง ได้มีพิธีปรับกำลังทหารของกองพลน้อยสนับสนุนที่ 21 สังกัดภูมิภาคที่ 2 กลับไปยังหน่วยเดิม โดยมี พล.อ.กุน กีม รองผู้บัญชาการและเสนาธิการร่วมในกองทัพแห่งชาติกัมพูชา เป็นประธาน พร้อมด้วย พล.อ.เจีย ดารา รองผู้บัญชาการและผู้บัญชาการหน่วยประจำด้านปราสาทพระวิหาร พล.อ.ฮีง บุนเฮียง รองผู้บัญชาการและผู้บัญชาการกององครักษ์สมเด็จเดโชฯ ฮุน เซน พร้อมนายทหารและพลทหารจำนวนมากเข้าร่วม
ในพิธี พล.อ.กุน กีม ได้กล่าวแสดงความยินดีต่อกองพลน้อยที่ 21 ซึ่งเป็นกองกำลังสนับสนุนพร้อมรบในสมรภูมิแนวหน้า ที่ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างดีเยี่ยมในการเข้าร่วมป้องกันบูรณภาพดินแดนด้านปราสาทพระวิหาร พร้อมกล่าวว่า การปฏิบัติภารกิจนี้ควรได้มีการจารึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ ในเวลาที่กองพลน้อยที่ 21 ได้มีส่วนร่วมในสมรภูมิขณะที่มีศัตรูรุกรานบูรณภาพดินแดนกัมพูชา ทำหน้าที่เป็นกองกำลังสนับสนุนพร้อมรบเป็นเวลาหลายเดือน แต่สถานการณ์ชายแดนในปัจจุบันนี้ผ่อนคลายลง และหลังการประกาศของสมเด็จฯ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรี ได้ให้กองกำลังติดอาวุธบางส่วนกลับไปยังหน่วยเดิม วันนี้จึงได้มีการปรับกำลังกองพลน้อยที่ 21 กลับหน่วย
เว็บไซต์ฟิฟทีนมูฟยังระบุอีกว่า หนังสือพิมพ์กัมพูชาใหม่ ก็ได้รายงานอ้างคำให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.เจีย ดารา ซึ่งระบุว่า การถอนทหารกองพลที่ 21 เป็นการถอนทหารครั้งที่ 3 หลังจากเคยปรับมาก่อนหน้านี้ 2 ครั้ง คือ การถอนกองพันของภูมิภาคทหารที่ 1 ออกจากพื้นที่มุมเบ็ย (สามเหลี่ยมไทย-ลาว-กัมพูชา) และอีกครั้งคือการถอนกองพันน้อยของจังหวัดทหารบกกำปงธมออกจากพื้นที่ซำแต
พล.อ.เจีย ดารา กล่าว่า แผนการณ์ในสัปดาห์นี้ คือ กัมพูชาจะทำการปรับกำลังถอนทหาร 3 กองพลน้อย ออกจากแนวหน้าด้านปราสาทพระวิหาร และด้านปราสาทตาเมือน และหลังการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) และการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) กัมพูชาจะมีการถอนทหารจากแนวหน้าเพิ่มอีก และจะแทนที่โดยทหารประจำถิ่น คือ กำลังกองป้องกันพรมแดน และตำรวจป้องกันพรมแดน (ตชด.เขมร)
นอกจากนี้ยังกล่าวอีกว่า นี่เป็นความพยายามของสมเด็จเดโชฯ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรี เพื่อให้เกิดความไว้วางใจซึ่งกันและกันในกิจการชายแดน ซึ่งอาศัยรัฐบาลทั้งสองประเทศเป็นผู้แก้ปัญหา เป้าหมายคือลดความขัดแย้ง สร้างความร่วมมือ ทั้งนี้ กองทัพ ครอบครัวทหาร ประชาชนตามแนวชายแดนต่างสนับสนุนจุดยืนสันติภาพของสมเด็จฯ ฮุน เซน ที่ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าต้องการให้ชายแดนมีสันติภาพ มีความร่วมมือที่ดีระหว่างประเทศทั้งสอง เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนทั้งของกัมพูชาและไทย ให้อยู่อย่างสันติและกลมเกลียวแน่นแฟ้น
พื้นที่ตาเซ็ม และโอร์จักจแรง ตั้งอยู่ห่างปราสาทพระวิหารประมาณ 7 กิโลเมตร ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของภูมะเขือ ใกล้กับช่องโดนเอาว์ซึ่งเป็นจุดหนึ่งที่มีการปะทะหลายครั้งที่ผ่านมา และ ทั้งสองจุดอยู่ในขอบเขตหรือประชิดเขตปลอดทหาร ตามกำหนดในมาตรการชั่วคราวของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ
ทหารไทย-เขมรเห็นชอบเปิดจุดผ่อนปรนการค้าชายแดน“ช่องกร่าง”สุรินทร์
เมื่อเวลา 10.00 น. ที่บริเวณพื้นที่ช่องกร่าง ต.บักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ หน่วยเฉพาะกิจที่ 2 กองกำลังสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 พร้อมด้วยฝ่ายปกครอง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ และส่วนที่เกี่ยวข้องของไทย ได้มีการจัดการประชุมการพบปะพัฒนาสัมพันธ์ระหว่างหน่วยเฉพาะกิจที่ 2 และฝ่ายปกครอง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ของไทย กับ สมรภูมิที่ 3 ของกัมพูชา และคณะนายอำเภอปันเตียอำปึล จ.อุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา เพื่อพัฒนาสัมพันธ์อันดีระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารในพื้นที่ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชา
รวมถึงหารือแนวทางการเปิดตลาดการค้าชายแดนชั่วคราว หรือจุดผ่อนปรนแลกเปลี่ยนสินค้าชั่วคราว เพื่อมนุษยธรรม ที่บริเวณช่องกร่าง ต.บักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ซึ่งติดกับบ้านทะมอโดน ต.โคกหม่อน อ.บัญเตียอำปึล จ.อุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา ตามนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงมหาดไทย ที่ต้องการเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า ซึ่งฝ่ายไทยนำโดย พ.อ.ธัญญา เกียรติสาร ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจที่ 2 กองกำลังสุรนารี กองภัพภาคที่ 2 ,พ.อ.ณัฎฐ์ ศรีอินทร์ ผบ. กรมทหารพรานที่ 26 ,นายชาติชายรัตนภานพ นอภ. พนมดงรัก , เจ้าหน้าที่ตำรวจ, ทหาร, ตชด., ป่าไม้, และฝ่ายปกครองที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เข้าร่วมประชุม
ขณะที่ฝ่ายกัมพูชา นำโดย พลโท ซอ นารงค์ เสนาธิการกองบัญชาการสมรภูมิพื้นที่ 3 กัมพูชา, นายฮุน เฮือนรองนายอำเภอปันเตียอำปึล, พล.ต.เนี้ยะ วงษ์ รองผู้บังคับการกองพลน้อยที่ 42, ร้อย ตชด. พัน 702,ทหารประจำกรุงสำโรง จ.อุดรมีชัย เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้จำนวนมาก
ที่ประชุม พ.อ.ณัฐ ศรีอินทร์ ผบ. กรมทหารพรานที่ 26 ได้เป็นผู้ชี้แจงรายละเอียดข้อเสนอพิจารณาเบื้องต้น ของผู้แทนจากกระทรวงมหาดไทย ที่ฝากไว้ให้พิจารณาหารือ หลังเดินทางมาดูพื้นที่ การเปิดตลาดผ่อนปรนชั่วคราวบริเวณช่องกร่าง เมื่อวันที่ 5 ส.ค.54 ที่ผ่านมา โดยมีข้อเสนอดังนี้ 1.การเปิดจุดผ่อนปรนชั่วคราวดังกล่าว อย่าให้มีผลกระทบกับเส้นเขตแดน รวมทั้งหลักเขตแดน โดยเฉพาะบริเวณช่องกร่างใกล้กันนี้มีหลักเขตที่ 22 ตั้งอยู่ อย่าให้แนวตลาดเข้าไปใกล้ เนื่องจากเกรงผู้ไม่หวังดีทำลายหรือเปลี่ยนแปลงหลักเขตได้ แต่อาจจะมีการอนุญาตให้ประชาชนทั้ง 2 ประเทศสามารถเข้าชมหรือถ่ายภาพได้ แต่จะต้องมีเจ้าหน้าที่ทั้ง 2 ฝ่ายดูแลร่วมกัน , 2. ตลาดทั้ง 2 ฝ่ายควรแยกออกจากกันเพื่อให้ง่ายต่อการควบคุม โดยมีพื้นที่ตรงกลางไว้รองรับการสัญจรไปมาของกันและกัน ,3. ร่วมกันวางมาตรการที่ดีร่วมกันในระยะยาวโดยเฉพาะปัญหายาเสพติด
โดยฝ่ายทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าปกครองในพื้นที่ของฝ่ายไทยได้มีการประชุมเพื่อดำเนินการโดยได้ข้อสรุปร่วมกันต่างๆเช่น แผนผังตลาดในเบื้องต้นตามที่กระทรวงมหาดไทยพิจารณาไว้ ก่อนนำมาเสนอหารือร่วมกันกับกัมพูชา ในวันที่ 15 ส.ค. ดังกล่าว และ นำข้อสรุปพิจารณามานำเสนอประชุมร่วมกับกัมพูชามีในครั้งนี้ 4 เรื่อง ประกอบด้วย 1.รูปแบบและแผนผังการเปิดตลาดแลกเปลี่ยนสินค้า 2.แนวความคิดกำหนดขอบเขต 3.ประเภทสินค้าที่กัมพูชานำมาขาย , 4. วันเวลาเปิด-ปิด
สำหรับแผนผังตลาดของไทยจะอยู่บริเวณหน้าฐานปฏิบัติการทหารช่องกร่าง และจะมีรั้วกำหนดขอบเขตชัดเจน ซึ่งจะเว้นตรงกลางเป็นช่องว่างทางเดิน และจะมีรั้วหรือลวดหนามกั้นทางเดินไปยังตลาดของกัมพูชาตรงกันข้าม ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ทั้ง 2 ฝ่ายดูแลความสงบเรียบร้อยการเข้า- ออกของประชาชนทั้ง 2 ประเทศ มีการกำหนดสินค้าที่สามารถนำมาจำหน่ายในเบื้องต้น อาทิ สินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน และครัวเรือนต่างๆ ส่วนชาวกัมพูชาก็จะสามารถนำของป่า ผักป่ามาจำหน่ายได้ นอกจากนี้สินค้าต้องห้ามที่ทางการไทยกำหนดไว้ 18 ชนิด รวมทั้งสิ่งผิดกฎหมายต่างๆ ห้ามนำมาจำหน่าย ซึ่งหลังเปิดตลาด หากมีประชาชนของตนเองทำผิดกฎหมาย ก็ให้เจ้าหน้าที่แต่ละฝ่ายควบคุมตัวส่งคืนให้เจ้าหน้าที่ของแต่ละฝ่ายดำเนินการตามกฏหมายต่อไป
ในเบื้องต้นไทยได้เสนอให้มีการเปิดตลาดนัดสัปดาห์ละ 1 ครั้งก่อน ในทุกวันพุธของสัปดาห์ และจะมีการเปิดตลาดในเวลา 09.00 น.-14.00 น. จะมีการเปิดตลาดครั้งแรกในวันพุทธที่ 31 ส.ค.54 นี้
ทั้งนี้ระหว่างการหารือทางกัมพูชาได้มีการโต้แย้งเรื่อง การที่ไทยกำหนดรั้วลวดหนามเพื่อกั้นเขตทางเดิน รวมทั้งตลาดต่างๆ ทางกัมพูชาเห็นว่า การเปิดตลาดเป็นเรื่องที่ดี แต่พอมีรั้วกั้นทำให้เสียบรรยากาศความสัมพันธ์ได้ ขณะที่ฝ่ายไทยพยายามชี้แจ้งว่าที่กำหนดเพื่อป้องกันผู้ไม่หวังดีทั้งไทยและกัมพูชาที่อาจใช้ช่องว่างที่ไม่มีรั้วกันหลบหนีหรือลักลอบกระทำผิดหรือขนสิ่งผิดกฏหมายได้ ซึ่งต่างฝ่ายต่างใช้เหตุผลของตนเองโต้แย้ง จนในที่สุดได้ข้อสรุปเบื้องต้น ซึ่งจะต้องคุยกันในรายละเอียดหลังจากนี้อีกครั้ง เพราะเหลือเวลาอีกประมาณ 2 สัปดาห์ นอกจากนี้แต่ละฝ่ายจะได้มีการตั้งคณะกรรมการหรือส่งตัวแทนมาร่วมประชุมย่อยกันอีกครั้ง เพื่อหารือและเตรียมเปิดตลาด ในวันที่ 31 ส.ค.นี้
หลังจากประชุมหารือกันแล้วฝ่ายได้ได้มอบพันธุ์ไม้ และปุ๋ยชีวภาพให้กับเจ้าหน้าที่กัมพูชา และชาวกัมพูชาที่บ้านทะมอโดน เพื่อนำไปปลูกตามโครงการเศรษฐกิจพอเพียง ในหมู่บ้าน โดยทางฝ่ายไทยได้ฝึกอบรมให้



