'มาร์ค'ลุยน้ำท่วมเหนือจี้รัฐชัดเจนเงินช่วย
"มาร์ค" ลุยน้ำท่วม พิษณุโลก-พิจิตร-นครสวรรค์ จี้รัฐชัดเจนจ่ายเงินช่วยเหลือประชาชน ส่วนชาวปากน้ำโพระทมหนัก น้ำยม-น่านสมทบเจ้าพระยาทำ 4 อำเภออ่วม
เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมคณะ อาทิ นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ นายจุติ ไกรฤกษ์ รองหัวหน้าพรรค นายนิพนธ์ บุญญามณี นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองเลขาธิการพรรค นายธนิตพล ไชยนันทน์ กรรมการบริหารพรรค นายไพฑูรย์ แก้วทอง อดีตรองหัวหน้าพรรค นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ อดีตรองหัวหน้าพรรค และอดีต รมว.อุตสาหกรรม นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม นายนคร มาฉิม ส.ส.พิษณุโลก ลงพื้นที่ จ.พิษณุโลก จ.พิจิตร และจ.นครสวรรค์ เพื่อพบปะประชาชนที่ประสบอุทกภัย พร้อมนำสิ่งของที่บรรจุ อาทิ ข้าวสาร นำปลา และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ไปแจกจ่ายตามจุดต่างๆ ที่ไปเยี่ยม
นายอภิสิทธิ์เดินทางเข้าพื้นที่ ต.บางระกำ และ ต.ชุมแสงสงคราม อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก นำถุงยังชีพไปมอบให้ชาวบ้านผู้เดือดร้อนจากอุทกภัยน้ำท่วมที่ไหลมาจาก จ.สุโขทัย โดยมีประชาชนมารอต้อนรับอดีตนายกรัฐมนตรีจำนวนมาก พร้อมทั้งเขียนป้ายให้กำลังใจนายอภิสิทธิ์ให้ทำงานเป็นหัวหน้าพรรคต่อ จากนั้นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้เดินทางไปแจกของน้ำท่วมในพื้นที่ ต.ชุมแสงสงคราม อ.บางระกำ
"มาร์ค" จี้รัฐบาลชัดเจนช่วยน้ำท่วม
จากนั้นอดีตนายกรัฐมนตรีนั่งเรือไปแจกของผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมขังเป็นวงกว้าง ประชาชนจำนวนมากติดเกาะ บ้านถูกน้ำท่วมล้อมรอบ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เป็นห่วงประชาชนทุกคน ถึงแม้จะไม่ได้เป็นรัฐบาลก็มีความประสงค์ไม่อยากเห็นใครเดือดร้อน การมาเยี่ยมครั้งนี้มีความเป็นห่วงอยู่ 3 ข้อ คือ เรื่องการให้ความช่วยเหลือของรัฐบาลต่อประชาชน ที่อยู่ระหว่างช่วงรอยต่อระหว่างรัฐบาลเก่าและใหม่ ยังไม่มีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน อาทิ 1.เรื่องการช่วยเหลือเงินชดเชยบ้านที่เสียหายหลังละ 5,000 บาท 2.การชดเชยค่าเสียหายให้แก่เกษตรกรที่พื้นที่ทางการเกษตรเสียหายไร่ละ 2,098 บาท จากเดิมที่ได้เข้ามาบริหารประเทศได้เพียงไร่ละ 600 บาท และ 3.การดูแลประกันรายได้เกษตรกรที่ได้รับความเสียหายจากพืชผลทางการเกษตร ที่รัฐบาลเดิมมีโครงการประกันรายได้ แต่รัฐบาลใหม่มีโครงการรับจำนำ
พิษณุโลกสั่งปิด5โรงเรียนน้ำทะลัก
ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดต่างๆ นั้น ที่ จ.พิษณุโลก มีรายงานว่า ระดับน้ำจากแม่น้ำยมที่ไหลมาจากจ.สุโขทัย เพิ่มระดับขึ้น ทำให้น้ำในคลองวังแร่ล้นตลิ่งเข้าท่วมบริเวณโรงเรียน ดร.บุญรักษ์ ยอดเพชร ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1 สั่งการให้ปิดโรงเรียนในเขตพื้นที่ อ.บางระกำ 5 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนวัดวังแร่ โรงเรียนบ้านกรุงกรัก โรงเรียนวัดพรหมเกษร โรงเรียนวัดวังอิทก และโรงเรียนบ้านท่านางงาม โดยสั่งให้เจ้าหน้าที่เตรียมความพร้อมขนอุปกรณ์การเรียนการสอนไปไว้ในที่สูง
พิจิตรยังหนักชาวบ้านลอยคอรับข้าว
วันเดียวกัน ที่ จ.พิจิตร มีรายงานว่า สถานการณ์น้ำท่วมใน ต.รังนก อ.สามง่าม ยังคงเพิ่มขึ้นสูงอย่างต่อเนื่อง เพราะน้ำจาก จ.สุโขทัย ไหลมาสมทบ ทำให้แม่น้ำยมเพิ่มสูงอีกวันละเกือบ 10 เซนติเมตร ทำให้ประชาชนเดือดร้อนอย่างหนัก โดยเฉพาะการเดินทางเข้าหมู่บ้าน หมู่ 7 บ้านเนิยยุ้ง ต.รังนก ซึ่งน้ำท่วมทางเข้าหมู่บ้าน รถทุกชนิด ไม่สามารถผ่านเข้าออกได้ ชาวบ้านต้องใช้เรือเป็นพาหนะ
ล่าสุดอาสาสมัครหน่วยกู้ภัยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งลงพื้นที่ ต.รังนก เพื่อบรรเทาทุกข์ให้แก่พี่น้องประชาชน โดยแจกจ่ายอาหารปรุงสำเร็จจำนวน 1.2 หมื่นกล่อง ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ 5 หมู่บ้านที่ประสบอุทกภัย ซึ่งเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากต้องใช้เรือในการแจกจ่ายอาหาร บางจุดต้องการแจกจ่ายเป็นไปอย่างลำบาก โดยเฉพาะพื้นที่หมู่ 11 บ้านปากคลอง ที่ถูกน้ำท่วมนานกว่า 4 เดือน ประชาชนบางรายต้องลอยคอมารับอาหาร
อุตรดิถต์นาข้าวเสียหายยับ 130 ล.
ที่ จ.อุตรดิตถ์ นายขาว เผือกเหลือง กำนันตำบลท่ามะเฟือง อ.พิชัย พร้อมตัวแทนชาวนาที่ได้รับความเดือดร้อน นั่งรถไถลุยเข้าไปยังที่นาของชาวบ้านหมู่ 4 บ้านป่ากะพี้ และหมู่ 9 บ้านหนองปากดง หมู่ 10 ทุ่งสนวน ต.ท่ามะเฟือง โดยตลอดระยะทางกว่า 10 กิโลเมตร สองข้างถนนสายป่ากะพี้-ทุ่งสนวน น้ำท่วมนาข้าวในระดับสูงมองไม่เห็นต้นข้าว กลายเป็นทะเลน้ำจืด ส่งกลิ่นเหม็น ต้นข้าวเน่า ปลาลอยตายเกลื่อน
จากสถานการณ์ฝนตกหนักที่ จ.แพร่ และ จ.สุโขทัย เมื่อ 2 วันที่ผ่านมา ทำให้น้ำระลอกใหม่จากน้ำยมผันลงแม่น้ำน่าน ทะลักเข้าท่วมที่นาเพิ่มสูงขึ้นอีก ความเสียหายเฉพาะนาข้าวประเมินค่าแล้วกว่า 130 ล้านบาท และกว่าระดับน้ำจะลดและชาวนาสามารถเริ่มทำนารอบใหม่ต้องรออีก 2 เดือน ไม่มีรายได้ เกิดความเครียด ไม่มีเงินลงทุน ไม่มีเงินใช้หนี้ อยู่ในอาการซึมเศร้า
สุโขทัยยังอ่วมน้ำเหนือทะลักเพิ่ม
ที่ จ.สุโขทัย มีรายงานว่า สถานการณ์น้ำใน จ.สุโขทัย ล่าสุดระดับน้ำในแม่น้ำยมยังเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องและเอ่อล้นเข้าท่วมหลายพื้นที่ใน 5 อำเภอ น้ำท่วมหนักยังคงอยู่ที่ อ.ศรีสำโรง และอ.เมือง โดย อ.เมือง น้ำไหลบ่าเข้าท่วมพื้นที่อย่างหนัก โดยทะลักเข้าท่วมพื้นที่ ต.บ้านกล้วย และเขตเทศบาลเมืองสุโขทัยธานีฝั่งตะวันตกบางส่วน ย่านอาคารร้านค้าได้รับผลกระทบต้องนำกระสอบทรายมาวางเรียงรายกั้น เพื่อไม่ให้น้ำเข้าตัวร้านค้าหวั่นทรัพย์สินเสียหาย
ขณะที่จังหวัดสุโขทัยเตือนประชาชนในเขต อ.เมือง ให้เตรียมรับน้ำเหนือจากแม่น้ำยม ที่ไหลเข้าสู่พื้นที่อำเภอในปริมาณ 1,700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ภายในค่ำวันนี้ พร้อมให้ระวังต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง เพราะกระแสน้ำไหลเร็วและมีปริมาณมาก
นครสวรรค์อ่วมเจ้าพระยาล้นแล้ว
ที่ จ.นครสวรรค์ หลังจากน้ำจาก จ.พิจิตรไหล บ่าลงมาในพื้นที่ราบลุ่ม ทำให้น้ำในแม่น้ำยมและน่านเอ่อท่วมใน 4 อำเภอของจังหวัด ได้แก่ อ.ชุมแสง อ.เก้าเลี้ยว อ.โกรกพระ และอ.เมืองบางส่วน ขณะนี้น้ำท่วมใน อ.พยุหะคีรีเป็นอำเภอที่ 5 แล้ว นาข้าวเสียหายนับหมื่นไร่ โดยเฉพาะที่บ้านบางปราบ หมู่ 4 ต.ย่านมัทรี อ.พยุหะคีรี ที่ส่วนใหญ่มีนาข้าวปลูกไม่ห่างจากแม่น้ำเจ้าพระยา พบว่าน้ำเจ้าพระยาเอ่อท่วมนาข้าวจมมิดเสียหายไปแล้วกว่า 5,000 ไร่
นครสวรรค์นาข้าวเสียหาย 29,838 ไร่
ขณะเดียวกันมีรายงานว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมทำให้พื้นที่นาข้าวได้รับความเสียหายอย่างหนักในพื้นที่ อ.ชุมแสง ต.บางเคียน หมู่ 1, 3-7, 9-11, 13-14 พื้นที่นาข้าว 7,080 ไร่, ต.ทับกฤชใต้ หมู่ 3-8 พื้นที่นาข้าว 2,962 ไร่, ต.ท่าไม้ หมู่ 2-7, 9-10,12, 14-15 พื้นที่นาข้าว 2,500 ไร่, ต.โคกหม้อ หมู่ 2-5, 8 พื้นที่นาข้าว 355 ไร่, ต.ฆะมัง หมู่ 2, 4, 6 พื้นที่นาข้าว 1,262 ไร่, อ.เก้าเลี้ยว หมู่ 8 บ้านห้วยรั้ว ต.หนองเต่า พื้นที่นาข้าว 500 ไร่, อ.เมือง ต.บางพระหลวง หมู่ 2 และ 4 พื้นที่นาข้าว 6,000 ไร่, ต.บ้านมะเกลือ หมู่ 1-6 พื้นที่นาข้าว 4,511 ไร่, อ.โกรกพระ หมู่ 1-6 ต.บางมะฝ่อ และหมู่ 1, 6, 8 ต.โกรกพระ พื้นที่นาข้าว 2,135 ไร่ รวมพื้นที่นาข้าวเสียหาย 29,838 ไร่
ด้านป้องกันจังหวัดนครสวรรค์เปิดเผยว่า หลังจากน้ำท่วมในหลายอำเภอทางจังหวัดได้กำหนดแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาเร่งด่วน เบื้องต้นคือ อำเภอชุมแสงร่วมกับองค์กรปกครองท้องถิ่นได้จัดทำแนวคันดินกั้นน้ำและกระสอบทรายป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่การเกษตรที่จะขยายมากยิ่งขึ้น ใช้เครื่องสูบน้ำ 3 เครื่อง สูบน้ำออกจากลำคลอง เพื่อพร่องน้ำในลุ่มน้ำฝั่งตะวันออก (ต.พิกุล ต.ฆะมัง ต.หนองกระเจา) ส่วน อ.เก้าเลี้ยว เทศบาลเมืองชุมแสงได้จัดเตรียมกระสอบทราย ความยาวประมาณ 400 เมตร พื้นที่อื่นๆ ในพื้นที่ลุ่มต่ำที่อาจเกิดผลกระทบน้ำท่วม ทางอบต.และอบจ.ได้นำรถแบ็กโฮทำแนวคันดิน เพื่อป้องกันน้ำจากแม่น้ำน่านและยมที่มีระดับสูงขึ้นไหลเข้าท่วมพื้นที่การเกษตรที่จะขยายวงกว้างยิ่งขึ้น สรุปความเสียหายล่าสุด น้ำท่วมใน 4 อำเภอ 14 ตำบล 79 หมู่บ้าน ชาวบ้านได้รับผลกระทบ 2,850 ครัวเรือน 9,351 คน นาข้าวจมเสียหาย 29,838 ไร่
วันเดียวกัน ที่ จ.อุบลราชธานี นายสุรพล สายพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ขึ้นเฮลิคอปเตอร์บินสำรวจลำน้ำเซบาย ลำน้ำชี และแม่น้ำมูล บริเวณ อ.เขื่องใน ต่อเขตกับ จ.ยโสธร ก่อนจะบินวนกลับมาสำรวจที่บริเวณ อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ จากการสำรวจเส้นทางน้ำพบว่า ระดับน้ำในลำเซบาย และลำน้ำชี เริ่มเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มบางแห่งแล้ว ส่วนมากจะเป็นพื้นที่ป่าชุ่มน้ำ แต่ยังไม่ท่วมถึงบ้านเรือนราษฎร และพื้นที่การเกษตร ขณะที่ระดับน้ำในลำน้ำมูลยังไม่สูงมากนัก ได้สั่งการให้ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวัง
เครือข่ายชุมชนระดมสมองรับมือน้ำท่วม
รท.บุญชอบ สมัครวงษ์ ประธานสภาองค์ชุมชนตำบลบางกระบือ อำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรีเปิดเผยว่า เครือข่ายองค์กรชุมชนภาคกลางตอนบนและตะวันตก คณะกรรมการฟื้นฟูภัยพิบัติ องค์กรภาคี ร่วมกับท้องถิ่น ได้จัดเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์การจัดการน้ำโดยองค์กรชุมชน โดยนำบทเรียนเมื่อปี พ.ศ.2549 และ 2554 มาเป็นแนวทางแก้ไขปัญหา โดยเน้นย้ำการจัดการน้ำท่วมโดยชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเองร่วมกับท้องถิ่นซึ่งบทเรียนสำคัญที่สรุปได้คือ ความสามัคคีจากทุกฝ่าย ขณะที่การป้องกันระยะยาว คือ รักษาความชุ่มชื้นของป่า เพื่อให้เกิดทิศทางน้ำที่เหมาะสม เช่น มีคูคลองให้น้ำไหลอย่างมีทิศทาง ขณะที่การตั้งรับ คือ การเตือนภัยโดยเสียงตามสาย และค้นหาพื้นที่กลางเพื่อรองรับคนที่น้ำท่วม
นายธีระวิทย์ บุญเกิด ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลป่าตาล จังหวัดลพบุรี กล่าวว่า ใช้วิธีการจัดการน้ำ โดยสภาองค์กรชุมชนตำบลป่าตาลเป็นศูนย์รวมความคิด ค้นหาวิธีการแก้ไขปัญหา และความร่วมมือจากหลายภาคส่วน เช่น อสม.ร่วมระดมสิ่งของช่วยเหลือในเบื้องต้น หลังจากนั้น ให้การช่วยเหลือสร้างบ้านให้กับประชาชนที่ประสบปัญหา โดยใช้กระบวนการสร้างจิตอาสาให้กับคนในชุมชน
อยุธยา-ลพบรีระดับน้ำสูงปริ่มตลิ่ง
ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา มีรายงานว่า ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อย เมื่อเวลา 08.00 น. เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 20-30 ซม. น้ำเป็นสีแดงขุ่น มีความแรง ทำให้บริเวณพื้นที่สองฝั่งแม่น้ำน้อยและแม่น้ำเจ้าพระยามีน้ำปริ่มตลิ่ง โดยที่บริเวณหน้าวัดไชยวัฒนาราม ต.บ้านป้อม อ.พระนครศรีอยุธยา ระดับน้ำยังต่ำกว่าตลิ่งประมาณ 90-95 ซม. อย่างไรก็ตาม ระดับน้ำที่สูงขึ้นในช่วงกลางคืนที่ผ่านมา ส่วนใหญ่อยู่ระดับแนวตลิ่ง มีเพียงบางจุดที่ล้นตลิ่งเข้าไปประมาณ 4-5 ซม. เช่น ที่ ต.บางชะนี ต.บางหลวงโดด ต.บ้านกุ่ม ต.ไทรน้อย อ.บางบาล ติดกับ ต.โผงเผง อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง ระดับน้ำสูงขึ้นประมาณ 30 ซม. ชาวบ้านได้เก็บข้าวของขึ้นที่สูงอีกครั้งแล้ว
ขณะเดียวกัน ที่ จ.ลพบุรี นายนพพร ชัยพิชิต ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 10 กล่าวว่า ขณะนี้สำนักชลประทานที่ 10 ได้ประกาศสถานการณ์น้ำในนามของกรมชลประทาน มีข้อความว่า ตามที่ได้เกิดฝนตกหนักในภาคเหนือบริเวณ จ.น่าน แพร อุตรดิตถ์ พิษณุโลก และนครสวรรค์ ทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำปิง และแม่น้ำน่านเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่ จ.นครสวรรค์ สูงขึ้นตามไปด้วย โดยคาดว่าจะสูงขึ้นส่งผลให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่ จ.นครสวรรค์ โดยคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นในอัตราประมาณ 2,000-2,100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในช่วงวันที่ 16 สิงหาคมนี้ และเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ จึงเรียนมาเพื่อให้ประชาชนเตรียมการป้องกันล่วงหน้าเพื่อความปลอดภัย
ชาวใต้จี้รัฐเร่งจ่ายเงินน้ำท่วม
เมื่อเวลา 11.00 น. วันเดียวกัน ชาวบ้านมอเก็ต หมู่ 5 ต.ควนศรี อ.บ้านนาสาร จ.สุราษฎร์ธานี ประมาณ 200 คน 100 ครัวเรือนผู้ประสบภัยน้ำท่วมจากพายุฤดูร้อนช่วงที่ผ่านมา ชุมนุมประท้วงบริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอบ้านนาสาร เพื่อเรียกร้องให้รัฐชดเชยค่าเสียหายจากกรณีที่ถูกน้ำท่วมขังนานนับเดือน โดยที่บ้านพักอาศัยได้รับความเสียหายบางส่วน แต่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ หลังจากยื่นเอกสารผ่านไปตามขั้นตอนครบแล้วทุกอย่าง โดยขอให้อำเภอประสานไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบให้คำตอบ
ส่วนที่ จ.นครศรีธรรมราช เมื่อเวลา 10.30 น. ชาวบ้านใน ต.เคร็ง ต.ท่าเสม็ด ต.นางหลงและ ต.ขอนหาด อ.ชะอวด รวมกว่า 1,000 คน เดินทางมารวมตัวประท้วงกรณีเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมครอบครัวละ 5,000 บาท ที่บริเวณว่าการอำเภอชะอวด โดยกลุ่มชาวบ้านยื่นข้อเสนอให้อำเภอ 2 ข้อ 1.ให้ทางราชการจ่ายเงินให้ผู้ประสบภัยรายละ 5,000 บาท ไม่มีข้อแม้ 2.ให้กำหนดวันจ่ายเงินให้ชัดเจน หากไม่มีคำตอบและกำหนดวันจ่ายเงินที่ชัดเจน ผู้ประสบภัยจะรวมตัวประท้วงครั้งใหญ่ต่อไป
สั่งจว.ใช้งบช่วยน้ำท่วม 50 ล้าน
วันเดียวกัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมทั้งระบบว่า การแก้ไขต้องมองเป็นระยะเร่งด่วน ทั้งต้องบรรเทาความเดือดร้อนจากน้ำท่วม ความเสียหาย การบาดเจ็บ การเยียวยา รวมถึงพื้นที่เกษตรกรรม จึงต้องมาคุยกับว่า ในภาครัฐจะช่วยอย่างไร ส่วนระยะยาวต้องมานั่งคุยกับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะระบบน้ำ ชลประทาน ถ้าแก้จุดเดียวจังหวัดเดียวจะส่งผลไปในจังหวัดอื่นๆ ดังนั้นต้องแก้ทั้งระบบ ต้องกลับไปย้อนดูว่าจะเชื่อมโยงกันอย่างไ รแล้วค่อยมาลงรายละเอียดแต่ละจังหวัดว่าจะมีวิธีการทำงานแบ่งเฟสอย่างไร
ด้าน นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวถึงมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยรวม 23 จังหวัด 12,517 หมู่บ้านในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางว่า เบื้องต้นได้สั่งการให้สำนักงานคลังจังหวัดในพื้นที่ประสบภัยพิบัติประสานงานกับผู้ว่าราชการในการเร่งรัดให้มีการเบิกจ่ายเงินเพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ โดยแต่ละจังหวัดสามารถเบิกจ่ายงบได้สูงสุด 50 ล้านบาท ล่าสุดวันที่ 13 สิงหาคม มีการเบิกจ่ายไปแล้วรวม 97 ล้านบาท จ.สุโขทัย เบิกจ่ายมากสุด 49 ล้านบาท รองลงมาเป็น จ.แพร่ เบิกจ่ายแล้ว 29 ล้านบาท คาดว่า 2 จังหวัดที่ได้รับคามเสียหายหนักสุดอาจจะขอเบิกจ่ายเข้ามาสูงกว่าที่กำหนดไว้เบื้องต้น โดยสูงสุดสามารถเบิกจ่ายได้จังหวัดละ 200 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับความจำเป็นในการใช้เงิน
ออมสินพักชำระหนี้ 6 เดือน
นายเลอศักดิ์ จุลเทศ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า เหตุอุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ขณะนี้ เกิดผลกระทบต่อลูกค้าและประชาชนทั่วไป ธนาคารจึงมีมาตรการบรรเทาความเดือดร้อน โดยสั่งให้สาขาของธนาคารในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยดำเนินการสำรวจความเสียหายของลูกค้า และเตรียมพร้อมในการให้ความช่วยเหลือด้วยบริการด้านการเงินเป็นกรณีเร่งด่วน สำหรับลูกค้าเดิมทั้งสินเชื่อโครงการธนาคารประชาชน สินเชื่อธุรกิจห้องแถว สินเชื่อองค์กรชุมชน สินเชื่อโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชน (หนี้นอกระบบ) โดยพิจารณาให้พักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับลดเงินงวดและหรือขยายระยะเวลาการผ่อนชำระหนี้ออกไปอีกได้ไม่เกิน 1 ปี
สำหรับลูกค้าสินเชื่อเคหะได้พิจารณาให้พักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย หรือพักเฉพาะเงินต้นไม่เกิน 6 เดือน ส่วนประชาชนทั่วไปสามารถกู้เพิ่มเพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัยที่ได้รับผลกระทบได้ไม่เกินรายละ 3 แสนบาท ขณะที่ลูกค้าสินเชื่อธุรกิจและเอสเอ็มอี ธนาคารผ่อนปรนให้พักชำระหนี้เงินต้นไม่เกิน 6 เดือน และขยายระยะเวลาการผ่อนชำระหนี้ออกไปไม่เกิน 1 ปี



