
คนแห่เที่ยวงาน "สยามไทยมุง" งานโชว์วัฒนธรรมยิ่งใหญ่ของไทย
สวธ.โชว์ 9 เสน่ห์มรดกวัฒนธรรม 8 วิถีไทย ในงาน สยามไทยมุง ได้รับความสนใจมีประชาชนทั้งคนไทยและต่างชาติเข้าเที่ยวและชมงานจำนวนมาก
ศ.ดร.อภินันท์ โปษยนนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เปิดเผยว่า รู้สึกยินดีที่งาน 84 วัฒนธรรมไทยสายใยชุมชน เฉลิมพระเกียรติ หรืองาน “สยามไทยมุง” เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ตามกรอบแนวคิด “9 เสน่ห์มรดกวัฒนธรรม 8 วิถีไทย สานสายใยชุมชน” ได้รับการตอบรับที่ดี มีประชาชาชนจำนวนมากให้ความสนใจเข้าร่วมชมงานทุกวัน แม้จะมีฝนตก แต่คนก็ยังแน่นไม่ถอย เพราะในงานนี้ผู้ที่เข้าชมสามารถเรียนรู้ภูมิปัญญาอันทรงคุณค่า และวิถีชีวิตที่งดงาม ชิมอาหารที่หลากหลาย พร้อมชมการแสดงอันมีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น
โดยมี “9 เสน่ห์มรดกวัฒนธรรม 8 วิถีไทย สานสายใยชุมชน” ที่กิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรมภูมิปัญญา และแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมตามแผนผังมรดกทางวัฒนธรรมของชุมชน เพื่อส่งเสริมให้เกิดแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ( Eco-Tourism) ในพื้นที่โครงการวัฒนธรรมไทยสายใยชุมชนทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ประกอบด้วย มรดกวัฒนธรรมล้านนา มรดกวัฒนธรรมสุโขทัย มรดกวัฒนธรรมทวารวดี มรดกวัฒนธรรมอยุธยา มรดกวัฒนธรรมธนบุรี-รัตนโกสินทร์ มรดกวัฒนธรรมศรีวิชัย มรดกวัฒนธรรมศรีโคตรบูรณ์-ล้านช้าง มรดกวัฒนธรรมบ้านเชียง มรดกวัฒนธรรมลพบุรี
พร้อมกับนำเสนอใน 8 วิถีแห่งวัฒนธรรมไทย 8 ด้าน เพื่อพัฒนา สร้างสรรค์ และออกแบบให้พื้นที่ 9 เสน่ห์มรดกวัฒนธรรม ให้มีบรรยากาศ กลิ่นอายของวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชนนั้น ที่จะสะท้อนความเป็น “อัตลักษณ์” โดดเด่นของพื้นที่ ซึ่งประกอบด้วย อาหาร การแต่งกาย ที่อยู่อาศัย ประเพณี ภาษา อาชีพ ความเชื่อ และศิลปะพื้นถิ่น
มีการเสวนาวิชาการเรื่อง “8 วิถีไทย สานสายใยชุมชน” สาธิตการจัดแสดงผลงาน การจำหน่าย และการแสดงทางศิลปวัฒนธรรมของโครงการวัฒนธรรมไทยสายใยชุมชน จากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ โดยแบ่งออกเป็นโซนโชว์ความเป็นไทย โซนลานกิจกรรมตลาดไทยทำมือ ที่สามารถเลือกชม เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ชั้นนำทางวัฒนธรรมของโครงการวัฒนธรรมไทยสายใยชุมชน และผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ของเด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไป และโซนกินอยู่อย่างไทย ที่สามารถชิมอาหารพื้นบ้านเลิศรสที่คัดสรรมาจากโครงการวัฒนธรรมไทยสายใยชุมชน
นอกจากนั้นบนเวทียังมีการแสดงของศิลปินแห่งชาติ ได้แก่ ขวัญจิต ศรีประจันต์ (เพลงพื้นบ้านภาคกลาง) ฉวีวรรณ พันธุ และป. ฉลาดน้อย (หมอลำ) และศิลปินที่มีชื่อเสียง ได้แก่ เอกชัย ศรีวิชัย รุจ เดอะสตาร์ เอฟเอ็ม 95 ลูกทุ่งมหานคร จำอวดหน้าม่าน “น้าโย่ง น้านง น้าพวง” เพื่อโชว์ศิลปะการแสดงพื้นบ้านของไทยด้วย
ข้าวเม่าเงินแสน
กลุ่มแม่บ้าน บ้านห้วยไม้ซอด อ.ปากคาด จ.หนองคาย
ชื่อ "ข้าวเม่าเงินแสน" นี้ มีที่มา เพราะสามารถทำเงินได้เป็นแสนจนทำให้กลุ่มชาวบ้านที่รวมกันตัวทำข้าวเม่านี้ ปลดหนี้ได้หมดแล้ว
ชาวบ้านในหมู่บ้านมีอาชีพทำไร่ทำนา มีรายได้น้อยต่อปี เมื่อปลูกข้าวเหนียวก็เอามาทำเป็นข้าวเม่า ก่อนหน้านั้นก็ต่างคนต่างขาย ของใครของมัน แต่ไม่หมดหนี้สักที จนกระทั่งมีการรวมกลุ่มกัน ร่วมมือกันทำ ปรากฏว่าขายดิบขายดี มีรายได้เป็นกอบเป็นกำ ปัจจุบันไม่ต้องทำไร่ ปลูกยางพาราแล้ว ปล่อยทิ้งไว้ แล้วก็ปลูกข้าวเหนียวเพื่อนำมาทำข้าวเม่า ซึ่งอาชีพขายข้าวเม่ากลายเป็นอาชีพหลักสร้างรายได้ให้ทุกครัวเรือน
ขายดีจนข้าวเหนียวที่ปลูกรวมกันนับร้อยไร่เริ่มไม่พอ จึงต้องรับซื้อจากผู้ปลูกรายอื่น แต่มีข้อแม้ว่า ต้องเป็นข้าวเหนียวที่ได้คุณภาพตามมาตรฐานที่ทางกลุ่มกำหนด ทั้งนี้ เพราะต้องการรักษามาตรฐานความนิ่ม และหอมของข้าวเหนียวให้คงเดิมเพื่อรสชาติการทำข้าวเม่า จะได้มาตรฐานตามที่กลุ่มกำหนด ด้วยเหตุนี้ข้าวเม่าเงินแสนจึงกลายเป็นข้าวเม่าขึ้นชื่อของจังหวัด จนได้เป็นสินค้าโอท็อป
"ทุกวันนี้ขายตามงานที่มีการจัดงานต่างสถานที่ต่างๆ เพียงอย่างเดียว ไม่รับจากหน้าร้านต่างๆ ที่สั่งมา ทำเองขายเอง อย่างนี้สบายใจกว่าว่าควบคุมมาตรฐานได้ เหตุที่เลือกทำข้าวเม่า เพราะเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน เป็นของโบราณ ทุกบ้านที่ปลูกข้าวก็มักจะทำข้าวเม่ากินกัน ซึ่งเป็นประเพณีปฏิบัติของคนที่ปลูกข้าว ที่จะทำข้าวเม่ากินกันเองในกลุ่ม ในหมู่บ้าน รู้สึกดีใจที่วันนี้อาหารโบราณอย่างนี้ทำให้พวกเราหมดหนี้ มีอาชีพ" ตัวแทนของกลุ่มแม่บ้านบ้านห้วยไม่ซอด กล่าว
ว่าวพยากรณ์
อาจารย์ประยงค์ รอดระวังภัย ชุมชนตำบลท่าโสม อ.เขาสมิง จ.ตราด
ที่นี่มีการส่งเสริมให้ทำว่าวดุ๊ยดุ่ย ถึงแม้หน้าตาของว่าวจะไม่สวยงามเหมือนกับว่าวจุฬา แต่ว่าวดุ๊ยดุ่ยก็มีประโยชน์ เพราะตามคำโบราณ หรือคนรุ่นก่อนๆ เคยบอกไว้ว่า ว่าวดุ๊ยดุ่ยนอกจากจะเล่นเพื่อความสนุกสนานแล้วยังสามารถพยากรณ์ถึงความอุดมสมบูรณ์ของพืชผักผลไม้ได้ด้วย เนื่องจากการเล่นว่าวชนิดนี้จะเล่นในช่วงหน้าหนาว คือ ประมาณเดือนพฤศจิกายน-มกราคม ซึ่งเป็นช่วงที่ผลไม้ออกช่อ หากมีการชักว่าวขึ้นท้องฟ้า และว่าวยังคงลอยล่องอยู่ นั่นหมายความว่า ในปีนั้น หลังจากที่ผลไม้ติดผลแล้วจะมีผลไม้ออกมามากมาย
ในทางกลับกัน หากชักว่าวขึ้นท้องฟ้าแล้วล่วงหล่น หมายถึงว่า ในปีนั้นผลไม้จะมีไม่มาก
นอกจากข้อมูลได้ที่อ้างอิงมาจากหนังสือที่ได้อ่านแล้ว ก็ได้ศึกษากหาข้อมูลด้วยตัวเอง โดยทดสอบเรื่องนี้ตั้งแต่ช่วงหน้าหนาวปี 2551 ปรากฏว่า ว่าวขึ้นค้างฟ้าอยู่ 3 วัน 4 คืน ปรากฏว่ามีผลไม้ติดช่อจำนวนมาก ส่งผลให้ปี 2552 มีผลไม้ทั้งเงาะ ทุเรียน มังคุด และลิ้นจี่ จากอัมพวา ออกมาขายจำนวนมาก
ปลายปี 2552 ทดลองอีกครั้ง ปรากฏว่าว่าวร่วงตก ไม่ยอมขึ้น ปรากฏว่าผลไม้ติดช่อน้อยมาก ทำให้ผลไม้ออกผลน้อยมาก
และปลายปี 2553 ได้ทดลองอีกครั้ง ปรากฏว่าว่าวขึ้นลอยฟ้าได้เพียงเล็กน้อยก็ตก ปรากฏว่า ปีนี้ผลไม้มีออกมา แต่มีจำนวนไม่มาก
สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงข้อมูลที่เก็บไว้ในเบื้องต้น และจะทำต่อไปเรื่อยๆ
แต่ที่นอกเหนือกว่านั้น คือ อยากถ่ายทอดความรู้เรื่องว่าวที่มีอยู่ให้แก่คนรุ่นหลัง ได้รู้เกี่ยวกับการทำ การเล่น เพราะมีทั้งผู้ใหญ่ และเด็ก รวมทั้งอาจารย์ ครูตามโรงเรียนต่างๆ ความสนใจอยากจะทำว่าวเป็น เล่นว่าวได้ แต่หาคนสอนไม่ได้
ด้วยเหตุนี้ ที่นี่จึงพร้อมจะเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ถ่ายทอดสู่ผู้ที่สนใจ และคนที่อยากจะเรียนรู้ เพราะ ว่าวดุ๊ยดุ่ย และ ว่าวจุฬา นับเป็นว่าวของคนไทย อีกหลายๆ ประเทศก็อาจจะมีว่าว แต่ว่าวของไทยแตกต่างจากประเทศอื่นๆ และมีเอกลักษณ์ตรงที่ว่า วัสดุการทำทุกอย่างล้วนทำจากธรรมชาติทั้งหมด มีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร จึงไม่อยากให้สูญหายไป เพราะการเล่นว่าวถือได้ว่าเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของคนไทยด้วยเช่นกัน



