
สันติบาลถกแม้ว-จักรภพพาดพิงสถาบัน27เม.ย.
รัฐบาลญี่ปุ่นจับตาการเมืองไทยใกล้ชิดหวั่นความปลอดภัย นักวิชาการ ตำรวจ หนุนออกกฎหมายชุมนุมที่สาธารณะ กำหนดขอบเขตการชุมนุม - อำนาจเจ้าหน้าที่เข้าควบคุม สลายการชุมนุม ขณะที่ไพโรจน์ พลเพชร ตัวแทนองค์กรพัฒนาเอกชน เห็นต่าง ไม่ควรเร่งออกกฎหมาย ให้ผู้เคยใช้สิทธ
พล.ต.ท.ธีระเดช รอดโพธิ์ทอง ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล เรียกประชุมคณะกรรมการชุดใหญ่ ในการตรวจสอบคำสัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พาดพิงสถาบัน ในช่วงบ่ายวันพรุ่งนี้ (27 เม.ย.) เพื่อประมวลพยานหลักฐานต่างๆ ให้ชัดเจน หลังคณะทำงานชุดเล็ก ตรวจสอบแล้วเห็นว่า คำสัมภาษณ์ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ กับสื่อต่างประเทศ เป็นเรื่องมิบังควร ที่กล่าวพาดพิงสถาบัน
ทั้งนี้ เอกสาร รวมทั้งบทคำสัมภาษณ์ ผู้แปล ผู้สัมภาษณ์ ผู้เผยแพร่ ต้องลงนามรับรองว่ามีการให้สัมภาษณ์จริง แต่ปัญหาติดที่ว่า สื่อนั้นๆ จะยินยอมลงนามรับรองหรือไม่ เนื่องจากสื่อต่างประเทศส่วนมากอาจมองว่า การสัมภาษณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็น ขณะที่สังคมไทยมองว่าเป็นเรื่องที่มิบังควร
ขณะเดียวกัน ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล ยังกล่าวด้วยว่า ในที่ประชุมวันพรุ่งนี้ ยังจะมีการหยิบยกหารือ กรณีที่ นายจักรภพ เพ็ญแข กล่าวพาดพิงสถาบันด้วย
รัฐบาลญี่ปุ่นจับตาการเมืองไทยใกล้ชิดหวั่นความปลอดภัย
นายโนะบุฮิเดะ มิดนะริคะวะ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยหลังการตรวจเยี่ยมศูนย์ส่งเสริมการเกษตรอินทรีย์เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เทศบาลตำบลเชิงดอย อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ วันนี้ (26 เม.ย.) ว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในประเทศไทยเมื่อกลางเดือนเม.ย.ที่ผ่านทางรัฐบาลญี่ปุ่นก็ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากคนญี่ปุ่นที่มาอาศัยพำนักอยู่ในประเทศไทยก็มีจำนวนมาก โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยของผู้ที่ต้องใช้ชีวิตในบริเวณใกล้เคียงกับความไม่สงบ
อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้สถานการณ์ทางการเมืองของประเทศไทยถือว่าคลี่คลายลงบ้างแล้ว ดังนั้น จึงยังไม่มีการออกประกาศหรือออกคำเตือนห้ามเข้าประเทศไทย รวมถึงอพยพชาวญี่ปุ่นให้เดินทางกลับประเทศแต่อย่างใด ทั้งนี้ หากสถานการณ์รุนแรงก็จะมีการพิจารณาการออกประกาศและเเจ้งเตือนประชาชนอีกครั้ง
"นักวิชาการ-ตร."หนุนออกกม.คุมการชุมนุมในที่สาธารณะ
ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศ เมื่อเวลา 10.00 น. สมาคมนักข่าว ฯ ร่วมกัน มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติและสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ( สสส.) จัดราชดำเนินเสวนา ครั้งที่ 2 เรื่อง “ ถึงเวลาประเทศไทย มี พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ ได้หรือยัง ” โดยมี ดร.จันทจิรา เอี่ยมมยุรา อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , พล.ต.ท.เจตน์ มงคลหัตถี ผู้บัญชาการสำนักกฎหมายและสอบสวน สตช. , นายไพโรจน์ พลเพชร กรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน , นางสมลักษณ์ หุตานุวัตร ผู้จัดการ พ.ร.บ.การเข้าชื่อเสนอเสนอกฎหมายภาคประชาชน และน.ส.วารุณี วัฒนประเสริฐ พนักงานคดีปกครอง ศาลปกครองสูงสุด ร่วมเสวนา
โดยผู้ร่วมเสวนาส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการที่จะออกพ.ร.บ.ชุมนุมที่สาธารณะ ขณะที่นายไพโรจน์ เห็นแตกต่างว่าไม่ควรเร่งออกกฎหมาย เพราะที่ผ่านมาการชุมนุมต่างๆ ที่เกิดขึ้นทำให้สังคมรับรู้ในระดับหนึ่งถึงการชุมนุมแล้วว่าจะเกิดขึ้นอย่างไร และเรียนรู้สิ่งที่อาจเรียกว่าวัฒนธรรม หรือความเคยชินการชุมนุมแล้วเกี่ยวกับกับสถานที่ที่มักใช้เป็นที่ชุมนุมประจำ เช่น หน้ากระทรวง ข้างก.พ. ขณะที่การชุมนุมที่เกิดขึ้นเพื่อให้เข้าถึงสิทธิเสรีภาพในประชาธิปไตย ที่มีความมุ่งหมายทั้งทางการเมือง และเรื่องอื่น เช่น กรณีการรวมตัวเกษตรกร ดังนั้นควรจะต้องให้มีการพูดคุยถกเถียงกันจนตกผลึกก่อนจะเร่งออกกฎหมายว่า จะสร้างกติกา มาตรการอย่างไรในการชุมนุมและการควบคุม ซึ่งควรจะต้องให้ผู้ที่เคยใช้สิทธิชุมนุม และอาจรวมถึง ตำรวจ มาพูดคุยกัน มากกว่าที่จะมีคนใดคนหนึ่งคิดว่าถึงเวลาออกกฎหมายมาบังคับแก้ปัญหาการชุมนุม ทั้งที่การชุมนุมซึ่งเกิดจลาจลครั้งใหญ่ๆ และมีความรุนแรง เพิ่มจะเกิดขึ้นมาในระยะหลัง ส่วนการชุมนุมที่ผ่านมาส่วนใหญ่ในภาวะปกติก็เป็นการชุมนุมโดยสงบตามสิทธิเสรีภาพที่ รธน.กำหนดไว้แล้ว
ด้านดร.จันทจิรา ซึ่งเห็นด้วยกับการออกกฎหมาย กล่าวว่า เสรีภาพและบทบาทของประชาชนในประชาธิปไตยของไทย ตั้งแต่หลัง เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เดือนพฤษภาคม 2535 ทำให้ประชาชนตื่นตัวในประชาธิปไตย และมีการปฏิรูปกฎหมายรวมทั้งการเมืองขนานใหญ ซึ่งผลของการปฏิรูปกฎหมาย คือ การมีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ปี 2540 มาบังคับใช้ ซึ่งถือเป็น รธน. ที่ดีทีสุดฉบับหนึ่ง ที่มีการรับรองสิทธิ เสรีภาพของประชาชนอย่างสมบูรณ์ โดย รธน. ปี 2550 ได้สืบเจตนารมณ์ต่อมา ซึ่งเวลานี้ถือว่าประชาชนได้รับรู้และซึมซับการใช้สิทธิโดยเฉพาะสิทธิการเลือกรัฐบาลและการปกป้องสิทธิการเลือกรัฐบาล ที่ถือเป็นเพราะสังคมเป็นแบบพหุนิยมที่คนมีความต้องการแตกต่างกัน ซึ่งต้องพูดคุยกันเพื่อเรียกร้องความต้องการกันโดยถือเป็นการแสดงออกปกติที่เกิดขึ้นในประชาธิปไตย
เนื่องจากประชาชนมีความแตกต่างทางชนชั้น และเศรษฐกิจ จึงมีการแสดงออกที่ต่างกันโดยผู้ด้อยโอกาสใช้วิธีการชุมนุมรวมตัวกันแสดงออกให้เห็นสิ่งที่ต้องการ ซึ่งวิธีการนี้ทำเพื่อให้รัฐบาลเกิดความสนใจ โดยการชุมนุมจะใช้ที่สาธารณะ เป็นเวทีแสดงออก จึงย่อมเกิดการรวบกวนสังคมต่อการใช้ประโยชน์ที่สารธารณะในการรวมตัว ปัญหาคือการใช้สิทธิเสรีภาพชุมนุม ต้องมีกฎ กติกามารยาท ซึ่งรธน.มาตรา 63 รับรองสิทธิเสรีภาพการชุมนุม แม้จะรับรองสิทธิเสรีภาพไว้ให้ชุมนุมได้โดยสงบ ปราศจากอาวุธ โดยอยู่บนหลักการเดียวกันกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ให้สิทธิเสรีภาพการชุมนม ตราบที่ไม่กระทบ ล่วงละเมิดสิทธิบุคคลอื่น ซึ่งรธน.ให้สิทธิรัฐจะเข้าแทรกแซงการชุมนุมได้เมื่อการชุมนุมนั้นก้าวพ้นเกินหลักที่ให้สิทธิชุมนุมโดย สงบ ปราศจากอาวุธ เพื่อคุ้มครองอำนวยความสะดวกให้ประชาชนต่อการใช้สิทธิที่สาธารณะ ดังนั้นการจะออกกฎหมายชุมนุมที่สาธารณะ จึงต้องสอดคล้องหลักสิทธิเสรีภาพที่ รธน. ให้สิทธิไว้ โดยสร้างสมดุลทั้ง 2 ฝ่ายระหว่างผู้ชุมนุม และประชาชนทั่วไปซึ่งเป็นบุคคลที่สามที่จะใช้ประโยชน์ที่สาธารณะ
ดร.จันทจิรา กล่าวตั้งข้อสังเกตุการกฎหมายไว้ว่า การออกฎหมายควรเป็นเรื่องกฎหมายทางปกครอง ไม่ใช่กฎหมายทางอาญาที่จะเน้นการเอาผิดผู้ชุมนุมว่า ก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง ทั้งที่ รธน.รับรองสิทธิเสรีภาพการชุมนุม แต่ถ้าหากมีการชุมนุมที่เกินกว่ากรอบ รธน. จึงจะดำเนินคดีอาญา ซึ่งต่างประเทศก็เจ้าหน้าที่เป็นผู้ดูแลควบคุมการชุมนุมในที่สาธารณะและถ้าเจ้าหน้าที่ไม่ดำเนินการตามมาตรการควบคุม ก็ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งกฎหมายทางปกครองจะต้องยึด 3 หลัก คือ 1.หลักสัมฤทธิผล ที่มีการกำหนดมาตรการควบคุมการชุมนุมที่ได้ผล 2.หลักความจำเป็น ที่มาตรการซึ่งจะนำมาใช้ต้องกระทบสิทธิการชุมนุมน้อยที่สุด และ 3. หลักได้สัดส่วน คือเมื่อใดใช้มาตรการควบคุมแล้วต้องคุ้มครองสิทธิของ 2 ฝ่าย ทั้งผู้ชุมนุม และประชาชนที่ใช้ประโยชน์ที่สาธารณะ
ขณะที่น.ส.วารุณี พนักงานคดีปกครอง ศาลปกครองสูงสุด ได้กล่าวถึงกฎหมายชุมนุมที่สาธารณะของประเทศฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา ว่า ทั้งสองประเทศ ต่างให้สิทธิเสรีภาพการชุมนุม แต่ประเทศฝรั่งเศสมีการออกกฎหมายชุมนุมสาธารณะที่จะกำหนดขอบเขตหน้าที่เจ้าหน้าที่ดูแลชุมนุมให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และคุ้มครองสิทธิของประชาชนทั่วไป ซึ่งเป็นบุคคลที่สามที่ไม่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมด้วย โดยกฎหมายประเทศฝรั่งเศสได้ตั้งเงื่อนไขการใช้เสรีภาพชุมนุมไว้ 2 ลักษณะ คือ สภาวะปกติ และการประกาศกฎอัยการศึกหรือสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยหากจะมีการชุมนุม ให้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดดหนึ่ง ซึ่งมีตัวแทนผู้ชุมนุมอย่างน้อย 3 คน เพื่อดูแลสอดส่องการชุมนุมด้วย และในการชุมนุมสภาวะปกติ จะต้องให้คณะกรรมการดังกล่าวทำหนังสือขออนุญาตเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือฝ่ายปกครองที่มีหน้าที่รับผิดชอบการชุมนุม รับทราบก่อนการชุมนุมล่วงหน้า 3 วัน ซึ่งหากเจ้าหน้าที่จะไม่อนุญาตต้องแจ้งผลให้ผู้ชุมนุมทราบทันที ทั้งนี้ผู้ชุมนุมยังมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อศาลให้พิจารณาอนุญาตได้ด้วย ส่วนการชุมนุมนั้นก็ชุมนุมได้ไม่เกินเวลา 23.00 น. และการชุมนุมที่สาธารณะ ก็ห้ามเดินขบวนบนทางสาธารณะ เช่น ถนนหลวง รวมทั้งให้มีบทลงโทษด้วยถ้าไม่ทำตามวิธีที่กฎหมายกำหนดไว้ ทั้งโทษจำคุกและโทษปรับ ขณะที่กฎหมายได้ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ตำรวจ สั่งห้ามการชุมนุมสาธารณะและเดินขบวนได้ หากเห็นว่าการชุมนุมนั้นก่อความวุ่นวานในบ้านเมือง
แต่หากในสภาวะไม่ปกติ มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน แม้ทั่วไปจะมีการจำกัดสิทธิประชาชนชุมนุมหรือเดินขบวน แต่กฎหมายฝรั่งเศสได้กำหนดให้การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่เป็นอำนาจครม.ในการประกาศมีผลบังคับเพียง 12 วันเท่านั้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่า แม้มีความจำเป็นต่อการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแต่รัฐบาลฝรั่งเศสก็สามารถจำกัดสิทธิเสรีภาพการชุมนุมเดินขบวนได้เพียงชั่วคราว ซึ่งถือว่าเป็นการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนฝรั่งเศส สำหรับประเทศสหรัฐฯ ไม่ได้มีบทกฎหมายการชุมนุมสาธารณะ เป็นการเฉพาะเจาะจง แต่ใช้บทกฎหมายอาญาทั่วไปและกฎหมายแพ่งมาควบคุม โดยมีการกำหนดเงื่อนไขการชุมนุม 2 ลักษณะเช่นกัน คือ ภาวะปกติ แต่ไม่ได้กำหนดคณะบุคคลขึ้นมาควบคุม แต่ให้ประชาชนที่ร่วมชุมนุม ร่วมรับผิดชอบโดยใช้กฎหมายอาญามาควบคุม ส่วนเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นมีเพียงหน้าที่ดูแลควบคุมไม่ให้เกิดความวุ่นวายและการจับกุมดำเนินคดีหากทำผิดกฎหมายอาญาต่อศาลยุติธรรม ในความผิดฐานชุมนุมโดยผิดกฎหมาย หรือก่อให้เกิดจลาจล แต่ไม่มีอำนาจสั่งห้ามชุมนุม ส่วนในภาวะไม่ปกติ ในสหรัฐ ฯ มีเกิดขึ้นน้อยครั้ง ซึ่งเคยมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือกฎอัยการศึกในภาวะสงครามเท่านั้น โดยประชาชนยังมีสิทธิเสรีภาพตามที่ รธน. บัญญัติรับรองไว้
ด้านพล.ต.ท.เจตน์ กล่าวว่า ในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจเห็นด้วยที่จะให้มีกฎหมายการชุมนุมที่สาธารณะ เพราะต้องยอมรับว่าการชุมนุมที่ผ่านมาไม่ได้สงบ ปราศจากอาวุธ ตามที่รธน.มาตรา 63 รับรองสิทธิไว้ ซึ่งตนมีร่างที่จะเสนอแนะ คือ 1.ลักษณะการชุมนุม ควรระบุว่า มีตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ซึ่งเทียบเคียงจากกฎหมายอาญาในการรวมตัวกัน แต่ทั้งนี้การรวมตัวที่จะเรียกว่าการชุมนุมสาธารณะได้นั้น ควรต้องดูเจตนา ว่านอกจากจะรวมตัวกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ยังต้องมีเจตนาร่วมกันที่จะมีข้อเรียกร้องอย่างหนึ่งอย่างใด ไม่ใช่ลักษณะการรวมตัวแล้วเพียงแค่มีเจตนาเหมือนกันที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเท่านั้น เหมือนกับกันนัดกินกินข้าว ดูหนัง ที่มีเพียงเจตนาเหมือนกันว่าจะกินข้าว ดูหนังเฉยๆ แต่ไม่มีเจตนาร่วมกันที่จะเรียกร้องอะไร 2.การชุมนุมต้องมีการขออนุญาตเจ้าหน้าที่ตำรวจก่อน โดยให้มีการระบุวัตถุประสงค์การชุมนุม วิธีการชุมนุม วัน – เวลา สถานที่ และจำนวนผู้ร่วมชุมนุมโดยประมาณเพื่อการพิจารณาจัดวางกำลังของเจ้าหน้าที่ให้เหมาะสม ซึ่งหากเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่อนุญาตการชุมนุม ก็ให้ใช้สิทธิยื่นร้องต่อศาลปกครองขออนุญาต เพื่อเป็นทางออกมิฉะนั้นจะมีการกล่าวว่าตำรวจว่าจำกัดสิทธิเพราะไม่พอใจเงื่อนไขการชุมนุมแล้วไม่อนุญาต 3.การกำหนดเงื่อนการสั่งเลิกการชุมนุม ซึ่งพฤติการณ์ส่อไปในทางว่าจะใช้อาวุธ หรือ ความรุนแรงแล้ว และมีท่าที่ที่จะเกิดความไม่สงบ ซึ่งหากเจาหน้าที่สั่งให้เลิกแล้วไม่เลิกก็ต้องมีมาตราบังคับด้วย
ส่วนข้อ 4.มาตรการควบคุมการชุมนุม ควรต้องระบุเงื่อนไขที่ชัดเจนของการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ เช่น เริ่มจากการใช้กำลังผลักดัน ที่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่พกกระบอง โล่ ตามด้วยการฉีดน้ำแรงดันสูง การใช้แก๊สน้ำตา ตามลำดับเป็นต้น และ 5.ในส่วนของกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ เนื่องจาก ตำรวจไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่เผชิญหน้าโดยตรงกับสถานการณ์ชุมนุม แต่ที่ผ่านมามีการใช้กำลังตำรวจจากส่วนต่างๆ ที่บางครั้งไม่มีทักษะต่อการเผชิญหน้า ดังนั้นควรให้มีการฝึกอบรมทักษะ จัดกำลังตำรวจต่อการควบคุมการชุมนุม ส่วนการจะให้มีอาสาสมัครเหมือนประเทศเกาหลี ที่ให้อาสาสมัครมาช่วยงานตำรวจในการสอดส่องนำตัวผู้ชุมนุมที่ฝ่าฝืนกฎหมายชุมนุมที่สาธารณะมาให้เจ้าหน้าที่ ตนเห็นว่ายังเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาให้ดีก่อน มิฉะนั้นจะเป็นการให้อำนาจบุคคลอื่นที่ไม่ช่เจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือฝ่ายปกครองภายใน เกินความจำเป็น
ด้านนาง กล่าวว่า เมื่อต้องมีพ.ร.บ.การชุมนุมที่สาธารณะ ตนเห็นว่า เจ้าหน้าที่และรัฐ จะต้องดูแลสิทธิเสรีภาพทั้งผู้ชุมนุม และบุคคลที่สาม ซึ่งไม่ได้ร่วมชุมนุมด้วย และการประกาศมาตรการ ทิศทางการควบคุมการชุมนุมที่ชัดเจนให้ประชาชนรับรู้ และเข้าใจเพื่อการตรวจสอบการทำหน้าที่และการชุมนุม รวมทั้งตนต้องการฝากถึงสื่อมวลชนด้วยว่า หากจะมีการนำเสนอภาพข่าว ซ้ำแบบรีรัน ควรต้องระบุวัน เวลา ในการบันทึกภาพแสดงด้วย เพื่อลดอาการตื่นตระหนกตกใจของผู้ชุมต่อสถานการณ์การชุมนุม



