
พท.ปัด'แม้ว-ทูตการค้า'ชี้แค่ช่วยปท.
พท. ปัดพัลวัน "แม้ว" เปล่านั่ง "ทูตการค้า" แจงแค่ต้องการช่วยหารายได้เข้าปท. ปชป. ซัด อุปโลกน์ ด้าน "สุรพงษ์" ลั่น เดินหน้าเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า
นายธนิก มาศรีพิทักษ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เปิดเผยถึงกรณีที่ออกมาระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ พร้อมที่จะเป็นทูตการค้าว่า สิ่งที่เขาพูดไป เนื่องจากได้มีโอกาสเดินทางไปพบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ดูไบ เมื่อช่วงกลางเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา ซึ่งครั้งนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ มองว่า ระหว่างที่ท่านอยู่ต่างประเทศ มีความสัมพันธ์อันดีกับเพื่อนฝูง ที่เป็นนักธุรกิจชาวต่างชาติมากมาย และได้มีการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ดังนั้น จึงมองว่า จะทำอย่างไรเพื่อให้ประเทศก้าวหน้าและคนไทยหายจน
"จึงมีแนวความคิดว่า รัฐบาลชุดที่ผ่านมานั้น มีการค้าขายกับต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศตะวันออกกลางน้อยมาก ท่านจึงมีแนวคิดจะช่วยประสานให้เพราะท่านยังปรารถนาดีกับประเทศไทยมาโดยตลอด"
นอกจากนี้ หลังการเลือกตั้งที่ผ่านมา มติของมหาชนได้ไว้วางใจพรรคเพื่อไทยเกินครึ่งของสภา พ.ต.ท.ทักษิณ จึงปรารถนาที่จะช่วยประเทศ โดยการพยายามจะหาเงินเข้าประเทศ โดยท่านพูดในเชิงว่า ตั้งใจที่จะช่วยประเทศชาติ โดยอย่างน้อยท่านคนเดียวสามารถหารายได้เข้าประเทศได้ประมาณ ปีละ 250,000 ล้านบาท ดังนั้น หากรัฐบาลพรรคเพื่อไทย อยู่ครบ 4 ปี ก็เท่ากับว่าประเทศจะมีรายได้ อย่างน้อย 1 ล้านล้านบาท
"แต่ท่านไม่ได้ระบุว่า ต้องเป็นทูตการค้า จึงไม่แปลกที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ จะออกมาให้สัมภาษณ์ว่า รัฐบาลไม่มีแนวคิดให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นทูตการค้า" นายธนิกกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า แนวทางสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยของ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเป็นไปในลักษณะใด นายธนิก กล่าวว่า อาจจะเป็นการติดต่อประสานงานกับผู้ที่เกี่ยวข้องในการค้าเรื่องนั้น ๆ เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนักธุรกิจ และมีเพื่อนฝูงที่ทำการค้าด้วยกันมามากมาย ทั้งเป็นที่เปิดเผยและไม่เป็นที่เปิดเผย แต่ท่านยืนยันว่า ไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งในประเทศไทย
ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ มองเพียงว่า ด้วยศักยภาพที่ท่านมี และด้วยความสัมพันธ์กับนักธุรกิจชาวต่างชาตินั้น จะสามารถนำมาใช้ช่วยหาเงินเข้าประเทศไทย
ส่วนสาเหตุที่เพิ่งออกมาพูดในช่วงนี้นั้น นายธนิก กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ที่ไม่ออกมาพูด เพราะสถานการณ์บ้านเมืองกำลังให้ความสนใจ ในเรื่องของการเรียกร้องความเป็นธรรม และเรื่องมาตรฐานเดียว รวมทั้งอยู่ในช่วงของการเลือกตั้ง จึงไม่ได้ออกมาพูด โดยรอให้มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เสียก่อน จึงตัดสินใจที่จะออกมาพูด ถึงแนวคิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ
กระนั้น เขาก็แฏเสธว่า ยังไม่โปรแกรมที่จะเดินทางไปดูไบเพื่อหารือกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เพิ่มเติม เพราะต้องทำหน้าที่ ส.ส.ในสภาก่อน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับนายธนิก นั้น เดิมเป็นอดีต ผู้สมัคร ส.ส.จ.ขอนแก่น ของพรรคชาติไทยและพรรคเพื่อแผ่นดิน ก่อนที่จะได้รับการทาบทามจากแกนนำในภาคอีสานของพรรคเพื่อไทยคนหนึ่งให้ย้ายมาร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยในช่วงก่อนที่จะมีการเลือกตั้งที่ผ่านมา แต่เนื่องจากรัฐธรรมนูญใหม่นั้น ได้ลดจำนวนเขตเลือกตั้งใน จ.ขอนแก่นลง จาก 11 เขต 10 เขต ทำให้เขตของนายธนิก ชนกับ ผู้สมัครเดิมของพรรคเพื่อไทย จึงทำให้นายธนิกต้องขึ้นไปสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทยในลำดับที่ 52 แทน
“อดีตผู้แทนการค้า”ข้องใจ "ทักษิณ" อ้างเตรียมตัวเป็น “ผู้แทนการค้า”
ด้านนายเกียรติ สิทธิอมร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตผู้แทนการค้าไทย กล่าวถึงกระแสข่าวที่ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะเป็นผู้แทนการค้าไทย โดยจะทำมูลค่าการค้าให้ได้ 1ล้านล้านบาท ภายใน 4 ปีว่า เขาไม่รู้ว่า หนึ่งล้านล้านอุปโลกน์จากไหน ต้องรู้ที่มาที่ไปว่าจะไปทำอะไรเพราะตามปกติจะมีรายการของโครงการที่จะทำก่อน ไม่ใช่การตั้งตัวเลขขึ้นมาลอย ๆ
"ปัญหาที่สำคัญที่สุดของพ.ต.ท.ทักษิณก็คือเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ความจริงคนที่อยู่ตรงนี้ไม่เอาตำแหน่งเพื่อไปหาผลประโยชน์ให้กับตัวเอง ซึ่งตรงนี้จะทำให้สังคมมั่นใจได้อย่างไร "
อดีตผู้แทนการค้าไทย กล่าวว่า ความจริงแล้วประเทศไทยมีการแต่งตั้งฑูตการค้าของกระทรวงพาณิชย์มานานแล้ว ซึ่งไปประจำอยู่ประเทศต่าง ๆ ขณะเดียวกันเรามีสำนักงานผู้แทนการค้าซึ่งมีบทบาท ในการส่งเสริมการค้าการลงทุนระหว่างประเทศในฐานะตัวแทนนายกรัฐมนตรี โดยไม่ใช่การทำตามอำเภอใจ แต่ต้องทำตามที่นายกรัฐมนตรีสั่งการ
“ต้องกลับไปถามนายกฯว่า อยากจะให้คุณทักษิณทำอะไรให้ประเทศไทย เพราะไม่ใช่หน้าที่ที่จะทำตามอำเภอใจ อย่างสำนักงานผู้แทนการค้าร่วม 2 ปีช่วงที่ผมดูแลอยู่ ก็ทำเพิ่มไปร่วม 2 แสนล้าน เป็นโครงการใหม่ๆเป็นตลาดใหม่ ๆ พ.ต.ท.ทักษิณต้องทำตามคำสั่งนายกฯ ถ้าวันนี้ นายกฯบอกว่า ยังไม่รู้เรื่อง ก็แสดงว่าคุณทักษิณพูดเอง"
นายเกียรติ กล่าวว่า ความจริงแล้วประเด็นทุกอย่าง ต้องมีเป้าหมายชัดเจน มีกฎหมายรองรับ สำนักงานผู้แทนการค้าไทย เป็นกฎหมายภายใต้สำนักนายกฯ มีมติคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจึงจะมีความชัดเจน
"คือสถานะของคุณทักษิณอยู่ดี ๆ บอกว่าเป็นฑูตการค้า แล้วฑูตไทยในต่างประเทศเป็นใคร มีบทบาทหน้าที่อย่างไรเกี่ยวกับการค้า อยู่ดี ๆ จะอุปโลกน์ขึ้นมาไม่ได้ ตำแหน่งลักษณะนี้ขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรี ถ้าเป็นผม ๆ ก็ถามกลับว่านายกฯ อยากจะตั้งเขาเพื่ออะไร” อดีตผู้แทนการค้าไทย กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้ามีการตั้งจริงคนที่หนีคดีมาอยู่ตรงนี้แล้วจะสง่างามได้อย่างไร นายเกียรติ กล่าวว่า มันไม่ใช่แค่นั้น ปัญหาใหญ่คือ พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางเข้าแต่ละประเทศได้หรือไม่ มีคดีติดตัวอยู่ก็เดินทางไม่สะดวกอยู่แล้ว จะไปเคลียร์ปัญหาต่าง ๆ เกี่ยวกับคดีให้หมดเสียก่อน แล้วค่อยมาคิดว่าจะทำอะไรได้บ้าง หรือนายกฯจะให้ไปทำอะไรบ้าง
ส่วนที่สำนักข่าวเกียวโด รายงานว่า นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ ระบุว่า รู้สึกดีใจที่รัฐบาลญี่ปุ่นจะอนุญาตให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าประเทศญี่ปุ่นเป็นกรณีพิเศษ เพราะแสดงถึงผลประโยชน์ร่วมกัน และความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศความแน่นแฟ้นขึ้นว่า ต้องถามว่า นายสุรพงษ์ทำหน้าที่อะไร เป็นรมว.ต่างประเทศ สิ่งแรกที่ต้องทำไม่ใช่การไปทวงวีซ่าให้พ.ต.ท.ทักษิณ แต่สิ่งแรกที่ควรจะทำ คือ ไปให้นโยบายกับข้าราชการและให้นโยบาย กับสถานฑูตทั้งหมดทั่วโลกว่า จากนี้ไปบทบาทด้านการต่างประเทศของไทยจะเป็นอย่างไร
“แต่ถ้าคุณสุรพงษ์เดินอย่างนี้ก็ชัดเจนดีว่า เป้าหมายของการเข้าไปอยู่ในตำแหน่งเพื่ออะไร ก็ไม่ต้องคาดเดาอะไรทั้งสิ้น ยังไม่ทันแถลงนโยบายก็เริ่มเดินแล้ว ผมคิดว่าทุกอย่างมีความถูกต้องชอบธรรมอยู่ด้วย ตามปกติถ้าเป็นผมเดินเข้าไปในกระทรวง ก็ต้องคุยกับข้าราชการว่างานต่าง ๆ มาจากไหน มีแนวทางอย่างไร"
ทั้งนี้ เรื่องวีซ่าเป็นเรื่องของรัฐบาลญี่ปุ่น ไม่ใช่เรื่องของรัฐบาลไทยที่จะต้องไปทวงถาม เพราะเป็นสิทธิ์โดยชอบของเขา ที่จะให้ใครหรือไม่ให้ใครเข้าประเทศ ไม่ใช่หน้าที่ของรัฐมนตรีต่างประเทศ
"สุรพงษ์" เผยนโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้าจะชัดหลังรัฐแถลงนโยบาย
นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ่์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ถึงนโยบายเปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้าของกระทรวงการต่างประเทศว่า นโยบายดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมาของพรรคเพื่อไทย โดยน.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้พูดไว้ในการหาเสียง
ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยได้นำนโยบายดังกล่าวมาเขียนไว้ในนโยบายรัฐบาล ที่จะแถลงต่อรัฐสภาด้วย แต่เขาคงจะต้องเอากลับไปเขียนในเรื่องของรายละเอียดที่กระทรวงอีกครั้งก่อน เพราะเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา เขาได้ดูนโยบายของกระทรวงการต่างประเทศที่เขียนมาแล้ว พบว่า ไม่ได้เน้นไปที่เรื่องของการค้าระหว่างประเทศมากนัก
อย่างไรก็ตาม เขาจะเข้าไปที่กระทรวงในวันที่ 17 ส.ค. จากนั้นก็จะมีการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาในวันที่ 24 ส.ค. เมื่อแถลงนโยบายรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว เขาจะเอานโยบายเหล่านี้ไปพูดคุยกับข้าราชการในกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเมื่อถึงวันนั้นแล้ว คาดว่า ทุกอย่างน่าจะมีความชัดเจนมากขึ้น
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า สำหรับการฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา เป็นนโยบายส่วนกลางที่รัฐบาลต้องมีการดำเนินอยู่แล้ว แต่จะแยกจากนโยบายทำสนามรบให้เป็นสนามการค้า ที่พรรคเพื่อไทยได้ประกาศไว้ในการหาเสียงเลือกตั้ง
ลั่นกรณีพาสปอร์ต "ทักษิณ" ยึดความถูกต้องเป็นหลัก
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากภายหลังพ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางเข้าประเทศญี่ปุ่นได้ว่า จากนี้กระทรวงการต่างประเทศน่าจะเร่งคืนพาสปอร์ตให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ นายสุรพงษ์กล่าวว่า กรณีที่มีข่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศ กำลังเตรียมเรื่องเพื่อที่จะนำมาให้รัฐมนตรีดูนั้น เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ใครที่เป็นคนออกมาบอกข่าว แต่เท่าที่ทราบอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศก็ได้ออกมายืนยันแล้วว่าไม่มีการกระทำดังกล่าว ดังนั้น เขาขอเข้าไปทำงานที่กระทรวงก่อน จากนั้นข้าราชการในกระทรวง ก็คงจะมีการเสนอมาว่าจะทำอะไร อย่างไรบ้าง
ทั้งนี้ ยืนยันว่า หลักของเขาคือ จะยึดความถูกต้องเป็นหลัก อะไรที่เป็นหลักประเพณีปฏิบัติที่ถูกต้องหรือเป็นสิ่งที่ดีที่เคยทำกันมา ก็จะต้องทำต่อไป



