
ฟ้าเปลี่ยนสี..ที่บัวแก้ว
ฟ้าเปลี่ยนสี..ที่บัวแก้ว : ที่นี่ บัวแก้ว โดย นันทิดา พวงทอง
เมื่อฟ้าเปลี่ยนสี การเมืองเปลี่ยนขั้ว นำพานายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล เข้ามานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนใหม่ ก็ถึงคราที่ข้าราชการกระทรวงต้องกลับตัวตั้งลำกันครั้งใหญ่ ในฐานะทัพหน้าที่จะต้องรับนโยบายจากรัฐบาล ไปเจรจาความร่วมมือและส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีกับต่างชาติ
เจ้ากระทรวงบัวแก้วคนใหม่ มีดีกรีระดับปริญญาวิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยยังทาวน์สเตท รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา และปริญญาวิศวกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยแห่งแอเคริน รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา
ชีวิตบนเส้นทางการเมือง นายสุรพงษ์ได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส.เชียงใหม่ ในสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อปี 2539 ต่อมาในปี 2543 ได้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมาธิการการคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงิน สภาผู้แทนราษฎร จากนั้นในปี 2550 ลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคพลังประชาชน และได้รับเลือก ก่อนถูกยุบพรรค และย้ายไปสังกัดพรรคเพื่อไทย และได้รับการแต่งตั้งเป็นรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยในเดือนกันยายน 2553
นอกจากนี้ ยังเป็นที่รู้กันว่า นายสุรพงษ์เป็นญาติของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เนื่องจาก น.ส.สุมาลี โตวิจักษณ์ชัยกุล น้องสาวบิดานายสุรพงษ์ แต่งงานกับนายเสถียร ชินวัตร น้องชายบิดา พ.ต.ท.ทักษิณ
และรัฐมนตรีต่างประเทศคนใหม่ท่านนี้ ก็เป็นหนึ่งในบุคคลที่ร่วมลงนามถวายฎีการ่วมกับ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษแก่อดีตนายกฯทักษิณ
ประเทศไทยกำลังมีปัญหาพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา และผลกระทบตามมาร้อยแปดจากการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารแต่ฝ่ายเดียวของกัมพูชา นอกจากนี้ ยังมีเรื่องความสัมพันธ์กับมิตรประเทศสำคัญๆ อย่างเยอรมนี รัสเซีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ดูไบ) บรูไน โดยระยะหลังนี้
มีเหตุการณ์ชวนสงสัยต่อความสัมพันธ์ไทยกับประเทศเหล่านี้ว่า ไม่กระชับแน่นแฟ้นเหมือนเก่า
ด้วยสถานการณ์ที่ท้าทาย ทำให้สังคมมีความคาดหวังต่อผู้ที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศคนใหม่ว่าต้องมีคุณสมบัติที่เหมาะสม ทั้งประสบการณ์ ความรู้ความสามารถ เป็นผู้กว้างขวางและเป็นที่รู้จักในแวดวงต่างประเทศ ที่จำเป็นต้องใช้ความสัมพันธ์เฉพาะตัวเพื่อเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสกับประเทศ และต้องเป็นผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ในการกำหนดยุทธศาสตร์การดำเนินนโยบายต่างประเทศ ให้สอดคล้องและเท่าทันกับสถานการณ์โลกปัจจุบัน
ยังไม่นับเรื่องธรรมาภิบาล ที่มีความสำคัญไม่แพ้ไปกว่าความรู้ความสามารถของเจ้ากระทรวง เพราะหากพิจารณาถึงงานด้านต่างประเทศในปัจจุบันแล้ว จะเห็นว่าค่อนข้างมีความซับซ้อน และมีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เมื่อสำรวจกระแสตอบรับภายในกระทรวง จะเห็นว่ามี 2 กระแสใหญ่ๆ คือ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่กระทรวงบัวแก้ว ส่วนหนึ่งดีใจร้อง “เย้” และเชื่อมั่นในฝีไม้ลายมือของนายสุรพงษ์ ที่จะเป็นขุนศึกด้านต่างประเทศของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่จะฝ่าวิกฤติปัญหาด้านการต่างประเทศที่มีอยู่ขณะนี้ให้ก้าวข้ามผ่านไปได้ด้วยดี และในฐานะที่เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย จะช่วยฟื้นฟูความสัมพันธ์ไทยและกัมพูชาให้ดีขึ้น “สนามรบให้เป็นสนามการค้า” ตามที่ได้ประกาศไว้
ขณะที่กลุ่มร้อง “ยี้” กังวลคุณสมบัติผู้เป็นเจ้ากระทรวง ตลอดจนความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และข้อกังขาว่า จะมีการรับคำสั่งพิเศษที่จะเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อนายใหญ่ รวมทั้งการเจรจาแสวงหาความร่วมมือกับต่างชาติที่ต้องปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน
เพราะยังมิทันที่จะเข้ามาทำงานในกระทรวง ก็มีรายงานออกมาว่า นายสุรพงษ์ได้มีคำสั่งภายในให้เตรียมเอกสารและศึกษาช่องทางกฎหมาย “ในการคืนพาสปอร์ตสีแดงให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ” รวมถึงได้เจรจาทางลับกับเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น เพื่อขอวีซ่าและอำนวยความสะดวกเรื่องการเดินทางให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าประเทศญี่ปุ่นอย่างชอบธรรม
แน่นอนว่า สิ่งเหล่านี้ย่อมส่งผลต่อความเชื่อมั่นในตัวนายสุรพงษ์ และยิ่งทำให้สังคมจับตามองเจ้ากระทรวงบัวแก้วคนใหม่ในการดำเนินงานด้านต่างประเทศทุกฝีก้าวว่า จากนี้ไปนายสุรพงษ์จะสามารถลบล้างเสียงวิพาษ์วิจารณ์และพิสูจน์ให้เห็นว่า จะรักษาประโยชน์ของประเทศชาติมาก่อนเรื่องอื่นได้หรือไม่



