ข่าว

'พิษนกเตน'หลายจว.ยังอ่วม

'พิษนกเตน'หลายจว.ยังอ่วม

14 ส.ค. 2554

กล้วยไข่ มะละกอ ส่งออก เน่ายกสวน วอนทางการ ประสานผัดผ่อนหนี้ธนาคาร

          นายเณร กิ่งต้น ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 9 บ้านหนองแม่ล่าง ต.ยกกระบัตร อ.สามเงา จ.ตาก เปิดเผยว่า ราษฎรในหมู่บ้าน ส่วนใหญ่อาศัยติดกับแม่น้ำวัง ทำพื้นที่การเกษตรเพาะปลูกมะละกอ และกล้วยไข่พันธุ์ดี เตรียมส่งออกประเทศแถบทวีปยุโรป อเมริกา และเอเชีย ซึ่งเป็นรายได้หลักเลี้ยงครอบครัว หลังพายุนกเตนได้ทำแม่น้ำวัง ล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือน และพื้นที่การเกษตร ได้รับความเสียหายทั้งหมดกว่า 3,000 ไร่ เกษตรกรแทบสิ้นเนื้อประดาตัว มีหนี้สินจากการกู้ยืมเงินนอกระบบ และธนาคารพาณิชย์ ครอบครัวละหลายแสนบาท แม้ว่าก่อนหน้านี้ จะมีผลผลิตส่วนหนึ่งออกท้องตลาดไปแล้วรุ่นหนึ่ง แต่ก็ยังไม่พอผลัดผ่อนหนี้สินจากการลงทุนในระยะยาวได้

 

          โดยความหวังในขณะนี้อยากจะให้รัฐบาลหาทางเยียวยาช่วยเหลือ ให้เกษตรกร โดยจัดให้มีการพักชำระหนี้สินเกษตรกรในระยะยาว 3-5 ปี พอให้เกษตกรได้ลืมตาอ้าปาก ตั้งเนื้อตั้งตัวได้ แล้วค่อยชำระหนี้สินจากการกู้เงินมาลงทุนทำการเกษตร รวมถึงการแก้ไขปัญหาระบบการชลประทาน โดยคำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ท้ายน้ำเป็นหลัก ซึ่งขณะนี้ ได้สำรวจพื้นที่ความเสียหายทั้งหมด เตรียมส่งให้ทางจังหวัดพิจารณา ขอรับความช่วยเหลือแล้ว

 

          ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า อ.สามเงา เป็นพื้นที่เพาะปลูกกล้วยไข่สายพันธุ์ดี รสชาติอร่อย มานานแล้ว มีฐานกำลังผลิตกว่า 38,000 ไร่ ส่งออกมากที่สุด ในประเทศแคนนาดา อเมริกา และสิงคโปร์  ต่อมา จึงมีขยายพื้นที่เพาะปลูกมะละกอสายพันธุ์เรดเลดี้ และฮอลแลนด์ มีผลผลิตส่งออกในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก ทำให้เกษตรกรเลือกตัดสินใจลดพื้นที่เพาะปลูกข้าว หันมาเพาะปลูกผลไม้ดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากมีราคาซื้อขายดีกว่าหลายเท่า หวังว่าจะทำให้มีฐานะชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น แต่ก็ต้องมาถูกน้ำท่วมเสียหายจากพายุ “นกเตน” ได้รับความเสียหายเกือบทั้งหมด

 

          สุโขทัยอ่วม แม่น้ำยมล้นตลิ่งเอ่อท่วมซ้ำอีกระลอก 

          วันที่ 14 ส.ค.54 ระดับน้ำในแม่น้ำยมที่จังหวัดสุโขทัยสูงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากกรณีฝนตกในพื้นที่ทางตอนเหนือจากจังหวัดแพร่ทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมพื้นที่ซ้ำหนักอีกระลอก  โดยเฉพาะ 2 หมู่บ้านของ ต.วังทอง อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย
 
          เจ้าหน้าที่ตำรวจน้ำจากกองบังคับการตำรวจน้ำต้องนำเรือยางติดเครื่องยนต์ช่วยชาวบ้านในหมู่ที่ 3 และ หมู่ที่ 6 ในตำบลวังทอง อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย ในการอพยพเข้าออกหมู่บ้านรวมทั้งขนข้าวของที่จำเป็นหนีน้ำเนื่องจากเกิดภาวะน้ำท่วมพื้นที่ซ้ำอีกระลอกจากกรณีระดับน้ำในแม่น้ำยมเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนไหลเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่ของ 2 หมู่บ้านซ้ำอีกครั้งโดนระดับน้ำท่วมสูงถึงกว่า 2 เมตร
 
          ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบเล่าว่า หลังจากสถานการณ์เริ่มคลี่คลายชาวบ้านมีโอกาสได้ทำความสะอาดบ้านเรือนเก็บข้าวของเครื่องใช้เข้าตัวบ้านแล้ว แต่วานนี้ที่ผ่านมาระดับน้ำในแม่น้ำยมกลับเพิ่มสูงขึ้นและไหลทะลักเข้าท่วมพื้นที่อีกครั้งทำให้ต้องขนย้ายข้าวของที่จำเป็นออกมาเก็บไว้ในที่สูงริมถนนรวมทั้งต้องมาอาศัยบ้านญาติพี่น้องที่น้ำท่วมไม่ถึงหลับนอนอีกครั้งเพื่อรอจนกว่าน้ำจะลดลงได้รับความลำบากเป็นอย่างมาก
 
          ส่วนทางจ.สุโขทัยยังคงต้องออกคำเตือนชาวบ้านสองฝั่งที่แม่น้ำยมไหลผ่านให้ระมัดระวังภาวะน้ำยมล้นตลิ่งเข้าท่วมฉับพลันโดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงและพื้นที่น้ำท่วมเดิมเพราะระดับน้ำในแม่น้ำยมมีแนวโน้มจะสูงเพิ่มมากขึ้นจากปริมาณน้ำทางตอนเหนือที่จังหวัดแพร่เหตุมีฝนตกทำให้เพิ่มปริมาณน้ำในแม่น้ำยม โดยล่าสุดระดับน้ำในแม่น้ำยมที่ไหลผ่านทั้ง 5 อำเภอของจังหวัดสุโขทัย ( ศรีสัชนาลัย , สวรรคโลก , ศรีสำโรง , เมือง และ กงไกรลาส ) ยังคงเพิ่มสูงอยู่ในระดับวิกฤตแล้ว
 
          ส่วนชาวบ้านหมู่ที่ 3 บ้านคลองกระจง ต.คลองกระจง อ.สวรรคโลก ต้องกลับมาประสบภาวะน้ำท่วมพื้นที่อย่างหนักอีกครั้งภายหลังแม่น้ำยมเพิ่มสูงขึ้นจนเอ่อล้นเข้าท่วมต้องขนย้ายสัตว์เลี้ยงบางส่วนและข้าวของมาไว้ในที่สูงน้ำท่วมไม่ถึง
 
          ด้านเทศบาลเมืองสุโขทัยธานีเมื่อเวลา 13.30 น. ของวันที่ 14 ส.ค.54 เกิดภาวะแม่น้ำยมที่เอ่อสูงเพิ่มขึ้นเกิดกัดเซาะพังทลายพื้นใต้ดินบริเวณถนนราชธานีด้านหลังวัดไทยชุมพลซึ่งเป็นถนนคอนกรีตเลียบแม่น้ำยมทำให้เกิดภาวะน้ำผุดทะลักลอดใต้ถนนคอนกรีตไหลบ่าจ่อท่วมพื้นที่เจ้าหน้าที่เทศบาลพร้อมชาวบ้านวิ่งวุ่นนำกระสอบทรายวางแนวกั้นน้ำพร้อมเร่งใช้เครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่สูบระบายน้ำกลับลงสู่แม่น้ำยมเพื่อป้องกันน้ำท่วมในเขตเทศบาลเมืองสุโขทัยหวั่นท่วมเขตเศรษฐกิจอาคารร้านค้าภายในเทศบาลเมืองจนสร้างความเสีย


มุกดาหาร - ชาวบ้านริมฝั่งน้ำโขง 400 ครอบครัวเดือดร้อนจากน้ำท่วมบ้านเรือน   

          ทางด้านจ.มุกดาหาร เวลา 10.00 น. วันที่ 14 ส.ค.54  นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม  พร้อมคณะเดินทางมอบถุงยังชีพให้ประชาชนที่เดือดร้อนจากน้ำในแม่น้ำโขงได้เอ่อเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำการเกษตรอยู่ริมน้ำ
 
          สำหรับความเสียหายที่ประชาชนชาว จ.มุกดาหารได้รับความเดือดร้อนจากการเอ่อขึ้นสูงของแม่น้ำโขงและฝนที่ตกหนักต่อเนื่อง จากอิทธิพลของพายุนกเตน   สถานการณ์โดยรวมขณะนี้  น้ำท่วมขังทั้งในเขตเทศบาล และพื้นที่รอบนอก เริ่มลดระดับลงอย่างต่อเนื่อง เบื้องต้นสำรวจพื้นที่ของจ.มุกดาหารทั้ง 7 อำเภอ มีผู้ได้รับความเดือดร้อนจำนวน  40,809 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหาย 47,562 ไร่ บ่อปลา 693 บ่อ ถนนเสียหาย 383 สาย ท่อระบายน้ำ 50 แห่ง ฝายน้ำจำนวน 10 แห่ง ส่วนตลาดอินโดจีน ในเขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร ซึ่งน้ำได้ท่วมบริเวณชั้นใต้ดิน มีพ่อค้าแม่ค้าได้รับความเดือดร้อนจำนวน 400 คน
 
          หลังจากเสร็จสิ้นการปฏิบัติภารกิจที่จ.มุกดาหาร นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รมต.กระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม พร้อมคณะเดินทางต่อไปที่จ.อุบลราชธานี เพื่อสมทบกับนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มอบสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม


ชาวนารอไม่ไหว ควักตักซื้อข้าวปลูกเอง

          ที่ จ.ลำปาง ชาวนาในพื้นที่อำเภอสบปราบ เถิน และอำเภอแม่พริก ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมพื้นที่นาข้าว ตกอยู่ในภาวะจำยอมต้องกู้ยืมเงินนายทุนมาลงทุนปลูกข้าวอีกครั้ง หลังวิกฤตนกเตนทำความเสียหายนาข้าว เน่า ยืนต้นตายกว่า 4,000 ไร่ เพราะทนรอความหวังจากทางการมาช่วยเหลือไม่ไหว
 
          บางหน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบางพื้นที่มีข้าวเปลือกในมือแต่ไม่ยอมแจกจ่ายให้กับชาวนา รอนโยบายส่วนกลางที่ยังคลุมเครือว่าจะหาทางช่วยเหลือเยียวยาแก่เกษตรกรที่ประสบภัยธรรมชาติอย่างไร ซึ่งงบประมาณ อปท.บางแห่งมีงบประมาณค่อนข้างจำกัด จึงทำให้เกษตรกรบางพื้นที่ได้รับความเดือดร้อน รอคอยความหวังลมๆ แล้ง
 
          นางบุปผา ขันทอง อายุ 48 ปี ชาวนา อ.เถิน เปิดเผยว่า นาข้าวบนพื้นที่กว่า 50 ไร่ ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมแล้วราว 30 ไร่ ยืนต้นตายหมดทุกแปลง ต้องช่วยเหลือตนเองเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการซื้อกล้าข้าวจากพื้นที่ จ.นครสวรรค์ ที่อยู่นอกเขตน้ำท่วมมาปลูกในพื้นที่เสียหาย โดยยอมควักเงินในกระเป๋าซื้อกว่า 2,500.-บาท ซื้อกล้าข้าวในราคามัดละ 1 บาท 2,000 มัด และข้าวปลูกอีก 25 กิโลกรัม เป็นเงิน 500.-บาท เนื่องจากรอคอยทางการมาช่วยเหลือไม่ไหว เกรงว่าช้าไปกว่านี้จะไม่ทันฟ้าทันฝน
 
          ส่วน นางทองใบ สอนเสริม อายุ 37 ปี ชาวนาบ้านห้วยขี้นก อ.แม่พริก เปิดเผยว่า เงินทุนที่ใช้จ่ายปลูกข้าวนาปี ต้องกู้ยืมเงินนอกระบบ จำนวนกว่า 20,000.-บาท มาปลูกข้าว เพื่อหวังว่าจะแบ่งขายข้าวส่วนหนึ่งมาใช้หนี้ และเหลือเก็บสำรองไว้รับประทานในปีหน้า แต่ก็ต้องมาถูกน้ำท่วมได้รับความเสียหายรวมพื้นที่กว่า 10 ไร่ ทำให้ขณะนี้ต้องแบกรับภาระหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น ขณะที่ความหวังรอการช่วยเหลือกับหน่วยงานท้องถิ่นเข้ามาช่วยเหลือจนถึงขณะนี้ยังไม่มีวี่แววว่าจะหาทางช่วยได้หรือไม่
 
          รายงานข่าวแจ้งว่า หน่วยงานระดับท้องถิ่นบางพื้นที่ไม่กล้าตัดสินใจให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม เนื่องจากรายได้และงบประมาณในการบริหารราชการแผ่นดินมีอยู่อย่างจำกัด ทำให้มีการเสนอความช่วยเหลือเป็นข้าวเปลือกให้แก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบในอัตรา 10 กิโลกรัมต่อไร่  แทนการชดเชยด้วยตัวเงิน แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีวี่แววว่าจะหาทางช่วยเหลือในเรื่องดังกล่าวได้