
ป.ตรี 15,000ของขวัญใหม่-ไทยทุกคน!
ป.ตรี 15,000 บ. ของขวัญใหม่-เพื่อ(คน)ไทยทุกคน !
....................
พลันที่ปรากฎผลการเลือกตั้ง ด้วยชัยชนะของพรรคเพื่อไทย สารพัดคำถามก็ดังขึ้นแทบจะทันที
นี่ไม่เกี่ยวกับว่า พรรคการเมืองใดจะชนะ
และไม่เกี่ยวกับว่า พรรคการเมืองใดจะพ่ายแพ้
เพราะไม่ว่าใครจะชนะหรือพ่ายแพ้ กลไกต่าง ๆ ก็ยังจำเป็นต้องขับเคลื่อนไปโดยระบบปกติ
โดยเฉพาะกลไก ของระบบราชการ
ทว่า ! ที่แตกต่างกลับอยู่ที่หลังชัยชนะของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ย่อมส่งผลต่อทิศทางและนโยบาย ที่จะต้องดำเนินไป
เพราะทั้งหมดจะถูกผูกมัดด้วยคำว่า “สัญญาประชาคม”
จริงอยู่ว่า ในทางการเมืองสำหรับ “คนการเมือง” ในช่วง “ฤดูกาลเลือกตั้ง” ทั้งหมดก็คือ “นโยบายหาเสียง”
และจริงอยู่ว่า “นโยบายหาเสียง” แทบไม่ต่างอะไรกับ “นโยบายขายฝัน”
หากแต่นี่กลับเป็น “สัญญาประชาคม”
และเป็น “สัญญาประชาคม” ที่ยึดโยงอย่างแนบแน่นกับ “นโยบายหาเสียง”
ซึ่งคนในสังคมคาดหวังอย่างสูงว่า จะต้องเป็นจริง และเป็นไปได้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ตาม...
ความจริงก็คือ แม้ว่า “คนการเมือง” จะอ้างว่า “นโยบาย” ในช่วง “ฤดูกาลเลือกตั้ง” เป็นแค่การ “หาเสียง”
และพร้อมที่จะหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ โดยการซื้อเวลาออกไปให้ได้มากที่สุด
แต่คนในสังคม ที่คาดหวังอย่างสูง กลับไม่คิดเช่นนั้น
โดยเฉพาะเมื่อมองเห็น “รูปธรรม” อย่างชัดเจน จากประโยชน์ที่จะได้รับ ผ่าน “นโยบายหาเสียง” หนึ่ง ๆ
เป็นความจริงว่า แนวทาง “ประชานิยม” ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก
โดยเฉพาะผลกระทบที่จะตามมา จากการหว่านเม็ดเงิน หรือผลประโยชน์ในรูปแบบอื่น
ทว่า ! ขณะที่มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก แต่คนในสังคมก็กลับคาดหวังอย่างสูงว่า จะได้รับประโยชน์ไม่มากก็น้อย จากแนวทาง “ประชานิยม” ที่ว่า
นี่ทำให้อย่างน้อย 2 ประเด็น ที่มีผลในวงกว้างต่อประชาชนทั้งประเทศ
ถูกนำมาต่อยอดและขยายผลอย่างกว้างขวาง
หนึ่งคือ นโยบายขึ้นค่าแรง 300 บาท เพื่อหวังผลกับกลุ่มประชาชนส่วนใหญ่ในภาคเอกชน ที่เป็นกระดูกสันหลังหลัก ในสังคมยุคอุตสาหกรรมนำหน้าเกษตรกรรม
หนึ่งคือ นโยบายเงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท ที่หวังผลกับกลุ่มข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ และ “มนุษย์เงินเดือน” ทั้งหลาย
นี่ไม่ต่างจาก “วิบากกรรม” ที่ตามมาโดยพลัน หลังปรากฏผลการเลือกตั้ง ด้วยชัยชนะของพรรคเพื่อไทย
“โฟกัส” ของผู้คนในสังคมทุกสายตา จับจ้องอยู่ที่นโยบายที่ว่านี้
เช่นเดียวกับอีกสารพัดนโยบาย ที่ถูกประกาศต่อสาธารณะชน ในห้วงเวลาก่อนการเลือกตั้ง
และกลายมาเป็น “สัญญาประชาคม” ที่คนในสังคมพร้อมที่จะทวงถามในทันที
ในห้วงเวลาก่อนการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยประกาศนโยบาย ในแนวทาง “ประชานิยม” อย่างมากมาย
อย่างน้อยที่สุด มี 11 ประเด็นที่ทุกสายตาของผู้คนในสังคมจับจ้อง
1.เพิ่มเงินเดือนปริญญาตรี เป็น 15,000 บาท
2.เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ เป็นวันละ 300 บาท
3.นโยบายจำนำข้าวเปลือก ตันละ 15,000 บาท
4.เพิ่มวงเงินเบี้ยยังชีพ จาก 500 บาท เป็น 1,000 บาท
5.แจกแท็บแล็ตเด็ก ป.1 ทุกคน
6.ให้เกษตรกร มีบัตรเครดิต
7.เพิ่มเงินทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา
8.สร้างรถไฟฟ้า 10 สาย ใน กทม.
9.เพิ่มเงินกองทุนหมู่บ้าน อีก 1 แสนล้านบาท
10.พักหนี้ครัวเรือนที่ต่ำกว่า 5 แสนบาท อย่างน้อย 3 ปี
11.ยกเลิกกองทุนน้ำมัน พร้อมลดภาษีน้ำมันเบนซินและดีเซล
ยังไม่ต้องพูดถึงทั้ง 11 ประเด็น ที่เป็น “ของร้อน” หลังจากที่พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง และเตรียมตัวเข้าทำหน้าที่ฝ่ายบริหาร
เอาแค่ 2 ประเด็นหลัก ว่าด้วยการขึ้นค่าแรงวันละ 300 บาท
และการเพิ่มเงินเดือนปริญญาตรี เป็น 15,000 บาท
เพียงแค่ 2 ประเด็น ก็อาจเรียกได้ว่า แทบมองไม่เห็นความเป็นไปได้ในการดำเนินการ หรือถ้าเป็นไปได้ ก็อาจเล็งเห็นถึงผลกระทบอย่างใหญ่หลวงที่จะมีตามมา
ประการหนึ่งคือ การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท
นี่ไม่เพียงไม่สามารถทำได้ในเวลาอันรวดเร็ว หากแต่ยังไม่สามารถทำได้ทั่วถึง และพร้อมกันทั่วประเทศ โดยเฉพาะถ้ามองในมิติของภาคเอกชน ที่จะต้องแบกรับภาระ
นี่ยังไม่ต้องพูดถึงว่า ถ้าทำได้จริง อัตราค่าครองชีพและรายจ่ายจากต้นทุนการผลิต จะถูกบวกเพิ่ม จนกลายเป็นภาระต่อไป สำหรับผู้บริโภคอย่างไร
ที่สำคัญคือ กรณีการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ ยังเป็นกรณีที่ผูกโยงกับภาคเอกชน
ซึ่งอาจอธิบายได้บ้างว่า จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการ ตลอดจนถึงการหามาตรการต่าง ๆ มาเพื่อบรรเทาผลกระทบที่จะมีตามมา
ทว่า ! นี่ต่างกันแทบจะสิ้นเชิงกับกรณีของการเพิ่มเงินเดือนปริญญาตรี เป็น 15,000 บาท
กรณีนี้ ยังไม่ต้องพูดถึงภาคเอกชน เอาแค่ภาคราชการ กับภาครัฐวิสาหกิจ ก็เป็นประเด็นคำถามอย่างหนักหน่วงยิ่งนัก
ข้อมูล ณ วันที่ 1 ก.พ. 2554 ประเทศไทยมีข้าราชการทั้งสิ้น 1.795 ล้านคน
ข้อมูล ณ วันที่ 1 ก.พ. 2554 ประเทศไทยมีลูกจ้างประจำอีก 1.86 แสนคน
นี่เป็นอัตรากำลังพล ที่ยังไม่ได้รวมภาครัฐวิสาหกิจ
ข้อมูลบ่งชี้ชัดว่า โดยฐานเงินเดือนเดิม ซึ่งยังไม่ได้ถูกปรับตามนโยบายหาเสียง ณ ปัจจุบัน ในแต่ละปี รัฐบาลต้องใช้เงินจ่ายเงินเดือน สูงถึง 495,000 ล้านบาท
และทั้งหมดนี้ มาจากเงินภาษีของประชาชนทั้งประเทศ
ข้อมูลจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การปรับเพิ่มเงินเดือนให้กับข้าราชการที่จบปริญญาตรี เป็นเดือนละ 15,000 บาท
หากปรับเฉพาะข้าราชการบรรจุใหม่ จะไม่เป็นภาระต่องบประมาณมากนัก
นี่เพราะในแต่ละปี มีข้าราชการเพิ่มประมาณ 10,000 คน
แต่ถ้าเลือกแนวทางนี้ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ย่อมเกิดปัญหาเรื่องของความเหลื่อมล้ำ และไม่เป็นธรรมกับผู้ที่เข้ารับราชการก่อนหน้านั้น
โดยเฉพาะกลุ่มที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป แต่เงินเดือนไม่ถึง 15,000 บาท
เฉพาะกลุ่มนี้ มีตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 138,000 คน
ที่มากกว่านั้นคือ ไม่เพียงกลุ่มนี้ ที่อาจถูกเด็กจบปริญญาตรีเข้าใหม่แซงหน้าไป แต่ยังจะกระทบไปถึงกลุ่มที่จบปริญญาโท ซึ่งกินเงินเดือน 13,000 บาท
และไม่เว้นแม้แต่ปริญญาเอก ที่กินอัตราเงินเดือนอยู่ที่ 16,000 บาทอีกด้วย
แปลว่า แนวทางการปรับเงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท เฉพาะผู้ที่จบปริญญาใหม่ในแต่ละปีไม่สามารถทำได้
และก็แปลว่า ถ้าจะปรับฐานเงินเดือนปริญญาตรี เป็น 15,000 บาท
ก็จำเป็นต้องดำเนินการทั้งระบบ และเป็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างสำคัญทั้งหมด
และแน่นอนว่า นี่ย่อมไม่อาจเลี่ยงผลกระทบอย่างใหญ่หลวงที่จะตามมา โดยเฉพาะเมื่อกลไกการจ่ายเงินเดือนระบบราชการทั้งหมด
ผูกไว้กับภาระของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งมาจากเงินภาษีของประชาชน
นี่ยังมิพักต้องกล่าวถึงผลจากการปรับโครงสร้างเงินเดือนราชการ ที่จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ต่ออัตราเงินเดือนของภาคเอกชน
และยังมิพักต้องกล่าวถึงผลกระทบทั้งระยะสั้นและระยะยาว ต่อภาระค่าใช้จ่ายที่จะสูงขึ้น จากการปรับขึ้นราคาของสารพัดสินค้าอุปโภคและบริโภค
ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพราะต้นทุนการผลิต จากภาคแรงงานมนุษย์ถูกปรับขึ้น
กระทรวงการคลัง ได้เล็งเห็นถึงผลกระทบที่ว่านี้ และก็ทำให้กระทรวงการคลัง เลี่ยงหาช่องทางใหม่ โดยการเสนอให้พิจารณาปรับโครงสร้างเงินเดือนข้าราชการใหม่ทั้งหมด
ทว่า ! การปรับในเชิงโครงสร้างที่ว่านี้ จะต้องไม่เป็นภาระต่องบประมาณในระยะยาว
กระทรวงการคลัง เสนอว่า อาจขึ้นเงินเดือน โดยให้อยู่ในรูป “เงินเพิ่ม” ช่วยเหลือค่าครองชีพพิเศษ
ซึ่งจะไม่มีผลทำให้งบประมาณที่จะนำไปจ่ายเป็นค่าเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญ และเงินสมทบเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ต้องเพิ่มขึ้นตามฐานเงินเดือนใหม่
แต่นี่ก็ยังไม่ใช่ทางออก
และที่สำคัญ นี่ยังไม่ตรงกับ “นโยบายหาเสียง” ที่เวลานี้ ไม่ต่างจาก “สัญญาประชาคม”
ปัจจุบันข้าราชการบรรจุใหม่ จะได้รับเงินเดือนประมาณ 8,700 บาท
นอกจากตัวเงินเดือน ยังมีเงินเพิ่มช่วยเหลือค่าครองชีพ อีกไม่เกิน 1,500 บาท
ซึ่งเมื่อรวมเงินทั้ง 2 ส่วนเข้าด้วยกัน จะต้องไม่เกิน 12,000 บาทต่อเดือน
ทั้งนี้ ในแต่ละปีข้าราชการได้รับการปรับขึ้นเงินเดือนประจำ หากเกิน 12,000 บาท ส่วนเกินก็จะไปตัดเงินเพิ่มช่วยเหลือค่าครองชีพลงไปเรื่อย ๆ จนหมด 1,500 บาท
ประเด็นปัญหาคือ วิธีการที่ว่านี้ ส่งผลต่อระบบการจ่ายเงินเดือนข้าราชการ ที่จบปริญญาตรีในปัจจุบัน และทำให้ข้าราชการแต่ละคน มีฐานเงินเดือนไม่เท่ากัน โดยขึ้นอยู่กับอายุงาน
ที่สำคัญคือ ข้าราชการที่มีเงินเดือนเกินแล้ว ก็จะไม่ได้รับเงินเพิ่มในส่วนนี้
ขณะที่เด็กเข้าใหม่ อาจจะได้รับเงินเพิ่มช่วยเหลือค่าครองชีพถึง 6,300 ต่อเดือน
และหากใช้วิธีนี้ ก็จะต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้น อีกปีละ 12,000 ล้านบาท ซึ่งแม้ว่า จะไม่มีผลทำให้งบประมาณที่จะนำไปจ่ายเป็นเบี้ยหวัด บำนาญ และเงินสมทบ กบข. เพิ่มขึ้น
แต่ก็เพิ่มภาระงบประมาณ และยังมีคำถามว่าด้วยความเป็นธรรม สำหรับผู้ที่มีเงินเดือนเกินอัตราที่กำหนดไว้แล้ว
ที่สำคัญคือ ไม่ว่าจะเลือกแนวทางเลี่ยง หรือแนวทางการปรับฐานเงินเดือนขึ้นใหม่ทั้งระบบ ก็ล้วนแล้วแต่ส่งผลต่อคำถามสำคัญประการหนึ่ง
นั่นก็คือ เราจะใช้เงินจำนวนมหาศาลจากไหน ในการจ่ายเงินเดือนทั้งภาคราชการ และภาครัฐวิสาหกิจทั้งประเทศ ?
อย่าลืมว่า ณ เวลาปัจจุบัน เงินเดือนทั้งระบบ มาจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีทั้งสิ้น
และอย่าลืมว่า งบประมาณรายจ่ายประจำปี มาจากฐานเงินเดือนทั้งสิ้น
นี่ยังไม่ต้องพูดถึงภาคราชการทั้งหมด ซึ่งยังไม่รวมภาครัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีอยู่ในประเทศไทยเวลานี้ ในจำนวน 1.795 ล้านคน กับลูกจ้างประจำอีก 1.86 แสนคน
เอาเฉพาะแค่เพียงข้าราชการครู ที่อยู่ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ และกระจัดกระจายในสังกัดส่วนราชการอื่น ๆ ทั่วประเทศ ที่มีอยู่ในเวลานี้ ในจำนวน 693,715 คน ก็เป็นปัญหาแล้ว
เวลานี้ ข้าราชการครู มีฐานเงินเดือนขั้นต่ำอยู่ที่ 8,700 บาท และขั้นสูงอยู่ที่ 16,840 บาท
ถ้าปรับฐานเงินเดือนครูที่จบปริญญาตรี ซึ่งบรรจุใหม่ ในตำแหน่งครูผู้ช่วย จาก 8,700 บาท เป็น 15,000 บาท
จะเท่ากับปรับขึ้น ประมาณ 72.41 % ของฐานเงินเดือนเดิม
และถ้าเป็นการปรับขึ้นทั้งระบบ โดยคิดจาก 72.41 % จะได้ฐานเงินเดือนขั้นต่ำใหม่ ที่ 15,000 บาท และขั้นสูงอยู่ที่ 29,034 บาท
และหากใช้วิธีการนี้ในการปรับฐานเงินเดือนใหม่ทั้งระบบ รัฐจะต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นอีก 72.41 % ของงบประมาณเงินเดือนครู และบุคลากรทางการศึกษาที่ใช้อยู่
หรือคิดแบบคร่าว ๆ คือ ต้องใช้งบประมาณขึ้นอีกเกือบ 2 เท่านั้นเอง
แต่หากใช้นโยบายเงินเพิ่ม “ค่าครองชีพ” โดยคิดจากเงินรายได้รวมต่อเดือน เพื่อให้ครูและบุคลากรทางการศึกษา มีรายได้รวมอยู่ที่ 15,000 บาท ตามนโยบายใหม่
โดยคิดจากจำนวนครู และบุคลากรทางการศึกษา ที่มีอยู่ในระบบ ซึ่งมีรายได้รวมต่อเดือนโดยเฉลี่ย 10,000 บาท จากตัวเลขประมาณการที่จำนวน 20 %
หรือคิดเป็นจำนวน 138,743 คน ของครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีอยู่ในระบบทั้งหมดทั่วประเทศ 693,715 คน
รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อเป็น “ค่าครองชีพ” เพิ่มอีกรายละ 5,000 บาทต่อเดือน
หรือเท่ากับ 138,743 คน x 5,000 บาท คิดเป็น 693,715,000 บาทต่อเดือน
หรือปีละ 8,324,580,000 บาท
นี่เป็นตัวเลขกลม ๆ ที่ยังไม่รวมตัวเลขอื่น ๆ ที่ต้องจ่ายตามภาระของเงินงบประมาณแผ่นดิน จะอยู่ที่เดือนละประมาณ 693 ล้าน และปีละประมาณ 8,300 ล้านบาท
คำถามคือ เราจะใช้เงินจำนวนมหาศาลจากไหน ในการจ่ายเงินเพิ่มให้กับข้าราชการครูทั้งประเทศ ?
และถ้าทางเลือกนี้ ยังไม่สามารถสนองตอบอย่างน่าที่พอใจ ต่อ “สัญญาประชาคม” ตาม “นโยบายหาเสียง” ก่อนการเลือกตั้ง
คำถามคือ เราจะใช้เงินจำนวนมหาศาลจากไหน เพื่อจ่ายเงินเดือนทั้งภาคราชการ และภาครัฐวิสาหกิจทั้งประเทศ ?
นี่ยังไม่รวมถึงภาคเอกชน ที่ยึดโยงกับฐานเงินเดือนของระบบราชการ
ซึ่งจะมีผลกระทบตามมาอย่างใหญ่หลวง ต่อภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และส่งผลกระทบต่อภาคการผลิต ภาคบริการ และภาคอื่น ๆ อีกมากมาย
ที่สำคัญคือ ประชาชนทั้งประเทศ ที่จะตกเป็นเป้าหมายสุดท้าย ที่จะถูกผลักให้ต้องรับภาระทั้งหมดแทน !
เป็นความจริงว่า นโยบาย “ประชานิยม” ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วง โดยเฉพาะการนำเงินในอนาคต มาใช้จ่ายในปัจจุบัน
แต่ก็เป็นความจริงว่า เมื่อเป็นประโยชน์ที่จะได้รับ น้อยคนนักที่จะคิดปฏิเสธ
โดยเฉพาะเมื่อทั้งหมด ถูกกำหนดด้วย “นโยบายทางการเมือง”
ซึ่งเป็นผลพวงจาก “นโยบายหาเสียง” ที่ผูกพันจนเป็น “สัญญาประชาคม” อันไม่สามารถปฏิเสธได้
นี่ทำให้สังคมไทย ตกอยู่ในสภาพ “กลืนไม่เข้า-คายไม่ออก”
และทำให้สังคมไทย ตกอยู่ในสภาพ “กลับไม่ได้-ไปไม่ถึง” ไม่ทำก็ไม่ได้ ทำก็มีผลกระทบตามมาเป็นลูกโซ่อย่างใหญ่หลวง
ณ เวลานี้ สถานการณ์อาจเลยคำว่า เป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้
เพราะไม่ว่าจะเป็นได้หรือเป็นไปไม่ได้ สถานการณ์ก็บังคับให้ต้องเป็นไปอย่างเลี่ยงไม่ได้
นี่เป็นอีกครั้ง ที่ “การเมือง” กับ “นโยบายการเมือง”
ส่งผลกระทบต่อ “โครงสร้างของสังคม” ตั้งแต่ระดับล่างสุด จนถึงระดับบนสุด
และก็เป็นอีกครั้ง ที่คนในสังคม ต้องร่วมกันรับชะตากรรมที่ต้องเป็นไป!!!
.......................
บัญชีเงินเดือนขั้นต่ำขั้นสูง ขรก.ครูและบุคลากรทางการศึกษา(อัตราปัจจุบัน)
ขั้นสูง 16,840 29,700 36,020 50,550 59,770 66,480
ขั้นต่ำ 8,700 11,930 15,410 18,910 23,230 28,550
อันดับ ครูผู้ช่วย คศ.1 คศ.2 คศ.3 คศ.4 คศ.5
บัญชีเงินเดือนขั้นต่ำขั้นสูง ขรก.ครูและบุคลากรทางการศึกษา(อัตราปรับใหม่)
ขั้นสูง 29,034 51,206 62,102 87,153 103,049 114,618
ขั้นต่ำ 15,000 20,569 26,568 32,603 40,051 49,223
อันดับ ครูผู้ช่วย คศ.1 คศ.2 คศ.3 คศ.4 คศ.5
บัญชีอัตราเงินวิทยฐานะสำหรับตำแหน่งครูที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
วิทยฐานะ อัตรา (บาท/เดือน)
ครูเชี่ยวชาญพิเศษ 15,600
13,000
ครูเชี่ยวชาญ 9,900
ครูชำนาญการพิเศษ 5,600
ครูชำนาญการ 3,500
จำนวนขรก.ครู จำแนกตามตำแหน่งและวุฒิการศึกษา ปีการศึกษา 2553
ตำแหน่ง ป.เอก ป.โท ป.ตรี ตํ่ากว่าป.ตรี รวมทั้งสิ้น ร้อยละ
ผอ.โรงเรียน 101 17,582 10,636 523 28,842 7.07
รองผอ.โรงเรียน 12 3,387 3,231 236 6,866 1.68
ครูผู้สอน 99 28,943 327,442 15,766 372,250 91.25
รวมทั้งสิ้น 212 49,912 341,309 16,525 407,958 100
ร้อยละ 0.05 12.23 83.66 4.05 100
........................
(หมายเหตุ : ที่มา : 'วิทยาจารย์'



