ข่าว

อาเซียนในบริบทแห่ง'หมู่เกาะสแปรตลีย์'

อาเซียนในบริบทแห่ง'หมู่เกาะสแปรตลีย์'

14 ส.ค. 2554

ทรัพยากรธรรมชาติ วัตถุดิบสร้างรากฐาน เป้าหมายเพื่อพัฒนาประเทศให้เจริญเติบโต

           การเดินทางของสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่มีจุดหมายในการเป็นประชาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในปี 2558 ต้องเผชิญอุปสรรคนานัปการ รวมทั้งกรณีพิพาทเหนือดินแดนหมู่เกาะสแปรตลีย์ ที่เป็นปัญหาสำคัญระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน 4 ประเทศ (ฟิลิปปินส์ เวียดนาม มาเลเซีย และ บรูไน) กับจีน ผู้นำทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย และไต้หวัน ที่เป็นดาบสองคม ซึ่งอาจทำให้อาเซียนแข็งแกร่งขึ้นอย่างมาก หรือจะทำให้เกิดรอยร้าวในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนและพี่เอื้อยแห่งเอเชียก็เป็นได้

           ผลที่จะปรากฏนั้นขึ้นอยู่กับว่าพลเมืองของอาเซียนจะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเช่นใด
 พลเมืองอาเซียนในที่นี้คือ ประชาชนในประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ลาว กัมพูชา และไทย ที่มีส่วนรับผิดชอบในการผลักดันการดำเนินการของรัฐบาลของแต่ละประเทศในฐานะสมาชิกอาเซียน ในการแก้ปัญหากรณีพิพาทเหนือดินแดนหมู่เกาะสแปรตลีย์ ที่อาจจะเป็นมาตรฐานในการแก้ปัญหากรณีพิพาทเหนือดินแดนระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนได้อีกทางหนึ่ง

           แต่ในเวลานี้ดูเหมือนว่าสมาชิกอาเซียนที่ปัจจัยหลักในสมการกรณีพิพาท ได้แก่ ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหา “โดย” อาเซียนแต่อย่างใด และหันไปพึ่งพาสหรัฐอเมริกา พันธมิตรเก่าแก่ของฟิลิปปินส์ และศัตรูเก่าของเวียดนาม ในการไขปัญหากรณีพิพาทหมู่เกาะสแปรตลีย์

           ในช่วงเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ได้ส่งรัฐมนตรีต่างประเทศไปพบนางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐอเมริกา รวมทั้งผู้นำของกองทัพ และตัวแทนของสภาคองเกรส เพื่อส่งเทียบเชิญสหรัฐอเมริกาเข้ามา “มีส่วนร่วม” ในการแก้ไขปัญหา

           การส่งเทียบเชิญไปยังสหรัฐอเมริกาโดยประเทศสมาชิกอาเซียนอาจทำให้กรณีพิพาทเหนือดินแดนหมู่เกาะสแปรตลีย์ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น กลายเป็นปมปัญหาจากการงัดข้อระหว่างสองยักษ์ใหญ่ด้านกำลังทหาร โดยมีสมรภูมิอยู่ห่างจากชายแดนไทยเพียง 3 ชั่วโมงเศษ เมื่อเดินทางโดยเครื่องบิน

           ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ประเทศทั้งสองตัดสินใจหันหน้าเข้าหาพี่ใหญ่ในอดีตอย่างสหรัฐอเมริกา มากกว่าการหันหน้าเข้าหาอาเซียน นั่นคือ การที่ฟิลิปปินส์ กับเวียดนามมีกำลังทหารน้อยกว่าจีนอย่างเทียบกันไม่ติด

           การที่มีกำลังทหารน้อยกว่า หมายถึงการมีอำนาจต่อรองในกิจการระหว่างประเทศ ซึ่งเกี่ยวข้องกับกรณีพิพาทน้อยลงตามไปด้วย ฟิลิปปินส์ซึ่งมีเรือรบขนาดใหญ่เพียง “1 ลำ” และเป็นเรือรบที่เป็นมรดกตกทอดมาจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำหน้าที่คุ้มครองพื้นทื่เขตแดนทางทะเล และเกาะใหญ่น้อยทั้ง 7,107 เกาะ คงไม่สามารถเทียบกำลังกองเรือรบอย่างน้อย 562 ลำของจีนได้

           ขณะที่เวียดนามก็กำลังสะสมกองกำลังทหารเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ แต่กำลังทางทหารของฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ยังไม่เทียบเท่าได้กับกำลังทางทหารของจีน

           ประเทศทั้งสอง (รวมทั้งบรูไน และมาเลเซีย) ที่มีข้อพิพาทเหนือหมู่เกาะสแปรตลีย์กับจีน ต่างมีข้อกังวลประการสำคัญอีกประการหนึ่งคือ การที่จีนจะมีเรือบรรทุกเครื่องบินลำแรกของประเทศภายในสิ้นปี 2254 นี้ ซึ่งจะทำให้กำลังทางเรือของจีนมีความ “เหนือ” กว่ากำลังของประเทศอื่นๆ ที่มีกรณีพิพาทร่วมกัน

           นอกจากนั้นสหรัฐอเมริกาในฐานะพันธมิตรเก่าแก่ของฟิลิปปินส์ เนื่องจากผู้นำทั้งสองประเทศเคยลงนามในสนธิสัญญาความร่วมมือด้านการกลาโหม เมื่อปี 2494 เพื่อร่วมกันรับมือกับปัญหาการก่อการร้ายที่ใฝ่ลัทธิคอมมิวนิสต์ ทำให้สหรัฐอเมริกาเป็นชื่อแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวใจของผู้นำฟิลิปปินส์ 

           สำหรับการขอความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกาอาจจะทำให้สถานการณ์กรณีพิพาทเหนือหมู่เกาะสแปรตลีย์เลวร้ายลงไป นายวอลเดน เบลโล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอัคบายัน ที่แม้จะเป็นฝ่ายรัฐบาลแต่ก็มีจุดยืนที่แตกต่างจากนายเบนินโญ อาคีโน ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ที่ต้องการให้สหรัฐเข้ามาเกี่ยวข้องกับปัญหาข้อพิพาทเหนือดินแกนหมู่เกาะสแปรตลีย์ แสดงความเห็นว่า หากสหรัฐเข้ามามีส่วนในสมการของหมู่เกาะสแปรตลีย์ อาจจะทำให้เกิด “สงคราม” ในภูมิภาคนี้ ขึ้นมาได้

           เขามองว่า สหรัฐเป็นปัจจัยที่จะ “ยั่วยุ” ให้มังกรจีนพิโรธและอาจจะใช้กำลังทางทหารเข้าแก้ปัญหา แทนการเจรจาทางการทูต ที่เป็นจุดยืนที่จีนยืนยันมาโดยตลอดในการแก้ปัญหาหมู่เกาะสแปรตลีย์ ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดในสายตาของตนเอง คือ การที่อาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ผนึกกำลังเจรจากับจีนเพียงประเทศเดียว

           อย่างไรก็ตาม ปัญหาข้อพิพาทเหนือหมู่เกาะสแปรตลีย์ ไม่ได้มีบริบทในด้านการที่ประเทศต่างๆ พยายามรักษาขอบเขตของดินแดนที่ตนเองมีสิทธิเหนือพื้นที่ตามเงื่อนไขที่ระบุในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ที่ประกาศใช้ในปีค.ศ.1982 ซึ่งระบุเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EZZ) ที่หมายถึงน่านน้ำส่วนที่ต่อออกไปจากทะเลอาณาเขต อันถือว่าเป็นน่านน้ำภายใต้โดยวัดจากเส้นฐานปกติ ถือเอาชายฝั่งขณะน้ำลงต่ำสุดออกไปเป็นระยะทาง 200 ไมล์ทะเลในบริเวณดังกล่าว รัฐชายฝั่งจะมีสิทธิและอำนาจในการแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ การก่อสร้างต่างๆ การใช้ประโยชน์จากพลังงาน การค้นคว้าวิจัย การจัดการเพื่อคุ้มครองรักษาสภาพแวดล้อม

           แต่บริบทที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้กรณีข้อพิพาทเหนือหมู่เกาะสแปรตลีย์คือ ความต้องการพลังงานของแต่ละประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศจีนที่ “กระหาย” พลังงานจากน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ เพื่อตอบสนองความต้องการของเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา

           บริษัทบริติช ปิโตรเลียม (บีพี) แห่งประเทศอังกฤษ ประเมินว่า ในพื้นที่หมู่เกาะสแปรตลีย์มีปริมาณน้ำมันสำรองสูงถึง 1.1% ของปริมาณน้ำมันสำรองในโลก ทั้งยังอุดมไปด้วยก๊าซธรรมชาติ รวมทั้งทรัพยากรทางทะเลที่อุดมสมบูรณ์ ทั้งยังเป็นพื้นที่ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากจีนแผ่นดินใหญ่ เมื่อเทียบกับการเดินทางไปลงทุนสำรวจน้ำมันในหลายประเทศบนทวีปแอฟริกา เพื่อการรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานให้แก่เศรษฐกิจของจีนที่ต้องการพลังงานน้ำมันวันละ 6 ล้านบาร์เรล และจะเพิ่มขึ้นเป็น 15 ล้านบาร์เรลต่อวันในปีค.ศ.2025

           โดยจีน ฟิลิปปินส์ และเวียดนามได้ร่วมลงนามในสัญญาร่วมสำรวจพื้นทะเล (JMSU) เพื่อร่วมทำการสำรวจแหล่งทรัพยากรในพื้นที่หมู่เกาะสแปรตลีย์ และมีการระบุในสัญญาว่า จีนซึ่งเป็นผู้ลงทุนสำรวจหลักจะเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับผลการสำรวจต่อเวียดนาม และฟิลิปปินส์ แต่จนแล้วจนรอดจีนก็ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลผลสำรวจต่อสองประเทศที่ร่วมอ้างสิทธิเหนือดินแดนหมู่เกาะสแปรตลีย์

อ่านต่อตอนที่สอง