ค่าจ้างมาตรฐานวัดคุณภาพฝีมือจริงหรือ?
ค่าตอบแทน?? ที่เป็นธรรม มาตรฐานฝีมือหรือ300บาท ค่าจ้างมาตรฐานวัดคุณภาพฝีมือจริงหรือ?
ตอนนี้กระทรวงแรงงานประกาศ “ค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน” ใน 11 สาขาอาชีพรอบแรก มีผลวันที่ 28 กรกฎาคม หมายความว่า คนที่ไปทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานจะได้รับใบรับรองว่าความสามารถของตนอยู่ในระดับไหน พร้อมกับมีการกำหนดอัตราค่าจ้างตามระดับฝีมือว่าจะอยู่ขั้นเทพ หรือแค่ผ่านมาตรฐาน จากนั้นนำไปยื่นต่อนายจ้าง เพื่อดำเนินการปรับอัตราค่าจ้างให้ตามระดับฝีมือ และตามที่กำหนดไว้ว่าอยู่ระดับไหนใน 11 สาขา
ไม่ว่าจะเป็น สาขาช่างไฟฟ้าภายในอาคาร, สาขาช่างไฟฟ้าอุตสาหกรรม, สาขาช่างเครื่องปรับอากาศในบ้านและการพาณิชย์ขนาดเล็ก, สาขาช่างซ่อมไมโครคอมพิวเตอร์ ได้กำหนดอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือในระดับที่หนึ่ง 300 บาท ระดับที่สอง 400 บาท และระดับที่สาม 500 บาท, สาขาช่างอิเล็กทรอนิกส์ (โทรทัศน์) กำหนดให้ระดับที่หนึ่งได้รับอัตราค่าจ้าง 300 บาท และระดับสอง 400 บาท โดยไม่มีระดับที่สาม, สาขาช่างซ่อมรถยนต์ ระดับที่หนึ่งได้รับอัตรา 275 บาท ระดับสอง 360 บาท และระดับสาม 445 บาท
สาขาช่างเคาะตัวถังรถยนต์ ระดับที่หนึ่งมีอัตราค่าจ้าง 335 บาท ระดับสอง 420 บาท และระดับสาม 505 บาท, สาขาช่างสีรถยนต์ ระดับที่หนึ่งได้ค่าจ้าง 315 บาท ระดับสอง 380 บาท และระดับสาม 445 บาท, สาขาผู้ประกอบการอาหารไทย ระดับที่หนึ่งได้ค่าจ้าง 280 บาท ระดับสอง 360 บาท ไม่มีระดับที่สาม, สาขาพนักงานนวดไทย ระดับที่หนึ่งได้ค่าจ้าง 310 บาท ระดับสอง 410 บาท และระดับสาม 510 บาท, สาขานักส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวม สปาตะวันตก (หัตถบำบัด) ระดับที่หนึ่งได้ค่าจ้าง 350 บาท ระดับสอง 460 บาท ไม่มีระดับที่สาม
กระทรวงแรงงานมีแนวคิดในการผลักดันค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือมาตั้งแต่ปี 2548 และเริ่มนำร่องให้สถานประกอบกิจการได้ใช้โดยความสมัครใจใน 30 สาขาอาชีพ 11 กลุ่มอุตสาหกรรม มาตั้งแต่ปี 2549 และกำลังจะมีอีก 11 สาขาตามมา รวมเป็น 22 สาขา โดย 11 สาขาล่าสุดนี้ จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 6 ตุลาคม 2554 นี้ คือ สาขาช่างเขียนแบบเครื่องกลด้วยคอมพิวเตอร์ สาขาช่างเชื่อมแม็ก สาขาช่างเชื่อมทิก สาขาช่างไม้ก่อสร้าง สาขาช่างก่ออิฐ สาขาช่างฉาบปูน สาขาช่างอะลูมิเนียมก่อสร้าง สาขาช่างเย็บ สาขาช่างเครื่องประดับ (ประดับอัญมณี) สาขาช่างเครื่องเรือนไม้ สาขาช่างบุครุภัณฑ์
"สมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์" ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ หรือ มรช. เมื่อมีผลบังคับใช้แล้ว หากนายจ้างไม่ปฏิบัติตามมีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท และในอนาคตตั้งเป้าผลักดันค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงานให้ได้ครอบคลุมทั้ง 120 สาขาอาชีพ โดยผู้ที่ประสงค์จะเข้าสู่ระบบค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือสามารถเข้ารับการทดสอบเพื่อวัดระดับฝีมือได้กับศูนย์ หรือสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานในทุกจังหวัดทั่วประเทศ ขณะนี้มีผู้ผ่านการทดสอบแล้วกว่า 9.4 หมื่นคน และคาดว่าเมื่อประกาศบังคับใช้แล้วจะมีผู้เข้ารับการทดสอบในช่วงปี 2554 นี้ อีกไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นคน
"กึกก้อง เอี่ยมไตรรัตน์" อายุ 31 ปี ลูกจ้างร้านซ่อมเลื่อยยนต์ในสถานประกอบกิจการแห่งหนึ่ง กล่าวว่า เห็นด้วยกับการจ่ายค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน และอยากให้ขยายสาขาให้ครอบคลุมไปทุกสาขาอาชีพ เพื่อที่จะได้มีโอกาสเท่าเทียมกัน เพราะเท่าที่ดูตอนนี้ยังไม่มีสาขาที่เขาทำงานอยู่ และหากเปิดในสาขาที่ทำงานก็จะเข้าไปทดสอบฝีมืออย่างแน่นอน อย่างน้อยก็มีใบรับรอง ซึ่งสามารถนำไปสมัครงานได้ และยังมีโอกาสขึ้นค่าจ้างตามฝีมืออีกด้วย
ขณะที่ น.ส.สมพร อิษฎ์สกุลวงศ์ เจ้าของกิจการเอสเอ็มอีแห่งหนึ่ง กล่าวว่า ปกติจ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้างในอัตราที่สูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำอยู่แล้ว เพราะอยากให้ลูกจ้างได้รับสวัสดิการที่ดี และเป็นการจูงใจให้อยู่ด้วยกันนานๆ
“คิดว่าหากมีระบบนี้ขึ้นมาบังคับใช้ อาจส่งผลให้กิจการขนาดเอสเอ็มอีมีการเลิกจ้างพนักงานบ้าง และจะทำให้สถานประกอบกิจการเลือกจ้างแต่แรงงานจบใหม่ แล้วฝึกขึ้นมา เพื่อหนีการจ่ายค่าจ้างแพง นอกจากบางแห่งที่ต้องการลูกจ้างที่มีฝีมือจริงๆ ก็ต้องยอมจ่าย แต่เราก็พร้อมจะปฏิบัติตามกฎหมายอย่างแน่นอน” น.ส.สมพร กล่าว
จากนี้ไปคงต้องรอดูกันว่า ค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท นโยบายของรัฐบาลชุดใหม่จะเดินหน้าไปอย่างไร และเอกชนจะปฏิบัติตาม มรช.หรือไม่ อีกไม่นานเกินรอคงได้รู้กัน



