
อ.วังชิ้น-สุโขทัย จ่อท่วมอีก
อ.วังชิ้น-สุโขทัย จ่อท่วมอีกหลังอ่างแม่สองปล่อยน้ำเพิ่ม น้ำเอ่อท่วมเส้นทางแพร่-ลอง ด้าน นอภ.วังชิ้น แจ้งเตือน ปชช.เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน พร้อมเตรียมเรือท้องเบนช่วยปชช.
13 ส.ค.54 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานีอุทกวิทยาน้ำโค้ง ต.ป่าแมต อ.เมือง จ.แพร่ วัดระดับน้ำแม่น้ำยมได้ที่ 9.87 ม. ซึ่งเป็นระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นน้ำได้ทะลักเอ่อเข้าท่วมชุมชนบริเวณใกล้แม่น้ำยมเป็นพื้นที่กว้างมากขึ้น ขณะที่ ถนนสายแพร่-ลอง บริเวณหน้า สวท.แพร่ มีน้ำท่วมสูงและไม่มีความปลอดภัยต่อผู้สัญจรไปมา โดยสถานีอุทกวิทยาน้ำโค้ง ได้แจ้งให้มีการปิดถนนเส้นดังกล่าวแต่ยังไม่มีการดำเนินการแต่อย่างใด จนทำให้มีรถยนต์ขับขี่ตกลงไปข้างถนนเนื่องจากผู้ขับขี่ไม่เห็นถนนเนื่องจากมีน้ำท่วมตลอดทั้งสาย
ด้านเจ้าหน้าที่ติดตามระดับน้ำแม่น้ำยม เปิดเผยว่า น้ำแม่ยมจะทรงตัวอย่างนี้ไปจนถึงรุ่งเช้าเนื่องจาก เมื่อวันที่ 12 ส.ค.ที่ผ่านมา อ่างเก็บน้ำแม่สอง น้ำล้นสปริงเวย์ จึงได้มีการปล่อยน้ำลงสู่ลำน้ำแม่ยม ทำให้แม่น้ำยมมีระดับน้ำที่สูงอย่างรวดเร็ว
ขณะที่ นายสหวิช อภิชัยวิศรุตกุล นายอำเภอวังชิ้น กล่าวว่า อำเภอวังชิ้นคาดว่าน้ำจากอำเภอเมืองแพร่ จะเดินทางมาถึงอำเภอวังชิ้นในเวลา 04.00 น. ซึ่งทางอำเภอได้แจ้งให้ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน แจ้งให้ประชาชนได้เตรียมระมัดระวังน้ำแม่ยมเอ่อท่วมฉับพลัน โดยทางอำเภอ ได้เตรียมเรือท้องแบนไว้ช่วยเหลือชาวบ้านตลอด 24 ชั่วโมง
ชาวนาเถินเดือนร้อน การช่วยเหลือล่าช้า
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากพายุ “นกเตน” เมื่อวันที่ 2 ส.ค. ที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้เวลาผ่านล่วงเลยมากว่าสัปดาห์แล้ว มีพื้นที่นาข้าวได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมใน อ.เถิน แล้ว 3 ตำบล ได้แก่ ต.เถินบุรี, แม่ถอด และ ต.แม่วะ ทำให้ต้นข้าวเน่า เหี่ยว ยืนต้นตายแล้วไม่ต่ำกว่า 800 ไร่
แม้ว่าทางจังหวัดได้ประกาศเขตพื้นที่ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ หรืออุทกภัยครอบคลุมพื้นที่จังหวัดครบทั้งหมด 13 อำเภอแล้ว แต่การช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่รับผิดชอบซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการสำรวจความเสียหายเพื่อประเมินรับการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าว ซึ่งยังมีความล่าช้าเกิดขึ้น
เนื่องจากคณะกรรมการตรวจส่วนหนึ่งมาจากตัวแทนนักการเมืองท้องถิ่น สท. และ ส.อบต.ในพื้นที่ อาจทำให้มีการเลือกปฏิบัติห่วงแต่เครือญาติและพวกพ้อง จนถึงขณะนี้ เกษตรกรยังไม่ได้รับการช่วยเหลือเกิดขึ้น ซึ่งจะส่งผลทำให้การปลูกข้าวนาปีต้องเลื่อนเวลาออกไปไม่มีกำหนด เกษตรกรต้องปลูกข้าวนาปีช้ากว่ากำหนดจากเดิมที่ต้องเก็บเกี่ยวในช่วงเดือน พ.ย. เลื่อนไปเป็นเก็บเกี่ยวในช่วงเดือน ก.พ.-มี.ค. ต้นปีหน้า เกษตรกรบางรายต้องเป็นหนี้จากการกู้ยืมเงินนอกระบบเพื่อนำมาใช้เป็นทุนในการเพาะปลูกข้าว เพื่อหวังเก็บเกี่ยวผลผลิตส่วนหนึ่งแบ่งขายให้กับนายทุนเพื่อใช้หนี้ แต่ก็มาถูกน้ำท่วมเสียหาย รอคอยความหวังความช่วยเหลือจากทางภาครัฐ
ชาวแม่ตื่นผวาน้ำท่วมแห่ซื้อสินค้ากักตุน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราษฎรบ้านแม่ตื่น จาก 8 หมู่บ้าน ตำบลแม่ตื่น อำเภอแม่ระมาด จ.ตาก จำนวนนับ 100 คน ต่างใช้รถยนต์กระบะ และจักรยานยนต์ ข้ามสะพานไปซื้อเครื่องอุปโภค - บริโภคจำนวนมาก เพื่อนำไปกักตุน และใช้บริโภค หลังจากถูกตัดขาดจากโลกภายนอก เมื่อสะพานข้ามแม่น้ำแม่ตื่นถูกน้ำเซาะขาดในช่วงน้ำท่วมที่ผ่านมา
ล่าสุด เจ้าหน้าที่ศูนย์สร้างและบูรณะสะพานที่1 (พิจิตร) สำนักก่อสร้างสะพาน กรมทางหลวง ได้ทำการก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยสามารถให้ประชาชนรวมทั้งรถยนต์กระบะขนาดเล็กสามารถใช้สัญจรข้ามลำห้วยแม่ตื่นได้ตามปกติแล้ว แต่ชาวบ้านแม่ตื่นยังคงหวาดผวากับสภาพดินฟ้าอากาศที่อาจจะมีพายุ และฝนตกลงมาอีก จึงรีบข้ามฝั่งมาซื้อข้าวของไปไว้
เตือนเขต ทน.พิษณุโลก รับน้ำทะลักเข้าเมือง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปริมาณน้ำในแม่น้ำน่าน บริเวณสวนชมน่านเฉลิมพระเกียรติ ภายในเขตเทศบาลนครพิษณุโลก ยังมีปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมี ความสูงอยู่ที่ 9.60-9.70 เมตร มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้ขณะนี้ เหลือเพียง 30 ซม.ก็จะล้นเข้าสู่ท่อระบายน้ำที่ทางเทศบาลนคร ได้ทำการอุดไว้
นางเปรมฤดี ชามพูนท นายกเทศมนตรีนครพิษณุโลก ได้ฝากเตือนประชาชนในเขตเทศบาลนคร ที่อยู่ริมแม่น้ำน่าน และตลิ่งที่มีความต่ำ ในวันนี้ ให้เตรียมรับมือไว้ด้วย และเทศบาลได้เตรียมกระสอบทรายรับมือในจุดที่ต่ำไว้แล้วหลายจุด ขอให้ติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่อง
แม่น้ำน่านเริ่มล้นตลิ่งเอ่อท่วมหลายพื้นที่
13 ส.ค.54 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปริมาณน้ำในแม่น้ำน่านที่ไหลจากจังหวัดอุตรดิตถ์ได้เพิ่มระดับขึ้นอย่างรวดเร็ว ล่าสุด ไหลผ่าน อ.พรหมพิราม และ อ.เมือง จ.พิษณุโลก โดยในเขตเทศบาลนครพิษณุโลกได้เตรียมกระสอบทรายและเครื่องสูงน้ำไว้รองรับ ขณะที่ พื้นที่ด้านทิศเหนือของ อ.เมืองพิษณุโลก เป็นที่ต่ำ ความสูงของแม่น้ำน่านได้เริ่มไหลเข้าท่วมพื้นบ้านเรือนประชาชนที่อาศัยอยู่ริมตลิ่งแม่น้ำน่านแล้ว ในเขต ต.หัวรอ ต.ปากโทก อ.เมืองพิษณุโลก รถกระจายเสียงของอบต.หัวรอและอบต.ปากโทกได้วิ่งกระจายเสียงแจ้งเตือนให้ประชาชนเก็บของขึ้นสู่ที่สูงโดยเร็ว เนื่องจากกำลังมีปริมาณน้ำจากเขื่อนนเรศวรที่จะระบายลงมาอีกมาก
ส่วนที่ ม.4 ต.ปากโทก อ.เมืองพิษณุโลก นายดิเรก ขำแจ่ม ได้รับผลกระทบจากแม่น้ำน่านที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว น้ำได้ไหลท่วมพชผลทางการเกษตรเสียหายและไหลเข้าท่วมตัวบ้าน ต้องเร่งยกสิ่งของขึ้นสู่ที่สูง เพราะคาดการณ์ว่าน้ำจะเพิ่มระดับอีก 50 เซนติเมตร ส่วนที่บ้านบางพะยอม ต.หัวรอ อ.เมืองพิษณุโลก ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมตลิ่งแม่น้ำน่านได้นำกระสอบทรายมากั้นไม่ให้น้ำเข้าบ้าน และนำกระสอบทรายหนุนสิ่งของให้พ้นน้ำ
ด้านร้านหว่อง ริมน่าน ร้านอาหารชื่อดังของเมืองพิษณุโลก พนักงานได้เตรียมขนกระสอบทรายไว้กั้นน้ำแล้ว คาดว่า คงไม่พ้นถูกน้ำท่วมแน่นอน ส่วนที่บ้านไผ่ค่อม ม.1 ต.ปากโทก อ.เมืองพิษณุโลก ที่อยู่ริมแม่น้ำแควน้อย ก่อนจะไหลมาบรรจบแม่น้ำน่าน ชาวบ้านได้ช่วยกันกรอกทำแนวกระทรายกั้นไม่ให้น้ำไหลเข้ามา ระดับน้ำแม่น้ำแควน้อยเพิ่มสูงขึ้นมาก เนื่องจากไม่สามารถระบายลงแม่น้ำน่านได้
นายบรรดิษฐ์ อินต๊ะ ผอ.โครงการชลประทานจังหวัดพิษณุโลก เปิดเผยว่า ยังมีน้ำก้อนใหญ่อีกหนึ่งก้อนกำลังไหลจาก จ.อุตรดิตถ์ เข้าสู่ จ.พิษณุโลก คาดว่าเวลาประมาณ 09.00 น.วันที่ 14 ส.ค.แม่น้ำน่านจะมีระดับสูงสุดที่ 9.8 เมตร มีน้ำไหลผ่าน 1,250 ลบ.ม.ต่อวินาที ปริมาณขนาดนี้ที่ต่ำเขตต.หัวรอ ต.ปากโทก ต.จอมทอง ได้รับผลกระทบแน่นอน ส่วนเขตเทศบาลยังไม่ถึงจุดวิกฤติที่ 10 เมตร ขณะนี้ได้ชะลอการระบายน้ำจากเขื่อนสิริกิติ์และเขื่อนแควน้อย และเร่งระบายน้ำลงคลองชลประทานโดยเขื่อนนเรศวรอ.พรหมพิราม
ขณะที่ นายปรีชา เรืองจันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก ได้เดินตรวจสถานการณ์แม่น้ำน่านบริเวณจุดต่างๆ ที่ไหลผ่านเขตเทศบาลนครพิษณุโลก ที่ระดับน้ำแม่น้ำน่านในวันนี้นี้อยู่ที่ระดับน้ำอยู่ที่ 9.48 เมตร ยังสามารถรับได้อีก 50 ซม. ถึงจะจุดวิกฤติ แต่ก็ยังไม่เข้าท่วมตัวเขตเทศบาลนครพิษณุโลก เนื่องจากทางจังหวัดพิษณุโลก ได้มีการจัดการน้ำที่คาดว่าจะสามารถรับมือได้ อีกทั้งทางเทศบาลนครพิษณุโลก ได้จัดเจ้าหน้าที่และเครื่องสูบน้ำไว้กว่า 20 เครื่อง โดยที่ขณะนี้ได้เปิดใช้งานแล้ว 4 เครื่อง เนื่องจากน้ำได้เอ่อท่อระบายน้ำ ไม่สามารถระบายได้ จึงต้องเริ่มสูบน้ำออกมาทางแม่น้ำน่านดังกล่าว
ตั้งศูนย์ช่วยเหลือน้ำท่วมตามบัญชานายกฯ
13 ส.ค.54 นายกิตติศักดิ์ หัตถสงเคราะห์ รมช.คมนาคม เดินทางเป็นประธานเปิด “ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” โดยมี นายคมสัน เอกชัย ผวจ.อุดรธานี นายวินัย บัวประดิษฐ์ ผวจ.หนองบัวลำภู นายวันชัย ภาคลักษณ์ รองอธิบดีกรมทางหลวง นายชาติชาย ทิพย์สุนาวี รองอธิบดีกรมทางหลวงชนบท นำข้าราชการที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับ ขณะที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ( ส.ส.) อุดรธานี หนองบัวลำภู และสกลนคร พรรคเพื่อไทย เดินทางมาร่วมงาน และร่วมประชุมสรุปสถานการณ์อุทกภัยด้วย
นายกิตติศักดิ์ รมช.คมนาคม รับรายงานสถานการณ์ผลกระทบจาก พายุโซนร้อน “นกเตน” ว่า ทำให้มีปริมาณน้ำฝนสูงกว่าปกติมาก ทำให้เกิดน้ำท่วมในเขตเทศบาลนครอุดรธานี สูง 50 ซม. เทศบาลเมืองหนองสำโรง เทศบาลตำบลหนองบัว สูง 30 ซม. สามารถระบายน้ำออกภายใน 12 ชั่วโมง , ม.1 ม.2 ต.โนนทอง อ.นายูง น้ำท่วมสูง 1.20 ม.เป็นเวลา 3 วัน , ม.3 ม. 6 ต.บ้านก้อง อ.นายูง น้ำท่วมสูง 1 ม. เป็นเวลา 1 วัน , ม.3 ม. 8 ต.หนองแวง อ.น้ำโสม น้ำท่วม 50 ซม. เป็นเวลา 2 วัน , เทศบาลตำบลบ้านผือ อ.บ้านผือ น้ำท่วมสูง 30 ซม. เป็นเวลา 1 วัน และ ม.3ม.16 ต.จอมศรี อ.เพ็ญ น้ำท่วม 25 ซม.เป็นเวลา 1 วัน
ทั้งนี้ เกิดเหตุดินสไลด์ทับผิวการจราจร 3 แห่ง คือ ถนนบ้านคีรีวงกต ม.4 ต.นาแค อ.นายูง ไม่มีผู้ได้รับอันตราย , เทือกเขาติดกับลำห้วยคะนาน บ.นาเมืองไทย ม.7 ต.น้ำโสม อ.น้ำโสม เขตติดต่อบ้านโคกนก อ.สุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู ต้นยางราษฎรโค่นล้มเสียหาย 50 ต้น และบริเวณภูซาง บ้านนาเมืองไทย ไม่มีทรัพย์สินเสียหาย ขณะที่มีผู้เสียชีวิต 1 ราย จังหวัดอุดรธานีได้ประกาศเป็นพื้นที่ ประสบภัยพิบัติฉุกเฉินวันที่ 1-4 สิงหาคม ทั้งหมด 20 อำเภอ155 ตำบล 1,579 หมู่บ้าน ราษฎรได้รับความเสียหาย 518,399คน 107,383 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตรเสียหาย 116,290 ไร่ บ่อปลา 2,775 ไร่ สัตว์ปีก 4,282 ตัว ถนน 1,123 สาย สะพาน 4แห่ง , ฝาย 3 แห่ง ท่อระบายน้ำ 32 แห่ง
นายกิตติศักดิ์ กล่าวว่า การเดินทางมาในครั้งนี้ไม่ได้มามอบนโยบาย แต่เดินทางมาตามคำสั่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่มอบหมายให้รัฐมนตรีทุกคน ลงประสานงานให้ความช่วยเหลือ ราษฎรที่ประสบอุทกภัยทั่วประเทศ เหตุที่เลือกแขวงการทาง จ.อุดรธานี เป็นศูนย์เพราะมีความเหมาะสม มีวัสดุอุปกรณ์พร้อม สถานที่กว้างขวาง การคมนาคมสะดวก ใกล้สนามบินนานาชาติอุดรธานี จะสามารถประสานงานได้เป็นอย่างดี เพื่อประโยชน์ประชาชนที่เดือดร้อนอยู่ เป็นการกระตุ้นให้ทุกหน่วยงานเร่งทำงาน และด้วยความห่วงใยของ”คนทางไกล” อยากจะให้ทุกฝ่ายร่วมกันสมานฉันท์ เร่งช่วยเหลือชาวบ้านเร็วที่สุด
นายกิตติศักดิ์ กล่าวต่อว่า การเปิดศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยฯ ที่นี่เป็นแห่งแรกในประเทศ ซึ่งเราจะดำเนินการเปิดศูนย์ฯ เพื่อรับเรื่องร้องทุกข์ ความเดือดร้อนของประชาชน ตลอด 24 ชั่วโมง ตามบัญชาของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในเรื่องความเดือดร้อนต่าง ๆ ที่เกิดจากอุทกภัย โดยจะสามารถเข้าไปช่วยเหลือประชาชนได้ทันที โดยเฉพาะเรื่องของถนน สะพานที่เสียหาย และสิ่งที่กระทรวงคมนาคมดูแล พร้อมเตรียมรถ-เรือ ที่จะเข้าไปอพยพผู้ที่เดือดร้อน ออกจากพื้นที่ประสบภัยได้ทันที
“ส่วนการจะจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยในจังหวัดอื่นนั้น คงต้องรอให้นายกรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อสภาฯ ก่อน จึงจะดำเนินการเปิดศูนย์ฯ เพิ่มขึ้น โดยศูนย์ฯที่ จ.อุดรธานี นี้จะตั้งขึ้นมาเป็นตัวอย่าง เพราะต้องรองบประมาณที่จะนำมาใช้ได้หลังแถลงนโยบาย เมื่อนายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อสภาแล้ว ผมคิดว่าอยากจะเปิดศูนย์ฯให้ได้ทั่วประเทศ เพราะการตั้งศูนย์ฯ ขึ้นมา เมื่อได้รับเรื่องร้องเหตุเข้ามา จะมีเจ้าหน้าที่ประจำ 24 ชั่วโมง จะสามารถออกไปดำเนินการช่วยเหลือได้ทันที ไม่ต้องรอคำสั่งจากใคร เพราะเป็นบัญชาของนายกรัฐมนตรี ที่เป็นห่วงในความเดือดร้อนของประชาชน และต้องการให้เข้าไปช่วยเหลือโดยเร็วที่สุด ซึ่งเราดำเนินการเช่นนี้เป็นรัฐบาลแรก”นายกิตติศักดิ์ กล่าว
เหล่ากาชาดลำพูนซับน้ำตาปชช.
นางเสาวลักษณ์ อภิวาท นายกเหล่ากาชาดจังหวัดลำพูน กล่าวว่า เหล่ากาชาดจังหวัดลำพูนมอบถุงยังชีพช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยตำบลเวียงยอง ณ หอประชุม ทต.เวียงยอง อ.เมือง จ.ลำพูน จำนวน 100 ถุง ประกอบด้วย ผู้ประสบอุทกภัยหมู่ที่ 1 จำนวน 10 ราย หมู่ที่ 2 จำนวน 10 ราย หมู่ที่ 3 จำนวน 20 ราย หมู่ที่ 6 จำนวน 30 ราย หมู่ที่ 7 จำนวน 20 ราย และหมู่ที่ 8 จำนวน 10 ราย จากเหตุการณ์อิทธิพลพายุโซนร้อนนกเตน เมื่อวันที่ 30 ก.ค. ถึง 4 ส.ค.ทำให้น้ำในแม่น้ำแม่กวงล้นตลิ่ง ราษฎรตำบลเวียงยองประสบอุทกภัย จำนวน 1,340 ราย 1,300 ครัวเรือน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เบื้องต้นทาง ทต.เวียงยอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ให้การช่วยเหลือไปแล้ว และในวันนี้เหล่ากาชาดจังหวัดลำพูนได้ดำเนินการมอบถุงยังชีพช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยเพิ่มเติม
ขณะที่ สถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดลำพูนเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว กล่าวคือ น้ำแม่กวงที่สถานี P.81 ระดับน้ำอยู่ที่ 4.58 เมตร ปริมาณน้ำ 63 ลูกบาศก์เมตร/วินาที และสถานี P.5 ระดับน้ำอยู่ที่ 3.85 เมตร ปริมาณน้ำ 78 ลูกบากศก์เมตร/วินาที ความจุน้ำแม่กวง 263 ล้านลูกบากศก์เมตร และ น้ำในอ่าง 192 ล้านลูกบากศก์เมตร



