ข่าว

ความเชื่อมั่นผู้บริโภคสูงสุดรอบ5ปี

ความเชื่อมั่นผู้บริโภคสูงสุดรอบ5ปี

12 ส.ค. 2554

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนกรกฎาคม ขยับขึ้นเป็นเดือนที่ 3 สูงสุดในรอบ 5 ปี ประชาชนหวังรัฐบาลใหม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ดีขึ้น ผู้บริโภคยังกังวลปัญหาค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่ยังสูง

           นายวชิร คูณทวีเทพ อาจารย์ประจำศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนกรกฎาคม 2554 จากกลุ่มตัวอย่าง 2,247 คนทั่วประเทศ ว่า ดัชนีทุกรายงานปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 โดยมีปัจจัยบวก ได้แก่ การเลือกตั้งในวันที่ 3 กรกฎาคม ที่ผ่านมา เมื่อได้รัฐบาลใหม่มาบริหารประเทศ ส่งผลต่อจิตวิทยาในเชิงบวกต่อความคาดหวัง ในแนวนโยบายในการบริหารประเทศ

            "ดัชนีความเชื่อมั่นปรับตัวขึ้นสูงสุดทุกรายการในรอบ 5 ปี หลังประชาชนตอบรับการเลือกตั้งและมีความคาดหวังว่ารัฐบาลใหม่จะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ผู้บริโภคก็ยังคงมีความกังวลต่อปัญหาค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก" นายธนวรรธน์ กล่าว

            ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจในเดือนกรกฎาคมเท่ากับ 74.4 สูงขึ้นจากระดับ 72.3 ในเดือนมิถุนายน 2554 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางาน เท่ากับ 74.9 สูงขึ้นจาก 72.9 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้อนาคต เท่ากับ 102.8 สูงขึ้นจาก 99.8

            นายวชิรกล่าวต่อว่า ศูนย์พยากรณ์ฯ มั่นใจว่า หากไม่มีสถานการณ์ความวุ่นวายเกิดขึ้นอีกในประเทศ การจับจ่ายใช้สอยและการลงทุนจะฟื้นตัวในไตรมาส 4 ของปี แต่ปัญหาเศรษฐกิจโลกจากสหรัฐและยุโรปอาจทำให้ปริมาณนักท่องเที่ยวและลงทุนลดลง และส่งผลต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ขยายตัวได้ในระดับใกล้เคียง 4%

            ด้าน นายพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า รัฐบาลชุดนี้มีจุดแข็งที่มีพรรคร่วมรัฐบาลน้อย และพรรคหลักได้ ส.ส.จำนวนมาก ทำให้การประสานงานในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจน่าจะเป็นไปได้ด้วยดี โดยเฉพาะรัฐมนตรีเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ถือว่าเป็นคนมีความสามารถ

            ปัญหาที่หอการค้าไทยต้องการให้รัฐบาลเร่งดำเนินการ ได้แก่ ปัญหาคอรัปชั่น ลดความเหลื่อมล้ำ เน้นดูแลการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยในตลาดโลก โดยระยะสั้น รัฐบาลต้องเตรียมพร้อมและหามาตรการรับมือการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจโลก และการไหลเข้าออกอย่างรวดเร็วของเงินทุนต่างประเทศให้ค่าเงินบาทให้ปรับตัวอย่างมีเสถียรภาพ รวมทั้งส่งเสริมการส่งออกและการท่องเที่ยว ให้สามารถปรับตัวได้ในระยะสั้น ซึ่งต้องมีการประสานงานและฟังความเห็นจากภาคเอกชนด้วย ผ่านเวทีคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ (กรอ.)

            นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล ประธานคณะกรรมการ AEC PROMPT สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เหลือเวลาอีก 3 ปี ที่ไทยต้องเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จึงขอให้รัฐบาลใหม่ให้ความสำคัญกับเออีซีในการเตรียมความพร้อมให้แก่ผู้ประกอบการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น