ข่าว

ธปท.ชี้ขึ้นค่าแรงธุรกิจรับมือไหว

ธปท.ชี้ขึ้นค่าแรงธุรกิจรับมือไหว

12 ส.ค. 2554

ธปท.มองขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท ไม่กระทบผู้ประกอบการมากนัก ห่วงเรื่องขาดแคลนแรงงานมากกว่า เผยสำรวจเมืองโคราชค่าแรงขั้นต่ำเกิน 300 บาทอยู่แล้ว ด้านนักวิชาการจี้รัฐต้องเร่งปรับค่าแรงโดยเร็ว

          นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.ได้สำรวจความเห็นของผู้ประกอบการถึงการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท ซึ่งพบว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่เป็นห่วงในเรื่องนี้มากนัก โดยเชื่อว่าจะสามารถปรับตัวได้ แต่ประเด็นที่ผู้ประกอบการมีความกังวลมากกว่า คือ ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในขณะนี้

           ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่เพื่อสำรวจเศรษฐกิจรายจุลภาคใน จ.นครราชสีมา เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีการจ่ายค่าแรงขั้นต่ำที่เกิน 300 บาทต่อวันอยู่แล้ว ขณะเดียวกันผู้ประกอบการเริ่มนำเครื่องจักรมาช่วยในการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกันมากขึ้น จึงเชื่อว่าการปรับตัวของผู้ประกอบการน่าจะทำได้ดี

           "แรงกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนั้น เท่าที่สำรวจดูพบว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังสามารถส่งผ่านต้นทุนเหล่านี้ไปยังราคาขายได้ดีอยู่ ดังนั้น แรงกดดันส่วนนี้จึงไม่น่าจะมากนัก ส่วนแรงกดดันต่อเงินเฟ้อก็คงต้องติดตามว่าผู้ประกอบการจะมีการส่งผ่านต้นทุนเหล่านี้ไปยังราคาสินค้าอย่างไร หรือมากน้อยแค่ไหน โดยเบื้องต้น ธปท.ได้ศึกษาผลจากค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวันที่กระทบต่อเงินเฟ้อไว้แล้ว เพียงแต่อยากรอรัฐบาลแถลงแผนงานก่อนว่า จะเริ่มเมื่อไร หรือมีผลทั่วประเทศหรือไม่" นายเมธี กล่าว

           นายแล ดิลกวิทยรัตน์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า นโยบายด้านแรงงานที่ควรเริ่มดำเนินการทันทีตามสัญญาที่ไว้หาเสียงไว้ คือ เรื่องการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 ต่อวันทั่วประเทศและการปรับเงินเดือนปริญญาตรีเป็น 1.5 หมื่นบาท โดยเฉพาะค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวันทั่วประเทศนั้นแรงงานทั่วประเทศต่างจับตาว่ารัฐบาลชุดใหม่จะทำได้หรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่พิสูจน์รัฐบาลชุดนี้ ถ้าทำให้เป็นรูปธรรมได้ แรงงานก็จะให้การยอมรับรัฐบาลชุดนี้

           "สิ่งที่อยากให้รมว.แรงงานช่วยผลักดันเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานมากที่สุดก็คือ การปรับค่าจ้างของแรงงานให้เหมาะสมและมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีวิตโดยไม่ต้องทำโอที และกู้เงินมาใช้จ่าย ซึ่งปัจจุบันต้นทุนค่าจ้างอยู่ที่ 10% โดยสินค้าราคา 100 บาทเป็นต้นทุนค่าจ้าง 10 บาท อยากให้ต้นทุนค่าจ้างเพิ่มเป็น 15-20% ส่วนแรงงานที่ทำอยู่เดิมซึ่งได้ค่าจ้างมากกว่า 300 บาทต่อวันไปแล้วจะได้ขยับขึ้นค่าจ้างเป็นทอดๆ ไป" นายแลกล่าว

           อย่างไรก็ตาม นายแลไม่เห็นด้วยหากจะนำเงินภาษีของประชาชนมาชดเชยส่วนต่างต้นทุนค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นให้แก่นายจ้างเพราะอยากให้ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างซึ่งนายจ้างต้องรู้จักเฉือนเนื้อตัวเองและเสียสละ รับผิดชอบต่อสังคม