
อภิสิทธิ์ชี้ต่างชาติรู้ทาสแท้ทักษิณ-จักรภพ
"นายกฯ"ระบุ"ทักษิณ-จักรภพ"เคลื่อนไหว ต่างชาติรู้พฤติกรรมที่แท้จริงแล้ว แทบจะไม่ต่างจากการก่อการร้าย ย้ำยิ่งดิ้นรนยิ่งมีความผิดมากขึ้น ร้อยละ 68.9 หนุน นปช. ชุมนุมแบบสันติจริง
(26 เม.ย.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ"เชื่อมั่นประเทศไทย กับนายกฯอภิสิทธิ์" ถึงการเคลื่อนไหวของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนายจักรภพ เพ็ญแข แกนนำเสื้อแดง ว่า ขณะนี้ทั้ง 2 คน ยังคงอยู่ในต่างประเทศอยู่ ซึ่งตนขอร้องแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมที่อยู่ในประเทศไทย เวลาให้สัมภาษณ์หรือปราศรัยอย่าดึงสถาบันเข้าไปเกี่ยวข้อง ส่วนการเคลื่อนไหวของบุคคลทั้ง 2 คนที่มีการเอ่ยพาดพิงก็เป็นเรื่องเฉพาะบุคลลนั้นๆ ซึ่งจะเป็นการทำความผิดมากขึ้น
อย่างไรก็ตามในขณะนี้ สื่อต่างประเทศ เริ่มมีความเข้าใจในพฤติกรรมในช่วงที่ผ่านมาของพ.ต.ท.ทักษิณ และนายจักรภพ ทั้งเรื่องการจาบจ้วงสถาบันและการยุยงให้มีการใช้อาวุธ ซึ่งตนเชื่อว่า นานาชาติเริ่มต่อต้านการกระทำดังกล่าว ซึ่งแทบจะไม่ต่างจากการก่อการร้าย ที่มีการส่งเสริมความรุนแรงทั้งหลาย ซึ่งทำให้ต่างประเทศมองเห็น ถ้าหากพูดจาในลักษณะผิดกฎหมาย ก็เพิ่มข้อหาเข้าไปอีก ดังนั้นตนอยากขอว่าในวันนี้ขอโอกาสให้คนไทย ขอโอกาสให้ประเทศไทย ในการแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นกับประชาชนดีกว่า ทำไมไม่ช่วยกันกอบกู้ภาพลักษณ์ของประเทศ เพื่อให้ได้รับความไว้วางใจต่างๆ ของต่างประเทศ ทั้งนี้สิ่งที่ตนขอไม่ได้ขอโอกาสให้ตัวเองแต่ขอโอกาสให้กับคนทั้งประเทศ
เผยผลสำรวจวิกฤตเศรษฐกิจส่งผลปชช.ลดการอดออม
ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเอแบคนวัตกรรมทางสังคม เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่องแหล่งเงินที่พึ่งยามยากของประชาชนในช่วงสภาวะเศรษฐกิจถดถอย และความเห็นต่อการเคลื่อนไหวชุมนุมของกลุ่มนปช. กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนใน 17 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย เพชรบูรณ์ ปทุมธานี ชลบุรี ฉะเชิงเทรา กาญจนบุรี เพชรบุรี หนองบัวลำภู สกลนคร ศรีสะเกษ ขอนแก่น พัทลุง ระนอง และสุราษฎร์ธานี จำนวนทั้งสิ้น 1,346 ครัวเรือน ผลการสำรวจพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่หรือประมาณร้อยละ 90 ได้ติดตามข่าวสารผ่านสื่อมวลชนเป็นประจำทุกสัปดาห์ และเมื่อถามถึงการออมเงินของประชาชนเปรียบเทียบในช่วงสามเดือนแรกของปีกับในช่วงเดือนเมษายน พบว่า ประชาชนจำนวนมากหรือร้อยละ 44.8 ไม่มีการเก็บออม ในขณะที่ร้อยละ 27.0 การออมลดลง มีเพียงร้อยละ 19.7 มีการออมเท่าเดิมและร้อยละ 8.5 เท่านั้นที่มีการเก็บออมเงินมากขึ้น
อย่างไรก็ตามส่วนใหญ่หรือร้อยละ 62.7 ของคนที่เก็บออมเงินระบุว่าตั้งใจจะเก็บออมเพื่อทุนการศึกษาของบุตรหลาน/ ตนเอง รองลงมาคือร้อยละ 54.4 เก็บออมเพื่อการรักษาพยาบาล ร้อยละ 45.7 เก็บออมไว้ตอนเกษียณอายุ วัยชรา ร้อยละ 35.2 เก็บออมเพื่อการลงทุน ร้อยละ 34.0 เก็บออมเพื่อการแต่งกาย ร้อยละ 19.3 เก็บออมเพื่อการท่องเที่ยว ร้อยละ 18.5 เก็บออมเพื่อซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า และร้อยละ 14.8 เก็บออมเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย เช่น บ้าน คอนโด ในขณะที่ร้อยละ 11.9 เก็บออมเพื่อจะซื้อรถยนต์ ตามลำดับ
แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ ประชาชนเกินครึ่งหรือร้อยละ 52.4 เงินขาดมือในช่วงเดือนเมษายนนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมกราคม ถึง เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ในขณะที่มีเพียงร้อยละ 7.0 มีรายรับมากกว่ารายจ่าย และร้อยละ 40.6 ระบุรายรับกับรายจ่ายพอๆ กัน และเมื่อถามถึงแหล่งเงินที่พึ่งยามยากในช่วงสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน พบว่า ร้อยละ 24.4 พึ่งกองทุนหมู่บ้าน สหกรณ์ ร้อยละ 23.9 พึ่งเงินกู้นอกระบบ ร้อยละ 17.1 พึ่งสินเชื่อจากธนาคาร ร้อยละ 14.6 พึ่งการจำนำทรัพย์สิน ร้อยละ 9.6 พึ่งการจำนองทรัพย์สิน ในขณะที่ร้อยละ 5.6 พึ่งสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร และร้อยละ 5.0 พึ่งบัตรเครดิต ตามลำดับ
เมื่อถามถึง ปัญหาสำคัญที่ต้องการให้รัฐบาลมุ่งเน้นแก้ไขก่อน พบว่า ร้อยละ 47.9 ระบุให้รัฐบาลมุ่งเน้นแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนก่อน ร้อยละ 42.9 ให้แก้ปัญหาการเมือง ความแตกแยกของคนในชาติก่อน และร้อยละ 9.2 ให้แก้ปัญหาอาชญากรรม ปัญหายาเสพติด และปัญหาสังคมก่อน ตามลำดับ
ด้านอาจารย์วีรศักดิ์ อนุสนธิวงษ์ ผู้ช่วยคณบดีคณะนิติศาสตร์ เอแบค กล่าวว่า ผลวิจัยครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าแหล่งเงินที่ประชาชนพึ่งในยามยากที่น่าเป็นห่วง คือ แหล่งเงินกู้นอกระบบ ที่มักมีปัญหาเพราะไม่มีหน่วยงานรัฐคอยตรวจสอบอย่างเพียงพอจนก่อให้เกิดการละเมิดกฎหมาย เช่น การเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินกฎหมายกำหนด คดีอาชญากรรม การติดตามทำร้ายร่างกายเพื่อการทวงหนี้ ดังนั้นประชาชนควรทราบสิทธิเบื้องต้นตามกฎหมายว่าปัจจุบันกฎหมายให้ความคุ้มครองผู้กู้มากขึ้น เช่น ผู้ให้กู้จะเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าร้อยละ 15 เปอร์เซ็นต์ต่อปีหรือ 1.25 เปอร์เซ็นต์ต่อเดือน เป็นต้น การทราบถึงสิทธิทางกฎหมายของประชาชนในการกู้ยืมเงินจากแหล่งเงินต่างๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในช่วงสภาวะเศรษฐกิจที่กำลังถดถอยเช่นปัจจุบัน
ดร.นพดล กล่าวเสริมว่า เมื่อสอบถามประเด็นทางการเมืองถึง การติดตามข่าวการชุมนุมของกลุ่ม นปช. พบว่า ร้อยละ 23.8 ติดตามอย่างใกล้ชิด ร้อยละ 64.6 ติดตามบ้าง และร้อยละ 11.6 ไม่ได้ติดตามเลย อย่างไรก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 68.9 ยินดีสนับสนุนการชุมนุมของกลุ่ม นปช. ถ้ามีการชุมนุมเรียกร้องรัฐบาลด้วยความสงบไม่ก่อความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น ในขณะที่ร้อยละ 31.1 ไม่สนับสนุนการชุมนุมของกลุ่ม นปช. แต่สิ่งที่น่าพิจารณา คือ ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 51.9 ต้องการให้รัฐบาลดำเนินการตามข้อเรียกร้อง แต่มีเงื่อนไขว่า ต้องเป็นไปตามกฎหมายบ้านเมือง ไม่ทำให้ประเทศชาติวุ่นวายเสียหาย ไม่เอื้อประโยชน์ต่อคนใดหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ในขณะที่ร้อยละ 17.5 ต้องการให้รัฐบาลดำเนินการตามข้อเรียกร้องโดยไม่มีเงื่อนไข และร้อยละ 30.6 ระบุรัฐบาลไม่ต้องดำเนินการตามข้อเรียกร้องใดๆ
ผอ.ศูนย์วิจัยเอแบคฯ กล่าวต่อว่า การเคลื่อนไหวเพื่อชุมนุมของกลุ่มนปช. และประชาชนกลุ่มอื่นๆ จะได้รับการสนับสนุนจากสาธารณชนอย่างแน่นอน ถ้าเป็นการชุมนุมอย่างสงบ สร้างสรรค์ ไม่สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น ในขณะที่รัฐบาลต้องรับฟังดำเนินการตามตัวบทกฎหมายบ้านเมือง และที่น่าพิจารณาคือ ผลวิจัยก่อนหน้านี้พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้มีการพิจารณาออกกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมของประชาชนขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อให้การชุมนุมอยู่ในที่ที่จำกัด มีกองกำลังควบคุมฝูงชนขึ้นมาดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนทั้งกลุ่มผู้ชุมนุมและผู้อื่น และข้อเสนอแนะที่สำคัญคือ ห้ามกลุ่มประชาชนในบริเวณที่ชุมนุมดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด
“เมื่อกลุ่ม นปช. ชุมนุมกันด้วยความสงบ สร้างสรรค์ มีเหตุมีผล คนไทยโดยส่วนใหญ่ก็ยอมรับได้และพร้อมสนับสนุน ดังนั้น รัฐบาลและกลุ่มการเมืองต่างๆ น่าจะมีความรวดเร็วฉับไวในการตอบสนองข้อเรียกร้องต่างๆ จัดตั้งคณะกรรมการร่วมอิสระศึกษาข้อเรียกร้องเหล่านั้น เพื่อป้องกันมิให้การชุมนุมด้วยเหตุผลเปลี่ยนไปสู่การใช้อารมณ์ความรู้สึกที่รุนแรงเกินกว่าจะควบคุมดูแลได้” ดร.นพดล กล่าว



