
สวยไม่พร่อง...คุ้มค่าในภาวะถดถอย
หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจได้จัดทำ "กรุงเทพธุรกิจโพลล์ เพื่อสำรวจประเด็นที่ว่าด้วย "งบเพื่อความสวยความงาม" โดยวัตถุประสงค์หลักเพื่อต้องการสำรวจ "งบประมาณ" และ "พฤติกรรมการจับจ่ายสินค้าหรือบริการเพื่อความสวยความงาม" ของผู้บริโภค ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจในปัจจุ
ผลสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างชี้ชัดว่า ผู้บริโภค 77.3% ยังคงมีพฤติกรรมการใช้จ่ายเพื่อความงามเท่าเดิม ขณะที่ 5.4% ตอบว่า ใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และอีก 17.3% ตอบว่าใช้จ่ายลดลง
โดยสินค้าความงามที่ขาดไม่ได้ 23.5% ตอบว่า ครีมกันแดด รองลงมา 19.5% ตอบว่า แป้งตลับ และ 15.5% ตอบว่า ลิปสติก อีก 12% ตอบว่า ไวท์เทนนิ่ง ส่วนที่ตอบว่า การรักษาผิวหน้าในคลินิก มีจำนวน 7% และอีก 3.5% ตอบว่า ลงทุนกับคอร์สนวดหน้า
อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้การจับจ่ายใช้สอยเพื่อ “ความงาม” ไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่เข้าสู่ภาวะ “ถดถอย” และในเมื่อ “เลี่ยงไม่ได้” ที่จะลดงบประมาณเพื่อการดูแลความสวยงามและสุขภาพลงแล้ว จะทำอย่างไรให้การ “ลงทุน” เพื่อดูแลตัวเอง “คุ้มค่า” ที่สุด สกู๊ป “เงินทอง” วันนี้มีคำตอบ
“เต็มสิริ บัลลังก์โพธิ์” แบรนด์แมเนเจอร์ บริษัท ที.ซี.แนลเชอรัล จำกัด ยอมรับว่า ถึงแม้ว่าภาพรวมของเศรษฐกิจในปี 2552 นี้ จะมีทิศทางที่ไม่ค่อยสดใสนัก แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อกลุ่มสินค้าประเภทผลิตภัณฑ์ดูแลและบำรุงผิว
“ตอนนี้ต้องยอมรับว่า พฤติกรรมการบริโภคของผู้หญิงในปัจจุบันได้ให้ความสำคัญเรื่องสุขภาพผิวมากกว่าในอดีต รวมทั้งมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อสินค้าโดยไม่ได้คำนึงถึงราคาเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงวัยทำงาน 25-35 ปี ที่เป็นกลุ่มหลักในการใช้สินค้าผลิตภัณฑ์ดูแลและบำรุงผิว ที่ยังคงใช้จ่ายสำหรับความสวยความงามอย่างต่อเนื่อง”
ภาพสะท้อนที่ชัดเจนคือ การที่ผลิตภัณฑ์ดูแลและบำรุงผิว เช่น ครีมบำรุงผิวหน้า ยังมีอัตราการเติบโตที่สูงกว่าตลาดเกือบเท่าตัว
“เมื่อก่อนผู้บริโภคจะคิดว่าผลิตภัณฑ์ดูแลและบำรุงผิวเป็นสินค้าประเภทฟุ่มเฟือย และมักจะลดการใช้จ่ายในหมวดสินค้ากลุ่มนี้ลงในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว แต่จากพฤติกรรมการใช้จ่ายที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นว่าผู้หญิงไทยให้ความสำคัญต่อการดูแลรักษาความงามและการชะลอวัยมากขึ้น และมองว่าผลิตภัณฑ์ดูแลและบำรุงผิวกลายเป็นสิ่งที่จำเป็นมากขึ้นในชีวิตประจำวัน จึงได้มีการลงทุนเพื่อสุขภาพผิวของตัวเอง แม้ในภาวะที่มีความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจ และแม้ว่าค่าครองชีพจะสูงขึ้นก็ตาม”
สำหรับเทคนิคการใช้เงินดูแลความงามอย่างชาญฉลาดในยุคเศรษฐกิจชะลอตัวนั้น “เต็มสิริ” แนะนำว่า ผู้บริโภคไม่ควรพิจารณาเฉพาะ “ราคา” ของผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่จะต้องคำนึงถึงคุณประโยชน์สูงสุดที่จะได้รับจากผลิตภัณฑ์ดูแลและบำรุงนั้นๆ ด้วย
และสาวๆ ที่กำลังมีปัญหาเรื่องของการเลือกผลิตภัณฑ์ให้คุ้มค่ากับเงินในกระเป๋า แบรนด์แมเนเจอร์ของ ที.ซี.แนลเชอรัล บอกว่า ไม่ต้องซีเรียส เพราะมีหลักคิดอยู่ไม่กี่ข้อ ถ้าทำให้ครบถ้วนตามนี้ รับรอง “คุ้ม” แน่นอน
ข้อควรพิจารณาประการแรก คือ ชื่อเครื่องสำอาง บนฉลากที่ต้องมีความชัดเจน ถัดมา คือ ประเภทหรือชนิดของเครื่องสำอาง เพราะผลิตภัณฑ์ดูแลและบำรุงผิวในปัจจุบันมีหลากหลายชนิด และหลากหลายรูปแบบ มีทั้งแบบครีมข้นและโลชั่น ซึ่งบรรจุอยู่ในภาชนะหลากหลายรูปแบบ ดังนั้นจึงควรพิจารณาชนิดของเครื่องสำอางให้ถี่ถ้วน ว่าตรงตามความต้องการแน่นอนหรือไม่ และที่สำคัญ อ่อนโยนต่อผิวหรือไม่
“หลังจากนั้น ให้ดูที่ ส่วนประกอบสำคัญ ตรงนี้สำคัญนะคะ เพราะแม้ว่าบางครั้งอาจเป็นชื่อสารเคมีที่ไม่รู้จักคุ้นเคย แต่ข้อมูลเหล่านี้จะมีประโยชน์มาก เมื่อใช้เครื่องสำอางแล้วเกิดอาการแพ้ จะได้บันทึกไว้เป็นข้อมูลส่วนตัวว่าแพ้สารใด หรือถ้าทราบว่ามีประวัติแพ้สารใดมาก่อน ก็สามารถตรวจสอบรายละเอียดของส่วนประกอบในเครื่องสำอางก่อนซื้อ เพื่อที่จะหลีกเลี่ยง อันตรายจากการแพ้สารเคมีได้ง่ายขึ้น” เต็มสิริ ระบุ
ส่วนข้อควรพิจารณาเพื่อความคุ้มค่าที่เหลือนั้น เธอแนะนำว่า ให้ดูที่ ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิตและผู้นำเข้า รวมทั้ง วันเดือนปีที่ผลิต ซึ่งจะต้องดูลักษณะอื่นๆ ของผลิตภัณฑ์ประกอบด้วย เช่น เครื่องสำอางมีการจัดเก็บอย่างดีหรือไม่ อยู่ในสภาพที่ปิดสนิท อยู่ในที่เย็น ไม่ถูกแสงแดด เพราะจะมีอายุยืนยาวกว่าเครื่องสำอางที่เก็บไว้ในที่ร้อน ชื้น และมีแสงแดดส่องถึง
ปิดท้ายที่การพิจารณา วิธีใช้ ปริมาณสุทธิ เพื่อเปรียบเทียบราคาและปริมาณของเครื่องสำอางว่าแตกต่างกันอย่างไร เพื่อที่จะได้เลือกซื้ออย่างคุ้มค่า สมราคา รวมทั้งการศึกษา “คำเตือน” เพื่อให้ผู้บริโภคเพิ่มความระมัดระวังในการใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อความงามมากยิ่งขึ้น
แค่เพิ่มความใส่ใจเล็กน้อย และไม่ละเลยรายละเอียดปลีกย่อย ก็ทำให้ “สวย” อย่างคุ้มค่าได้ แม้ในภาวะเศรษฐกิจตกสะเก็ดแบบนี้
ขวัญชนก วุฒิกุล
[email protected]



