
อินโดนีเซียกับไทยจะก้าวไปด้วยกัน?
อินโดนีเซียกับไทยจะก้าวไปด้วยกัน? : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล
เมื่อวันก่อนผมไปร่วมการเสวนาเรื่อง “อินโดนีเซีย-ไทย กับบทบาทการขับเคลื่อนอาเซียนสู่เวทีโลก” ร่วมกับ คุณเกริกไกร จีระแพทย์ ประธานกรรมการบริษัทบ้านปู จำกัด คุณกวี จงกิจถาวร นักหนังสือพิมพ์อาวุโส นสพ.เดอะเนชั่น และ อาจารย์สุภาพรรณ ตั้งไพโรจน์ แห่งสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี คุณชัยรัตน์ ถมยา ทำหน้าที่พิธีกร
ผมเชื่อว่า หลายท่านอาจจะมีภาพของอินโดนีเซียอยู่ในใจ และก็เชื่อว่าคงจะเป็นภาพเก่าๆ ที่ไม่ค่อยน่าดูเท่าไรนัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความยากจน ความล้าหลัง หรือการปกครองที่จำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน แต่อินโดนีเซียในทุกวันนี้ก้าวไปไกลจากเมื่อหลายปีก่อน ทั้งในด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนา และคุณภาพความเป็นอยู่ ทั้งนี้ก็มาจากการมีรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย การเมืองที่มีเสถียรภาพ และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรมนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อินโดนีเซียกลายเป็นดาวรุ่งของโลก และผู้นำของอาเซียนไปโดยปริยาย
อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีประชากรมากเป็นลำดับ 4 ของโลก คือ ประมาณ 230 ล้านคน จึงนับเป็นประเทศมุสลิมที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วย ดินแดนที่ประกอบกันเป็นประเทศอินโดนีเซีย มีหมู่เกาะมากมายนับหมื่นเกาะ และมีความแตกต่างทางวัฒนธรรมอย่างมาก ทำให้อดีตประธานาธิบดีซูการ์โนต้องใช้นโยบาย “เอกภาพในความแตกต่าง” ในการบริหารประเทศ และสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันด้วยหลัก “ปัญจศีลา” แต่อินโดนีเซียก็ต้องตกอยู่ภายในการปกครองแบบเผด็จการ ในรูปของ “ประชาธิปไตยแบบมีผู้นำ” โดยซูการ์โน เป็นเวลา 22 ปี และในรูปของ “ระเบียบใหม่” ของซูฮาร์โต อีกเป็นเวลา 31 ปี ก่อนจะก้าวสู่ความเป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์
ประธานาธิบดีคนปัจจุบันของอินโดนีเซีย คือซูซิโล บัมบัง ยุดโดโยโน ซึ่งขึ้นสู่อำนาจครั้งแรกในปี พ.ศ.2547 และได้รับเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 2 เมื่อปี พ.ศ.2552 ในช่วงเวลาที่ผ่านมาประธานาธิบดีบัมบัง หรือที่ชาวอินโดนีเซียนิยมเรียกว่า “เอบีวาย” ตามอักษรตัวหน้าของชื่อ มีบทบาทสำคัญในการวางพื้นฐานทางเศรษฐกิจ การปกครอง และความมั่นคงของประเทศ เป้าหมายที่สำคัญของบัมบังก็คือ การทำให้เศรษฐกิจของอินโดนีเซียอยู่ในระนาบเดียวกับ จีน อินเดีย รัสเซีย และบราซิล ซึ่งเป็นชาติเศรษฐกิจใหม่ของโลกแห่งศตวรรษที่ 21 โดยพยายามผลักดัน จีดีพี ของอินโดนีเซีย ให้ขึ้นไปอยู่ที่ 8-9 เปอร์เซ็นต์ต่อปี
ไล่เลี่ยกับจีนและอินเดีย มีการแบ่งพื้นที่ของประเทศเพื่อรองรับการพัฒนาในรูปแบบต่างๆ ทั้ง ด้านเศรษฐกิจ พลังงาน การท่องเที่ยว พัฒนาการเกษตร พัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันก็มีการดำเนินโครงการขนาดใหญ่ เช่นการสร้างท่าเรือน้ำลึกที่จาการ์ตา การตั้งศูนย์อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม สร้างโรงงานเหล็กที่ทันสมัย มูลค่ารวมกว่า 4.6 แสนล้านดอลลาร์
กล่าวในส่วนของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอินโดนีเซีย ถือได้ว่าทั้งสองประเทศเป็นเพื่อนมิตรที่ดีต่อกันมาเป็นเวลานาน และมีความเกี่ยวพันทางด้านศาสนา และวัฒนธรรม มาตั้งแต่สมัยอาณาจักรศรีวิชัย จนถึงกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย และในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 คนอินโดนีเซียมีความชื่นชมไทย ของที่ไปจากเสียมหรือบางกอกถือว่าเป็นของที่ดี และปัจจุบันประชากรของไทยกับอินโดนีเซีย เมื่อรวมกันแล้ว จะมีจำนวนถึง 300 ล้านคน หรือครึ่งหนึ่งของประชากรอาเซียนทั้งหมด จึงเป็นทั้งฐานการผลิตและตลาดขนาดใหญ่ อินโดนีเซียเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ส่วนไทยก็เป็นแหล่งอาหารของโลก ดังนั้นการที่ไทยกับอินโดนีเซียจะนำประชาคมอาเซียนก้าวไปสู่เวทีโลก จึงมีโอกาสอย่างยิ่งในความเป็นไปได้ และจะเป็นการนำความมั่นคง มั่งคั่ง และผาสุก มาสู่ประชาชนในภูมิภาคโดยรวม
ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้คงต้องขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ของรัฐบาล และการให้ความสำคัญอย่างจริงจังในเรื่องดังกล่าวของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องด้วยครับ



