ข่าว

ปธ.หอค้าไทยหนุนป.ป.ช.ใช้กม.ใหม่ฟันทุจริต

ปธ.หอค้าไทยหนุนป.ป.ช.ใช้กม.ใหม่ฟันทุจริต

11 ส.ค. 2554

“ดุลิต” กร้าว ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น หนุนกฎหมายใหม่ ติดดาบ ป.ป.ช.ฟันผู้กระทำผิด ยกกรณีบริษัทนำเข้าสุราต่างประเทศติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ ให้ป.ป.ช.สอบสวน หากผิดจริง ไล่ออกจากสภาหอการค้าทันที ขณะเดียวกันเดินหน้าตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการ SMEs ไทย จั

          11 ส.ค. 54 นายดุสิต  นนทะนาคร ประธานภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รับชั่น เปิดเผยว่า จากการที่ภาครัฐได้มีการกระตุ้นหน่วยงานต่างๆ ปรับปรุงมาตรการป้องกันความเสี่ยงของการทุจริตการจัดซื้อจัดจ้างโครงการภาครัฐ และความต้องการของประชาชนต้องการความโปร่งใสและเป็นธรรม รวมทั้งการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ ผ่านสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งได้ปรับปรุงกฎหมายใหม่ เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง
“ประเด็นสำคัญในการประกาศใช้กฎหมายคือการเพิ่มกลไกและเครื่องมือใหม่ๆ ในการต่อต้านการทุจริต เช่น การคุ้มครองพยาน การกันบุคคลไว้เป็นพยานในคดี การเพิ่มอำนาจการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้กระทำทุจริต รวมไปถึงการตรวจสอบทรัพย์สินที่ให้ผู้อื่นหรือนอมินีถือแทน ทั้งในและนอกประเทศ ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานสากล” นายดุสิต กล่าว

          สำหรับประเด็นที่บริษัท "Diageo plc" บริษัทผู้ผลิตเหล้ากลั่นรายใหญ่ที่สุดของโลก ตัดสินใจยอมจ่ายเงินจำนวน 16 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเกือบ 480 ล้านบาท  เพื่อยุติคดีอื้อฉาวที่ทางบริษัท ตกเป็นจำเลยฐานติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐบาล ของหลายประเทศในเอเชีย ทั้งไทย อินเดีย และเกาหลีใต้ นั้น นายดุสิต ให้ความเห็นในเรื่องนี้ ว่า ในเบื้องต้นจะต้องผลักดันเรื่องนี้ ให้ป.ป.ช.ตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อความเป็นธรรมของผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งตามกฎหมายใหม่สามารถที่จะเข้ามาดำเนินการในทันที
“ในส่วนของสภาหอการค้าไทย เราก็ต้องมีการจัดระเบียบองค์กรของเราให้โปร่งใส หากสมาชิกรายใด ปฏิบัตินอกลู่นอกทาง หรือกระทำผิดกฎหมาย เราก็มีมาตรการต่างๆ อาทิเช่น สั่งปลดออกจากการเป็นสมาชิก เราจะไม่ยอมให้สมาชิกส่วนน้อย ทำให้สมาชิกส่วนใหญ่เสียหาย ซึ่งในเรื่องนี้ จะต้องรอทางป.ป.ช.สอบสวนให้เสร็จสิ้นก่อน จากนั้นทางสภาฯ จะได้นำเรื่องนี้เข้าสู่วาระการพิจารณาต่อไป” ประธานสภาหอการค้า ระบุ

          พร้อมกันนี้ นายดุสิต ซึ่งเป็นประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมในการรวมตัวกันเป็นประชาคมเขตเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC) ในปี 2558 ว่า ในปีนี้นับเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยฯ ได้ร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ดำเนินการสร้างความตื่นตัวให้กับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมให้มีการพัฒนาและสร้างความรู้ ความเข้าใจ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการ SMEs ไทย ซึ่งปี 2553 ที่ผ่านมามีผู้ประกอบการ มีผู้สนใจเข้าร่วมงานมากกว่า 600 คน

          โดยกลุ่มประเทศอาเซียนใหม่ (เวียดนาม ลาว กัมพูชา และเมียนมาร์) นับเป็นกลุ่มประเทศที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูง มีแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ มีบุคลากรที่มีความพร้อมในการพัฒนา และที่สำคัญที่สุดกลุ่มประเทศดังกล่าว  ยังเป็นกลุ่มประเทศที่ขณะนี้ได้รับความสนใจจากประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกทั้ง สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป จีน และญี่ปุ่น ในการสร้างฐานการผลิตสินค้าของประเทศของตน และด้วยข้อตกลงการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่จะเป็นตลาดเดียวกันและฐานการผลิตร่วมกันในปี 2558 ทำให้ประเทศไทยมีความจำเป็นที่จะต้องขยายฐานการผลิตและการลงทุนไปสู่กลุ่มประเทศดังกล่าวเพื่อสร้างศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจและพัฒนาประเทศสู่การเข้าร่วมเป็นประชากรอาเซียนในอนาคต

          ด้านนายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือสสว.กล่าวว่า  ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอี กว่า 2.9 ล้านกิจการ คิดเป็นร้อยละ 99.6 ของจำนวนวิสาหกิจทั้งหมด โดยอยู่ในภาคการผลิต จำนวน 545,098 กิจการ ภาคการค้าและซ่อมบำรุง จำนวน 1,383,391 กิจการ และภาคบริการ จำนวน 983,610 กิจการ ก่อให้เกิดการจ้างงานกว่า 10.5 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 77.8 ของการจ้างงานรวมทั้งประเทศ สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ หรือ GDP SMEs ถึง 3.75 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 37.1 ของมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจของประเทศ  โดย ในวันพฤหัสบดีที่ 18  สิงหาคม 2554  นี้ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยฯ ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จะจัดงานเสวนา เรื่อง "AEC and SMEs Challenges: Next Steps (Phase 2)" ณ ห้องคริสตัลฮอลล์  โรงแรมพลาซ่าแอทธินี  กรุงเทพฯ