ข่าว

'ปชป.'ไม่ขัดรมว.กลาโหมสานสัมพันธ์เขมร

'ปชป.'ไม่ขัดรมว.กลาโหมสานสัมพันธ์เขมร

11 ส.ค. 2554

'ปชป.'ไม่ขัด รมว.กลาโหมเดินเกมใหม่สานสัมพันธ์เขมร แต่ต้องยึดข้อตกลงเก่าที่ค้างอยู่ เชื่อ 'พล.อ.ยุทธศักดิ์'รู้เงื่อนไขดีไม่หวั่นซ้ำรอย ข้องใจรีบคืนพาสปอร์ต'ทักษิณ' ท้าคืนทุกคนหนีข้อครหา 2 มาตรฐาน

          11 ส.ค. 54 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมว.กลาโหมจะเจรจากับกัมพูชาเกี่ยวกับปัญหาพื้นที่ทับซ้อน โดยมีการระบุว่าอาจจะไม่ใช้ทิศทางเดิมที่รัฐบาลก่อนได้ดำเนินการว่า เป็นสิทธิ์ของรัฐบาลที่จะเลือก แต่หากจะไม่ใช้แนวทางของรัฐบาลเดิมก็คงต้องอธิบาย

          เพราะแนวทางของรัฐบาลเดิมคือปกป้องผลประโยชน์ของคนไทยและประเทศไทย เราไม่เคยขัดข้องที่จะมีความร่วมมือกัน แต่ต้องชัดเจนว่าสิ่งใดซึ่งมีกลไกการแก้ปัญหาอยู่ก็ให้ตรงนั้นแก้ไขไป อาทิ การแก้ไขปัญหาเรื่องการจัดทำหลักเขตแดนก็มีข้อตกลงกันอยู่ ควรยึดตามนั้น ไม่ควรใช้เวทีของโลก เช่นเอาสิทธิ์ไปบริหารจัดการพื้นที่ในมรดกโลก หรือใช้เวทีศาลโลก

          นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐบาลเดิมใช้การพูดคุยทวิภาคีเพราะเป็นแนวทางที่ประเทศไทยยืนยันมาตลอด ดังนั้นถ้าใช้แนวทางนี้แก้ปัญหาได้จะเป็นเรื่องทีดี แต่ก่อนที่จะดำเนินการอยากให้ทราบข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับปัญหาข้อพิพาทในพื้นที่ทั้งหมดก่อน ทั้งแง่มุมด้านกฎหมาย ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากกรณีศาลโลกและมรดกโลก เพราะถ้าคิดเพียงแต่ทำให้เขาพอใจก็อาจจะกระทบต่อประโยชน์ของประเทศ

          เมื่อถามว่าถึงกรณีรมว.กลาโหม ระบุว่าการเจรจาเรื่องดังกล่าวควรให้เข้าลักษณะวิน วิน ทั้งสองฝ่ายจะได้แก้ปัญหาได้ ซึ่งมีการเกรงกันว่าจะกระทบอธิปไตยของประเทศได้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ควรหาทางออกที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ความจริงพล.อ.ยุทธศักดิ์ คงทราบว่ามีความซับซ้อนในเรื่องการให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนมรดกโลกฝ่ายเดียว ถ้าไม่มีตรงนี้มันจะง่าย ทั้งนี้จะต้องดูว่าใครเป็นผู้บริหารจัดการพื้นที่ และต้องไม่ลืมว่าขณะนี้เป็นการขึ้นทะเบียนฝ่ายเดียว ซึ่งสิ่งที่เกรงว่าจะกระทบอธิปไตยนั้นก็ต้องดูว่าการตกลงจะเป็นอย่างไร มีการระบุชัดเจนแค่ไหน เดิมทีกัมพูชาก็ไม่เคยยอมอยู่แล้ว

          ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดว่าการดำเนินการจะย้อนรอยไปเหมือนรัฐบาลที่เคยผลักดันให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนประสาทพระวิหารฝ่ายเดียวหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยังไม่ชัดเจน เพราะถ้าบอกว่าจะนำสู่การขึ้นทะเบียนร่วมกันก็ไม่มีปัญหาอะไร ส่วนปัญหาพื้นที่ทับซ้อนที่เกรงกันว่าอาจจะหยิบยกขึ้นมาดำเนินการอีกครั้งนั้น ตนขอให้ข้อคิดรัฐบาลว่า เป็นเรื่องที่ต้องมีการเจรจาต่อรอง ควรเรียกร้องให้กัมพูชาได้ดำเนินการให้ถูกต้องตามข้อตกลงปี 43 ในพื้นที่บริเวณปราสาทพระวิหารเสียก่อน

          ถ้าไปรีบคุยเรื่องอื่น อาจจะเป็นเรื่องที่เขามีความกระตือรือร้นที่เขาอยากให้ผลประโยชน์ สุดท้ายเราไม่สามารถเอาสิ่งเหล่านี้ไปเจรจาต่อรองกับเขาได้ ดังนั้นรัฐบาลต้องเอาประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก และรัฐบาลก็ควรมีท่าทีที่ชัดเจน เพราะอย่างน้อยกรณีการเจรจาจะต้องมีการนำเรื่องเสนอต่อครม. เพราะครม.ชุดที่แล้วแขวนเรื่องนี้เอาไว้

          เมื่อถามว่าที่ผ่านมารัฐบาลเดิมเคยพยายามใช้การประนีประนอมในการเจรจาแต่กัมพูชาก็ไม่ยอมแต่กลับจะมายอมในรัฐบาลนี้ สะท้อนอะไรหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่แน่ใจว่าจะง่ายอย่างนั้น เพราะถ้ากัมพูชายอมให้เราขึ้นทะเบียนร่วมเสียงแต่แรก หรือปรับท่าทีในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ปัญหาหลายอย่างคงไม่เกิด แต่มันค่อนข้างชัดเจนว่าเขาไม่ยอม และท่าทีที่เขาแสดงต่อชาวโลกก็ไม่มีตรงไหนที่เขาบอกว่าจะยอม ส่วนที่กัมพูชาอาจจะอ้างว่าเปลี่ยนรัฐบาลแล้วสามารถคุยกันได้ง่ายกว่านั้น ตนคิดว่าถ้าทำได้ง่ายแล้วไทยไม่เสียผลประโยชน์ตนก็ยินดีด้วย

 

'ปชป.'ข้องใจรีบคืนพาสปอร์ต'ทักษิณ'

          นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ  อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวถึงกรณีรมว.ต่างประเทศจะพิจารณากระบวนการคืนพาสปอร์ตให้กับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นงานชิ้นแรกว่า ขอย้ำว่าต้องปฏิบัติกับคนที่หนีคดีเหมือนกัน กรณีที่ต้องเพิกถอนพาสปอร์ตก็ต้องทำ ถ้าจะต้องคืนก็ต้องคืนให้กับทุกคน และสรุปแล้วที่เข้ามาทำงานจะทำงานให้ใครกันแน่ ประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องเร่งด่วนหรือไม่ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ควรจะต้องมาก่อนเรื่องอื่น  รัฐบาลควรมีนโยบายเพื่อดูแลประชาชนเป็นหลัก

          “ ขอเรียกร้องว่าถ้าไม่ปฏิบัติอย่างเสมอภาคกัน มีสองมาตรฐานก็จะเป็นปัญหาสำหรับผู้ปฏิบัติแน่นอน และหน่วยงานราชการก็มีหน้าที่ตามคนที่หลบหนีคดีกลับมา”

 

'อภิสิทธิ์'เตือนรมว.คลังขึ้นค่าแรงเสี่ยงแรงงานถูกเลิกจ้าง

          นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ  ว่าที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง ระบุถึงนโยบายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทว่าจะกระทบต่อสภาวะเงินเฟ้อในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ นั้นว่า ตนห่วงเรื่องปัญหาการจ้างงานมากกว่าเรื่องต้นทุน  โดยทั้งหมดต้องดูโครงสร้างด้วย เพราะบางครั้งดูเฉพาะคนที่รับค่าจ้างขั้นต่ำอยู่เท่าไหร่ แต่ต้องมีมาตรการรองรับอย่าให้เกิดปัญหาด้วย เราไม่ได้ห่วงนายทุน แต่ห่วงคนทำงานเพราะถ้าค่าแรงสูงแต่ถูกเลิกจ้าง ก็ไม่มีประโยชน์อะไร

          ส่วนกรณีการเดินหน้าตามนโยบายของรัฐบาลทั้งหมดนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ถ้ารัฐบาลสามารถตอบได้ว่ามีเงินรายได้มาจากที่ใด ไม่เสียวินัยการเงินก็สามารถทำได้ ส่วนกรณีการกู้เงิน 8 แสนล้านบาทนั้น ตนมองไม่เห็นถึงความจำเป็นในการกู้เงินจำนวนมหาศาล เดิมพรรคเพื่อไทยเป็นผู้ที่ต่อว่าต่อขานรัฐบาลชุดที่ผ่านมาในเรื่องของการกู้เงิน ซึ่งในขณะนั้นมีวิกฤติเศรษฐกิจ ทำให้ตนต้องกู้เงินซึ่งเราก็ปรับจากที่จะกู้ 8 แสนล้านเป็น 4 แสนล้านและกำลังทำให้งบประมาณกลับมาสู่ความสมดุล

          ทั้งนี้ปัจจุบันมีเหตุผลอะไรที่จะต้องกู้เงินจำนวนมากมายมหาศาลขนาดนั้นเพราะปัจจุบันเศรษฐกิจขยายตัว 4-4.5% และไม่มีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจตกต่ำ ส่วนกรณีที่แบงค์ชาติได้มีการส่งสัญญาณว่ายังต้องใช้นโยบายคุมดอกเบี้ยนั้น แบงค์ชาติต้องรับภาระพอสมควรในการดูแลหากนโยบายการคลังไม่ชัดเจน

 

'อภิสิทธิ์'ติงเสื้อแดงไม่เลิกใช้มวลชนกดดันย้ายขรก.

          นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ  ว่าที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีเรียกร้องให้นำรัฐธรรนูญปี 2540 กลับมาใช้ทันทีว่า ทำไมจะต้องไปยึดติดการใช้รัฐธรรมนูญปี 50 หรือ 40 ทำไมจะต้องปิดกั้นคนที่ไม่จบปริญญาตรีมาเป็นส.ส. ถ้าจะเอาเรื่องนี้มาอ้างเพื่อที่จะอำพรางไปสู่การนิรโทษกรรมตนคิดว่าไม่สมควรทำ ส่วนที่นางธิดา ถาวรเศรษฐ รักษาการประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ระบุว่าการเรียกร้องให้มีการนำเอารัฐธรรมนูญปี 40 มาปรับปรุงใหม่นั้น คิดว่าการแก้ไขเพิ่มเติม ต้องมีเป้าหมายให้ชัด ต้องแก้ไขจากฉบับปี 50 เพราะปี 50 บังคับใช้อยู่ในขณะนี้ แต่ถ้าอยากนำข้อดีของปี 40 ที่ 50 ยังตกหล่นนำมาใช้ก็ไม่มีปัญหา

          เมื่อถามกรณีกลุ่มนปช.เสนอให้ย้ายนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)ภายในระยะเวลา 2 เดือน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รัฐบาลจะต้องพิจารณาจากการทำงานเป็นหลักและต้องให้ความเป็นธรรมกับคนทำงานทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียกร้องภายในหน่วยงานต้องมีความเที่ยงตรงต่อข้อเท็จจริง ถ้าใช้วิธีการแบบนี้ระบบทุกอย่างจะพังหมด แต่ถ้าเห็นใครปฏิบัติหน้าที่มิชอบก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ส่วนหน่วยงานที่ต้องค้นหาข้อเท็จจริง ทำงานแล้วผลการทำงานออกมาไม่ถูกใจแล้วต้องไปเปลี่ยนตนคิดว่าใช้ไม่ได้

          ส่วนกรณีที่มีการกล่าวอ้างว่านายธาริตเป็นหนึ่งในกรรมการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) และเป็นผู้ดูแลคดีจึงไม่มีความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่มีใครสามารถพูดอะไรในเรื่องนี้ได้ โดยแกนนำกลุ่มนปช.ก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วยแล้วจะมาเรียกร้องอะไร ส่วนในกรณีที่จะมีการนำมวลชนมากดดันนั้น ได้ย้ำกับน.ส.ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร  นายกรัฐมนตรีแล้วว่า หากรัฐบาลไม่เลิกใช้วิธีการนำมวลชนมากดดันก็ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย  และหากเป็นเช่นนั้นใครรวมมวลชนได้และนำมากดดันเพื่อต้องการในสิ่งที่เรียกร้อง คนทั่วไปก็จะไม่ได้รับการดูแลและความเป็นธรรม

 

'อภิสิทธิ์'ขอความจริงใจรัฐบาลเอื้อความสะดวกงานสภา

          นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เตรียมออกมาตรการทางกฎหมายเพื่อเอาผิดนักการเมืองที่ขัดต่อจริยธรรมว่า ตามกระบวนการของรัฐธรรมนูญนั้น หากมีการปฏิบัติที่ผิดต่อข้อบังคับเรื่องจริยธรรมก็จะมีผู้ตรวจการแผ่นดินที่รับผิดชอบอยู่แล้ว คงต้องแยะแยะว่ามาตรฐานและในแง่ของกฎหมายมันไม่เหมือนกันเสมอไป โทษทางกฎหมายก็เรื่องหนึ่ง การดำเนินการทางจริยธรรมาทางการเมืองก็เรื่องหนึ่ง อย่าปะปนกัน

          ส่วนกรณีที่การเริ่มต้นเปิดสมัยการประชุมสภาผู้แทนราษฎร์ ซึ่งดูเหมือนจะไม่ราบรื่นเพราะเกิดปัญหาในเรื่องการตั้งคณะกรรมาธิการนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ควรจะมีปัญหา และรัฐบาลเองก็ควรแสดงความจริงใจ และให้มีการตรวจสอบโดยเร็ว โดยการเร่งตั้งกรรมาธิการให้แล้วเสร็จ อีกทั้งในการประชุมสภาครั้งต่อไปก็ควรจะใช้แนวปฏิบัติที่ทำมาแล้ว ทั้งนี้เข้าใจว่าประธานสภาฯ จะกลับไปทบทวนเรื่องการประชุม การตั้งกรรมาธิการอีกครั้งหนึ่ง คาดว่าไม่น่าจะเกินวันที่ 15ส.ค.คงจะชัดเจนมากขึ้น

          นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในการใช้เวทีสภานั้นหากฝ่ายรัฐบาลมีความอดทนจะได้ประโยชน์ คือ 1.ได้พูดคุยถึงเนื้องานในเรื่องกฎหมาย ที่มีความสำคัญในการขับเคลื่อนโยบาย 2.การเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบ ซักถาม จะเป็นช่องทางให้สังคมสะท้อนความหลายหลายได้หากปิดกั้นแล้วปัญหาจะไปเกิดที่อื่น ทั้งนี้อยากย้ำว่า เมื่อรัฐบาลบอกว่าตัวเองมาจากระบอบประชาธิปไตย มาจากการเลือกตั้ง ก็ควรจะให้ความสำคัญกับการเวทีในสภา

          เมื่อถามถึงการดึงเกมของพรรคเพื่อไทย ซึ่งเกิดจากความพยายามปกป้องน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จากการตรวจสอบในเวทีสภาฯเพราะพูดไม่เก่งนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ได้เกี่ยวที่พูดเก่งหรือไม่ แต่ประชาชนต้องการทราบความจริง การพูดจาไม่ไหลลื่นคงไม่สำคัญเท่าเนื้อหาสาระข้อเท็จจริงที่ประชาชนควรจะรู้