ข่าว

'บวรศักดิ์'ขู่นักการเมืองทำผิดจริยธรรมอาจถูกถอดถอน

'บวรศักดิ์'ขู่นักการเมืองทำผิดจริยธรรมอาจถูกถอดถอน

11 ส.ค. 2554

สภาพัฒนาการเมืองจับมือผู้ตรวจการแผ่นดิน เปิดเวทีเสวนาขับเคลื่อนประมวลจริยธรรมสู่การปฏิบัติ “บวรศักดิ์”เตือนนักการเมือง ฝ่าฝืนจริยธรรม-คุณธรรม อาจโดนถอดถอนได้ ผู้ตรวจการแผ่นดิน หวัง "ยิ่งลักษณ์" ทำตามคำพูด”เข้ามาแก้ไขไม่ใช่แก้แค้น”

           เวลา 09.15 น.  วันที่ 11 ส.ค.54 คณะกรรมการจริยธรรมสภาพัฒนาการเมือง สำนักงานสภาพัฒนาการเมือง และสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินจัดเสวนา เรื่อง “การขับเคลื่อนประมวลจริยธรรมสู่การปฏิบัติ” โดยนายบวรศกดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า จริยธรรมคือความประพฤติที่ดีงาม มีศีลธรรม คุณธรรม ซึ่งรัฐธรรมนูญปี 40 ได้มีบทบัญญัติมาตรฐานจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่กลไกการขับเคลื่อนไปสู่การปฏิบัติยังไม่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน  ดังนั้นรัฐธรรมนูญ ปี50  จึงได้นำเรื่องจริยธรรมมากำหนด เช่น มาตรา279 และมาตรา 280 ที่บัญญัติถึงเรื่องจริยธรรมว่าผู้ตรวจการแผ่นดิน และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทำหน้าที่ควบคุมดูแลจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หากมีการฝ่าฝืนอย่างร้ายแรงนำไปสู่การถอดถอนออกจากตำแหน่งได้ เมื่อรัฐธรรมนูญให้ความสำคัญประกอบกับให้มีการจัดตั้งสภาพัฒนาการเมืองขึ้นที่มีหน้าที่พัฒนาการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย และส่งเสริมคุณจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ดังนั้นทั้ง 3 หน่วยงานจึงมีหน้าที่ขับเคลื่อนประมวลจริยธรรม เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ อย่างก็ตามหากทุกหน่วยงานช่วยกันเสริมสร้างขับเคลื่อนสิ่งที่ดีงามแล้วตนเชื่อว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเราก็จะลดลง

          ขณะที่นายปราโมทย์ โชติมงคล ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวในหัวข้อเรื่อง”ภาพรวมจริยธรรมของชาติ” ใจความตอนหนึ่งว่า ช่วงเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมาบ้านเมืองเรามีปัญหา หากติดตามข่าวสารจะพบว่าปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นนั้นมีความรุนแรงมากขึ้น จากผลโพลล์การสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่ส่วนใหญ่สามารถยอมรับรัฐบาลที่ทุจริตคอรัปชั่นเพื่อแลกกับการพัฒนาบ้านเมืองถือว่าเป็นการสะท้อนความเสื่อมทรามด้านจริยธรรมของผู้คน นอกจากนี้การแตกแยกไม่ยอมแพ้ชนะ ไม่ว่าเสื้อสีอะไรที่ลุกขึ้นมาทำในสิ่งที่คิดว่าตนเองมีสิทธิ โดยอ้างว่าทำเพื่อแผ่นดิน ไม่สนใจว่าคนอื่นจะได้รับความเดือดร้อน เช่น ปิดถนน ปิดสนามบิน ซึ่งหากใครไม่เห็นด้วยก็เห็นว่า เป็นศัตรูคู่แค้น แสดงถึงความเสื่อมทรามทางวิธีคิดที่คิดถึงแต่ตัวเอง ไม่เคารพสิทธิและความเดือดร้อนของผู้อื่น ทั้งที่สิ่งที่คนเหล่านี้ทำเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเมืองในส่วนรวม
 
          นายปราโมทย์ กล่าวว่า นอกจากนี้คนในสังคมยังมีค่านิยมยอมรับผู้ประสบความสำเร็จทั้งที่ได้มาโดยไม่ถูกต้อง ส่วนผู้ทำหน้าที่โดยสุจริตกลับไม่ได้การยกย่องเชิดชู ดังนั้นขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายสร้างจิตสำนึกด้านคุณธรรม จริยธรรม โดยเฉพาะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ต้องถูกปลูกฝังว่า ต้องเข้ามาทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนร่วม ที่สำคัญต้องความพร้อมใน 2 ด้าน ทั้งฐานะความเป็นอยู่และความรู้ความสามารถที่จะมาตัดสินใจเชิงนโยบายได้ ไม่ใช่นำใครมาเป็นรัฐมนตรีก็ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากลุ้มใจ เพราะคนที่มาเป็นรัฐมนตรีต้องมาให้ไม่ใช่มาเอา หากมาเอาต้องเอาชื่อเสียงเกียรติยศ ไม่ใช่มาเอาความร่ำรวยหรือเอาเปรียบคนอื่น และต้องเป็นตัวอย่างที่ดีต่อเยาวชน
 
          “ เวลานี้บ้านเมืองเราบอบช้ำ เสียหาย หยุดนิ่ง มีปัญหารอบด้านด้วยพื้นฐานหลักจากคนเสื่อมถอย ยึดประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าส่วนร่วม เมื่อส่วนร่วมเสียหาย ไม่ว่าเสื้อสีไหนจะชนะ แต่สิ่งที่แพ้คือประเทศ ดังนั้นเป็นเรื่องสำคัญ หากเราหวังพึ่งคนยุคนี้ไม่ได้ ต้องปลูกฝังที่เยาวชน สถานศึกษา ผมตั้งความหวังว่า น.ส.ยิงลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คนใหม่ ย้ำว่า จะเข้ามาแก้ไขไม่แก้แค้นนั้น ก็ขอให้ทำสมกับคำพูด”นายปราโมทย์ กล่าว