
เจ้เล้งโมเดล
เจ้เล้งโมเดล : ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ
ชื่อเสียงของ "เจ้เล้ง" โด่งดังมานานหลายสิบปี นับตั้งแต่ร้านยังเป็นเรือนแถวไม้ตั้งอยู่ในตลาดฝั่งโขงตรงข้ามสนามบินดอนเมือง ครั้งกระโน้นคนที่ต้องการสินค้าจำพวกเครื่องสำอางจากต่างประเทศ ในราคาถูกเท่ากับหรือบางครั้งถูกกว่าร้านค้าปลอดภาษีในสนามบิน ต่างนึกถึงชื่อร้านเจ้เล้งด้วยกันทั้งสิ้น
จนกระทั่งกิจการของร้านเจ้เล้งเติบใหญ่ ต้องขยายการลงทุนมาสร้างอาคารใหญ่โตริมถนนวิภาวดีรังสิตเช่นทุกวันนี้ กลุ่มลูกค้าของร้านเจ้เล้งก็เพิ่มจำนวนตามกิจการที่เติบโตมากขึ้นทุกวัน สินค้าที่ถูกนำมาวางจำหน่ายในร้านก็เพิ่มชนิดมากขึ้น
เมื่อสนามบินย้ายจากดอนเมืองไปสู่สุวรรณภูมิที่มีพื้นที่ใหญ่โตมากกว่า ใครต่อใครก็พากันคิดว่ากิจการของร้านเจ้เล้งน่าจะมาถึงทางตันแน่นอนคราวนี้ เพราะบริเวณที่ตั้งของอาคารเจ้เล้งพลาซ่าไม่ใช่สถานที่ซึ่งคนทั้งหลาย จำเป็นต้องฝ่าการจราจรไปเพื่อซื้อสินค้าเพียงอย่างเดียว
และในขณะนั้นรายการสินค้าและราคาจำหน่ายของสินค้าที่ร้านเจ้เล้ง ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากสินค้าชนิดเดียวกันตามห้างหรือตามร้านค้าทั่วไป แถมชนิดของสินค้าก็ไม่ได้มีความแตกต่างหรือแปลกใหม่ไปกว่าที่แห่งอื่น ซึ่งถือเป็นจุดขายของร้านเจ้เล้งในยุคก่อตั้ง
แม้ผมจะเคยไปใช้ชีวิตอยู่ในละแวกย่านดอนเมืองนานถึงยี่สิบปี และได้ยินชื่อเสียงของร้านเจ้เล้งอยู่ตลอดเวลา แต่วิถีชีวิตปกติทำให้ผมไม่เคยเยี่ยมกรายเข้าไปในร้านเจ้เล้งแม้แต่ครั้งเดียว จนเมื่อเดือนที่ผ่านมาจึงมีโอกาสไปอุดหนุนที่ร้านเจ้เล้งโดยบังเอิญ สิ่งที่พบเห็นในช่วงสายๆ ของวันเสาร์นั้นก็คือ
กลุ่มอาคารขนาดย่อมที่มีลานจอดรถใหญ่โตมีรถจอดแน่นขนัด ผู้คนเดินกันขวักไขว่ในชุดแต่งกายสบายๆ คล้ายอยู่บ้าน ส่วนใหญ่อยู่ในชุดกางเกงขาสั้นรองเท้าแตะ ต่างจากผู้คนที่ไปจับจ่ายหรือเดินเล่นตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป ที่จะมีพฤติกรรมการแต่งตัวที่เป็นเรื่องเป็นราวมากกว่าที่เห็นในเจ้เล้งพลาซ่า
อาคารด้านนอกมีร้านอาหารทั้งแบบร้านในตึกแถวและเพิงขายของ ร้านค้าสินค้าอื่นๆ วางของกันระเกะระกะ ไม่ต่างจากการได้ไปเดินในตลาดสดทั่วไป เช่นเดียวกันกับในตัวอาหารหลักของเจ้เล้งพลาซ่าเอง คนแน่นขนัดต้องเบียดเสียดหลบเลี่ยงกองสินค้า ที่วางจนบดบังทางเดินตามซอกชั้นวางของ ทำให้เดินยากต่างจากห้างสรรพสินค้าทั้งหลาย
เสียงจากลำโพงประเภทเสียงตามสายเปิดในอาคารดังมาตลอดเวลา สินค้านั้นเจ้เล้งก็ลองมาแล้ว, เครื่องสำอางนี้เจ้เล้งก็ลองมาแล้ว ยาบำรุงชนิดนี้ญาติผู้ใหญ่ของเจ้เล้งก็ได้ทดลองใช้มาแล้ว เรียกว่าสินค้าเกือบทุกชนิดที่จำหน่ายในร้านเจ้เล้ง มีตัวเจ้เล้งและคนในครอบครัวทำหน้าที่หนูทดลองยาให้หมดแล้ว (ตามคำประกาศสรรพคุณของเจ้เล้งผ่านลำโพง) ใครที่คิดจะซื้อไปลองใช้จึงมั่นใจได้ว่า ได้ใช้สินค้าแบบเดียวกันกับที่ผู้จำหน่ายได้ใช้ด้วย
ถ้าต้องตอบคำถามว่าแล้วทำไม ผู้คนจึงยังมาจับจ่ายใช้สอยกันแน่นขนัดเป็นประจำ ถ้าราคาไม่ถูกหรือไม่มีสินค้าแตกต่างจากที่อื่นจริง คำตอบคงอยู่ตรงที่ว่าคนที่มาที่เจ้เล้งพลาซ่า รู้สึกเหมือนกำลังเดินในตลาดสดข้างบ้านที่คุ้นเคย
ต่างจากการเดินชมสินค้าในห้างใหญ่โต ที่รู้สึกว่าต้อนรับกันที่เปลือกภายนอก พนักงานขายก็ดูมีทีท่าว่าทำหน้าที่ตั้งหน้าขายของจริงจัง เกินกว่าจะเป็นมิตร เช่นร้านโชห่วยในตลาด ซึ่งประการหลังนั้นคนซื้อกับคนขาย เกิดความรู้สึกผูกพันใกล้ชิดกัน และมีความรู้สึกอบอุ่นมากกว่า จะจับต้องสินค้าอะไรจากชั้นวางมาดู ก็ไม่ต้องกลัวว่าใครจะจับตามอง และไม่มีคนมาคอยเซ้าซี้ยัดเยียดขาย
ลูกค้าที่แม้จะไม่เคยรู้จักหน้าค่าตาเจ้เล้งมาก่อนเช่นตัวผม เดินไปเดินมายังรู้สึกราวกับว่า เจ้เล้งคือ เจ๊คนใดคนหนึ่งที่ผมเคยซื้อของด้วยมาตั้งแต่เด็ก เพราะเดินไปซอกไหนก็ได้ยินเสียงเจ๊พูดอยู่ตลอด เป็นเสียงที่ไม่ต้องปรุงแต่งให้มากความ คล้ายเสียงของเจ๊เจ้าของร้านตะโกนบอกเด็ก ให้หยิบของส่งให้ลูกค้าคนโน้นทอนเงินให้คนนี้ กลยุทธ์สร้างความเป็นกันเองให้ความรู้สึกอบอุ่นแบบเจ้เล้งนี่ละ ที่ทำให้ผมเชื่อว่าร้านค้าเล็กๆ แบบไทยๆ ก็สามารถสู้ห้างใหญ่ๆ จากต่างชาติได้ครับ



