
ร่วมปล่อย"ยี่สก"สู่ลำน้ำโขงดูวิถีชาวประมงคนสองฝั่ง
ท่ามกลางการเกิดภาวะวิกฤติสัตว์น้ำลุ่มน้ำโขง ที่นับวันมีปริมาณลดน้อยลงทุกที ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและอาชีพการทำประมงของประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณริมสองฝั่งโขงตอนล่าง ซึ่งประกอบด้วย ไทย ลาว กัมพูชาและเวียดนาม สำหรับประเทศไทย โดยกรมประมง
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หนึ่งในคณะกรรมาธิการลุ่มน้ำโขง(เอ็มอาร์ซี) ได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงจัดทำโครงการเพาะเลี้ยงปลาพื้นเมืองลุ่มน้ำโขง (เอไอเอ็มเอส) เพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์สู่ลำน้ำโขงไป
"ท่องโลกเกษตร" อาทิตย์นี้ ตามคณะเจ้าหน้าที่กรมประมง นำโดย ดร.วิมล จันทรโรทัย รองอธิบดีกรมประมง ไปทำพิธีปล่อยพันธุ์ปลายี่สกจำนวน 2 แสนตัว ลงสู่ลำน้ำโขง ณ บริเวณหน้าวัดดงโพธิ์สี เมืองหาดทรายฟอง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ตามโครงการเพาะเลี้ยงปลาพื้นเมืองลุ่มน้ำโขง (เอไอเอ็มเอส) ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี
เช้าตรู่วันที่ 22 เมษายน ขณะที่ชาวบ้าน (ส่วนใหญ่) สองฝั่งโขงไทย-ลาวล่องเรือหาปลาในลำน้ำตามปกติ ซึ่งเป็นอาชีพที่ทำกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ทั้งทำเพื่อการยังชีพและเป็นรายได้เลี้ยงครอบครัว แต่ริมฝั่งโขงหน้าวัดดงโพธิ์สี เมืองหาดทรายฟอง ส.ป.ป.ลาว ห่างจากด่านตรวจคนเข้าเมือง ส.ป.ป.ลาว ประมาณ 5 กิโลเมตร ตรงข้ามเมืองหนองคาย กลับมีพิธียิ่งใหญ่ที่สำคัญยิ่งต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านทั้งสองฝั่ง นั่นคือ พิธีปล่อยพันธุ์ปลายี่สกจำนวน 2 แสนตัวลงสู่ลำน้ำโขง
โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นจากความร่วมมือของสองประเทศ โดยกรมประมง ประเทศไทย และกรมการเลี้ยงสัตว์และกรมประมง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (ส.ป.ป.ลาว) โดยการสนับสนุนของแผนงานประมง สำนักงานเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (เอ็มอาร์ซี) ซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 4 ประเทศ ได้แก่ ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ที่ได้ตระหนักถึงการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำสู่แหล่งน้ำธรรมชาติสายนี้ให้กลับคืนความอุดมสมบูรณ์ดังเดิม
ดร.วิมล กล่าวระหว่างเป็นประธานในพิธีปล่อยพันธุ์ปลาว่า ปลายี่สกเป็นปลาน้ำจืดขนาดใหญ่ มีความยาวถึง 1.50 เมตร เมื่อโตเต็มที่จะมีน้ำหนักประมาณ 70 กิโลกรัม พบในประเทศไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม และมาเลเซีย ถูกขึ้นบัญชีสัตว์น้ำที่ใกล้สูญพันธุ์ โดยสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (ไอยูซีเอ็น) ตั้งแต่ปี 2543
"ในอดีตประเทศไทยเคยพบชุกชุมในลุ่มน้ำโขง แต่ปัจจุบันแทบไม่พบในแม่น้ำแห่งนี้อีกเลย เพราะปลายี่สกเป็นปลาที่มีรสชาติอร่อย จึงถูกจับไปเป็นอาหารจำนวนมาก ซึ่งไม่สมดุลต่อการเกิด รวมทั้งปัญหาแหล่งน้ำเสื่อมโทรม ที่เกิดจากกิจกรรมที่มนุษย์ก่อขึ้น" รองอธิบดีกรมประมงเผย
ขณะที่ สมหวัง พิมลบุตร ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด กรมประมง กล่าวเสริมว่า ศูนย์วิจัยและพัฒนาน้ำจืดหนองคายได้ตระหนักถึงความสำคัญในการอนุรักษ์และฟื้นฟูพันธุ์ปลายี่สก โดยกรมประมงประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์ด้วยการผสมเทียมพ่อแม่พันธุ์จากธรรมชาติเป็นครั้งแรก เมื่อปี 2517 และในปี 2523 สามารถเพาะพันธุ์ปลายี่สกด้วยการผสมเทียม โดยใช้พ่อแม่พันธุ์ที่เลี้ยงในบ่อดินได้สำเร็จ
"การสนับสนุนพันธุ์ปลายี่สกเพื่อใช้ปล่อยในพิธีดังกล่าวนี้ ก็เพื่อเป็นการอนุรักษ์พันธุ์ปลาใกล้สูญพันธุ์ ซึ่งผลจากการปล่อยปลาครั้งนี้ ทำให้ประชากรกว่า 60 ล้านคน ที่อาศัยอยู่ในลุ่มน้ำโขงตอนล่างจะได้รับประโยชน์ในการสร้างอาชีพและรายได้ให้แก่ชุมชนสืบไป" ผู้อำนวยการสำนักวิจัยฯ ระบุ
ด้าน ดร.สัมพัน จันเพียงใส รองหัวหน้ากรมเลี้ยงสัตว์และกรมประมง ส.ป.ป.ลาว กล่าวขอบคุณกรมประมง ราชอาณาจักรไทย ที่อนุเคราะห์ลูกปลายี่สกสำหรับพิธีการปล่อยพันธุ์ปลาครั้งนี้ เพื่อเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำในลุ่มน้ำโขงเพื่อเป็นอาหารแก่ประชาชนทั้งสองฝั่ง ทั้งยังเป็นการกระชับความสัมพันธ์อันดีของทั้งสองประเทศ นอกจากนี้ยังเป็นการปลูกจิตสำนึกให้ลูกหลานในการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำให้อยู่กับลำน้ำโขงยืนนานตลอดไป
"พิธีการปล่อยปลาวันนี้ เรามีตัวแทนจาก 4 ประเทศ ทั้งไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม มาร่วมเป็นสักขีพยานด้วย" หัวหน้าคณะผู้แทน ส.ป.ป.ลาวกล่าวอย่างภูมิใจ
แสงเทียน คำวงสา อายุ 56 ปี ชาวบ้านริมฝั่งโขงแห่งบ้านดงโพธิ์สี เมืองหาดทรายฟอง แขวงเวียงจันทน์ ส.ป.ป.ลาว มีอาชีพจับสัตว์น้ำในแม่น้ำโขงเพื่อการเลี้ยงชีพและสร้างรายได้ให้ครอบครัวมาตั้งแต่บรรพบุรุษ กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่มีโครงการนี้เกิดขึ้น จะได้มีปลาในแม่น้ำโขงเพิ่มขึ้น เนื่องจากปัจจุบันนี้มีจำนวนลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเห็นจากการออกเรือแต่ละครั้งจับปลาได้น้อยมาก บางวันแทบจะไม่ได้เลย และขนาดปลาที่จับได้ก็ตัวไม่โตเหมือนกับเมื่อก่อน
"ปลาที่จับได้ทุกวันนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นปลาเพียนหรือตะเพียนที่คนไทยเรียก แล้วก็ปลาเงินหรือยี่สก แต่ตัวไม่ใหญ่มาก ก็เอามาทำลาบหรือไม่แดดเดียว กินกันในครอบครัวมากกว่าที่จะนำไปขาย เพราะออกเรือแต่ละครั้งก็ได้มาไม่มาก ไม่กี่กิโลเอง อยากให้มีโครงการแบบนี้บ่อยๆ เพื่อจะได้เพิ่มจำนวนปลาในแม่น้ำโขงมากขึ้น" ชาวบ้านคนเดิมกล่าวทิ้งท้าย
นับเป็นอีกก้าวของความสัมพันธ์ไทย-ลาว เพื่อต่อชีวิตของชาวบ้านสองฝั่งโขงที่ยึดทำประมงเป็นอาชีพหลัก ทั้งยังเป็นการพลิกฟื้นความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์น้ำกลับคืนสู่ลำน้ำสายนี้ตลอดไป
สุรัตน์ อัตตะ



