ข่าว

จับตาระยะเปลี่ยนผ่านการเมืองกันอีกนิด

จับตาระยะเปลี่ยนผ่านการเมืองกันอีกนิด

11 ส.ค. 2554

จับตาระยะเปลี่ยนผ่านการเมืองกันอีกนิด : ประชาธิปไตยที่รัก โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ [email protected]

          ด้วยข้อจำกัดในทางเวลา ผมจึงไม่สามารถที่จะเขียนวิจารณ์รายชื่อ ครม.ใหม่ได้ เนื่องจากต้นฉบับนี้เขียนขึ้นในคืนที่คุณยิ่งลักษณ์ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ยังไม่ถึงตอนที่จะมีการเข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายรายชื่อ ครม.

           อันนี้ในแง่ที่เชื่อว่าคุณยิ่งลักษณ์จะเปิดเกมเร็ว ในการตั้ง ครม.เพื่อช่วงชิงคะแนนนิยม

           แต่ก็เอาเถอะครับ ผมขอเสนอมุมมองในช่วงเปลี่ยนผ่านอยู่สามเรื่อง

           เรื่องที่หนึ่ง ผมคิดว่า สุนทรพจน์ของคุณยิ่งลักษณ์ ในวันที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ มีนัยสำคัญทางการเมืองเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะหากเชื่อเหมือนผมว่า รากฐานของการเมืองไทยก่อนยุคสมัยใหม่ที่ยังทรงอิทธิพลมาจนถึงวันนี้ก็คือ "การเมืองว่าด้วยเรื่องของความจงรักภักดี"

           เราพบว่าสิ่งที่คุณยิ่งลักษณ์ใช้ในการยืนยันความจงรักภักดีนั้นแตกต่างจากนายกรัฐมนตรีที่ผ่านมา

           ในขณะที่นายกรัฐมนตรีในอดีตนั้น อาจอาศัยความจงรักภักดีจากประสบการณ์บางอย่าง เช่นเป็นทหาร-ตำรวจ และความเป็นทหารก็สำคัญเพราะเป็นเรื่องของผู้ชาย หรือใช้ภูมิหลังจากครอบครัว เช่นมาจากตระกูลเก่าที่รับใช้เบื้องพระยุคลบาท หรือเป็นผู้พิพากษา (แน่นอนว่าทั้งหมดนี้มาจากการมีโอกาสได้เข้าเฝ้าฯ จากหน้าที่ก่อนหน้าที่จะมาเป็นนักการเมือง) หรือแม้กระทั่งมาจากการเป็นคนธรรมดาที่มาจากตระกูลจีนที่ได้สัญชาติไทยมาไม่นานอย่างคุณบรรหาร

           แต่คุณยิ่งลักษณ์นอกเหนือจากการพูดเรื่องการผลักดันพระราชพิธีในปีนี้ ยังอ้างอิงด้วยพระราชดำรัสของในหลวง สมัยที่คุณยิ่งลักษณ์รับพระราชทานปริญญาบัตรจากพระองค์ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อ 2532

           ผมคิดว่าสิ่งนี้คือการอ้างอิงที่สำคัญมาก ในแง่ของบัณฑิตคนแรกที่จบจากมหาวิทยาลัยของรัฐในภูมิภาค และเป็นการอ้างอิงในแง่ของคนธรรมดาที่ได้พิสูจน์ตัวเองผ่านระบบอุดมศึกษาในยุคของการพัฒนาประเทศสู่ภูมิภาค (ความแตกต่างกับคุณชวน ก็คือ คุณชวนเข้ามาเรียนกรุงเทพฯ และเป็นส่วนหนึ่งของระบบชนชั้นนำในกรุงเทพฯ ผ่านการศึกษา และผ่านการทำงานการเมือง)

          แน่นอนว่าคุณยิ่งลักษณ์เป็นน้องคุณทักษิณ แต่ภาพลักษณ์ของคนชนบทที่ทันสมัย ที่ชนชั้นนำกรุงเทพฯ อาจจะต้องมาเป็นลูกน้องในบริษัทและในรัฐบาลก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ

           เรื่องที่สอง คือเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับ ครม.ใหม่ ซึ่งผมสนใจว่าแต่ละโผนั้นให้ความสนใจกับอะไรบ้าง คำตอบก็คือ ให้ความสนใจว่าใครจะยึดเก้าอี้ไหน และใครเป็นผู้ตั้งระหว่างพี่หรือน้อง หรือเมียพี่

           ส่วนที่ผมสนใจก็คือ ถ้ามองในด้านกลับ ผมพบว่าบรรยากาศการจัดตั้ง ครม.นั้นน่าสนใจ เพราะมีคนที่กล้าประกาศตัวว่าจะเข้ามาเป็น ครม.ในชุดนี้มากกว่าตำแหน่งเสียอีก

           ถ้าเทียบกับบรรยากาศสมัยคุณสมัคร หรือคุณสมชาย ที่บรรยากาศความกลัวและบรรยากาศที่จะต้องแสดงความจงรักภักดีมีมากกว่าเนื้อหาในเชิงนโยบายแล้ว บรรยากาศของการเลือกตั้งในครั้งนี้กลับทำให้ทิศทางข้อถกเถียงในเรื่องปากท้องมีความสำคัญมากกว่าเรื่องของบรรยากาศความสมานฉันท์ปรองดองที่กำหนดบรรยากาศเดิมในช่วงก่อนการเลือกตั้งอย่างเห็นได้ชัด

           เรื่องที่สาม คือเรื่องของระยะเปลี่ยนรัฐบาลนี้ สิ่งที่เราให้ความสนใจน้อยมากก็คือ การทำงานต่อเนื่องกันและเชื่อมโยงงานของรัฐบาลเก่าและใหม่

           เรามีภาพง่ายๆ ว่าการเปลี่ยนรัฐบาลก็คือการเก็บข้าวของของรัฐบาลหนึ่งแล้วอีกวันหนึ่งอีกรัฐบาลก็มาแทนที่

           สิ่งที่เป็นความจริงก็คือ ไม่ว่ารัฐบาลไหนจะมาหรือไป ระบบราชการก็ยังอยู่ตรงนั้น และนโยบายที่ดำเนินไปแล้วก็มิได้หยุดลงกะทันหัน

           มิหนำซ้ำระบบการเบิกจ่ายก็ยังต้องกระทำต่อไป ดังนั้นกว่านโยบายจริงจะเริ่มต้นขึ้นได้คงต้องอาศัยระยะเวลาอีกสักพัก

           อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญก็คือ เราสามารถเข้าไปจับตามองการเปลี่ยนแปลงส่งทอดงาน หรือกำหนดประเด็นในการทำงานของรัฐบาลใหม่ได้มากน้อยแค่ไหน และจำเป็นไหมที่จะต้องมองว่ารัฐบาลเก่านั้นมีแต่เรื่องไม่ดีเกิดขึ้น สมควรโละทิ้งไปให้หมด

           สำหรับผม หากการเมืองไทยช่วงนี้จะเปลี่ยนในระดับหนึ่ง ผู้นำที่มาใหม่ในคราวนี้อาจจะต้องออกมายอมรับและชื่นชมกับนโยบายของรัฐบาลที่แล้วเช่นกัน และกำหนดให้ชัดเจนว่าอะไรคือสิ่งที่ควรจะปรับปรุง ต่อยอด และอะไรคือสิ่งที่ริเริ่มใหม่ หรือที่ขัดกับแนวทางเก่าจริงๆ

           ความชัดเจนในนโยบายต่างๆ เหล่านี้ทั้งตัวนักการเมือง และการรายงานของสื่อ จะทำให้การเปลี่ยนผ่านในช่วงนี้มีวุฒิภาวะมากขึ้นครับ