
เปิดใจ'เฉลิมชัย'แม่บ้านใหม่ปชป.
เปิดใจ'เฉลิมชัย'แม่บ้านใหม่ปชป. "ถ้าเปลี่ยนก็คือการบริหารจัดการ" : สัมภาษณ์พิเศษ โดย พิมพ์นารา ประดับวิทย์ , อรรถภูมิ อองกุลนะ
การปรับโครงสร้างของพรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้การนำทัพหลวงของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ในครั้งนี้ แตกต่างจากเดิมตรงที่มีการถ่ายโอนแม่ทัพภาคต่างๆ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถูกโฟกัสไปที่ตัวของ เฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรคคนใหม่ ว่าจากนี้ไปจะช่วยนำพาพรรคให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งได้หรือไม่ อย่างไร
เฉลิมชัย เปิดใจถึงการได้รับความไว้วางใจจากหัวหน้าพรรค โดยยอมรับว่า เป็นงานที่มีความท้าทาย เมื่อได้รับมอบหมายก็ตั้งใจทำเต็มที่ เพราะเป็นคนที่เวลาทำงานแล้วใจเกิน 100% โดยเฉพาะกับความรับผิดชอบและภาระที่ต้องแบกรับ ซึ่งส่วนตัวยินดีเปิดกว้างรับฟังเสียงจากภายนอก ตำแหน่งเลขาธิการพรรค
"ก็รู้อยู่แล้วว่าจะต้องมารับภาระหนัก ในทางกลับกันเป็นความภูมิใจ หัวหน้าเลือกผมมาอยู่ตรงนี้ เมื่อท่านกล้าที่จะเลือก ผมก็ต้องกล้าที่จะทำ"
เฉลิมชัย บอกว่า จะขอคำปรึกษาจาก สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการพรรค เนื่องจากเห็นว่านายสุเทพ เป็นคนที่มีความสามารถและประสบการณ์มาก และสิ่งที่เหมือนกันอย่างแน่นอน คือ ความรักที่มีต่อพรรคประชาธิปัตย์
ส่วนที่มีการมองว่ามีภาพลักษณ์ที่แตกต่างจากหัวหน้าพรรคนั้น เฉลิมชัย กลับมองว่า เป็นเรื่องของภาพมากกว่า แล้วผิดหรือที่เกิด จ.ประจวบคีรีขันธ์ ทั้งที่ก็ได้รับการศึกษา ทำธุรกิจและอยู่ในสังคมมา เพียงแต่ว่าไม่มีโอกาสที่จะเกิดในกรุงเทพฯ เท่านั้น มันเป็นความผิดด้วยเหรอ มันก็ไม่ใช่ มันเป็นแต่เพียงภาพที่คนทั่วไปมอง
"ส่วนตัวผมไม่มีศัตรู ทำงานร่วมกับทุกคนได้ ผมเป็นคนที่คบได้กับทุกพรรค นี่คือสิ่งที่มีอยู่ในตัวผมและผมไม่กลัวที่มาอยู่ตรงจุดนี้ เพราะถ้ากลัวคงไม่มารับตำแหน่ง”
กับการก้าวสู่ตำแหน่งนี้บางคนบอกว่าเร็ว เฉลิมชัย ชี้แจงว่า อยากให้มองอีกมิติหนึ่งนั่นคือการทำงาน มันอยู่ที่ผลงาน มันอยู่ที่การทุ่มเท
"ผมจะเป็นตัวอย่าง แบบอย่าง ที่จะทำให้คนกล้าเข้าพรรคประชาธิปัตย์ เพราะประชาธิปัตย์นั้นหลายคนกลัวว่าเมื่อเข้ามาแล้วต้องมานั่งต่อแถว ไม่มีโอกาสที่จะก้าวหน้าในเส้นทางการเมือง ผมกำลังจะทำให้ทุกคนเห็นว่า ถ้าเราทำงาน มีผลงานและทุ่มเท เราก็สามารถโตในพรรคประชาธิปัตย์ได้"
เฉลิมชัย ยอมรับว่า ถูกมองว่าเป็นคนมีกลุ่มก๊วน แต่ส่วนตัวคิดว่ากลุ่มก๊วน เป็นเรื่องของความรู้สึกของคน ซึ่งเรียนท่านหัวหน้าก่อนจะมีการเลือกตั้งว่าเรื่องกลุ่มก๊วนเนี่ย กลุ่มในการคบหามีจริง แต่กลุ่มในการที่จะเรียกต่อร้องผลประโยชน์ไม่มีหรอก
“ในส่วนของผมมันคงเริ่มมาจากที่พรรคเราได้ไปสัมมนาที่ภาคใต้ ผมไปพูดบนเวทีว่าผมมีพวกมากกว่า 40 คนนะ ซึ่งจริงๆ มันเป็นการหยอกล้อระหว่างผมกับหัวหน้า ซึ่งท่านก็เข้าใจ"
ส่วนการจัดทัพจากนี้ไป แม่บ้านพรรคประชาธิปัตย์ บอกว่า พรรคต้องคิดถึงเรื่องบริหารจัดการยุทธศาสตร์ คือทำอย่างไรให้ชนะเลือกตั้ง เพราะทุกคนในพรรคยอมรับสภาพว่าเราแพ้การเลือกตั้ง แต่เมื่อแพ้แล้วก็ต้องกลับมาตั้งหลักเพื่อเดินไปข้างหน้า การที่จะตั้งหลักตรงนี้ได้ หลายภาคส่วนต้องช่วยกันเสียสละ
"เบื้องต้นผมคิดว่าจะเป็นการทำงานในลักษณะของทีมเวิร์ก คือ รับผิดชอบร่วมกัน ดึงบุคลากรของพรรค ที่ผมคิดว่ามีคุณภาพและมีความสามารถร่วมกันในการกำหนดยุทธศาสตร์ ในการที่จะรู้ว่าควรจะมีการเปลี่ยนแปลงตรงจุดไหน เพื่อที่จะสามารถพาพรรคเดินไปข้างหน้าได้"
เฉลิมชัย กล่าวว่า เราก็ต้องวางรูปแบบการทำงาน แต่ถ้าจะมองไปไกลถึง 5-10 ปี ยังตอบไม่ได้ เพราะการวางวันนี้แล้วในอนาคตมันจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง เพียงแต่เราก็ต้องมีกรอบ เช่น การวางแผนวันนี้จะอยู่บนหลักที่ว่ารัฐบาลจะทำงานครบ 4 ปีก่อน เพื่อที่จะได้ทันกับสถานการณ์และเราจะสามารถกู้ประชาธิปัตย์กลับมา แต่ให้ความมั่นใจได้ว่า จะทำให้ ส.ส.แต่ละภาคเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน นั้นคือ เป้าหมายของกรรมการบริหาร
"ผมให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมกับสาขาพรรค โดยให้สาขามีบทบาทมีส่วนกำหนดการบริหารงานภายในพรรค สาขาจะเป็นส่วนที่จะขับเคลื่อนพรรคไปกับเรา แต่ยุทธศาสตร์ของแต่ละภาค ผมมองว่า เป็นไปตามสภาวะแวดล้อม ยุทธศาสตร์ใดยุทธศาสตร์หนึ่งจะไปใช้กับทุกภาคเลยคงเป็นไปไม่ได้"
เขามองย้อนไปสู่การเลือกตั้ง ที่พรรคพ่ายแพ้มีหลายปัจจัย คือ 1.ตอนนายกรัฐมนตรียุบสภา เป็นช่วงที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิที่เป็นกันทั่วโลก ดังนั้นจึงมีผลในเรื่องของราคาสินค้าที่ประดังเข้ามา แต่ว่าการจะอธิบายให้ประชาชนเข้าใจนั้นมันเป็นเรื่องยาก 2.เรื่องนโยบายที่กำหนดออกมา เราไปกำหนดบนข้อเท็จจริง บนพื้นฐานที่ทำได้ คือไม่เว่อร์ ต่างจากพรรคอื่นที่นโยบายโดนใจมีการให้มากกว่า แต่ว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่สามารถตอบได้
"ผมยกตัวอย่างง่ายๆ คือ เรื่องค่าแรง 300 บาท เงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท ตรงนี้มันเห็นได้ชัด ชาวบ้านเขารู้สึกว่าให้มากกว่าแต่ถามว่าทำได้หรือมีผลกระทบขนาดไหนมันยังไม่มีคำตอบ มันจะมีคำตอบหลังได้ปฏิบัติไปแล้ว และก็เป็นเรื่องที่พรรคนั้นต้องรับผิดชอบ นอกจากนี้ กระแสของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และกระแสของมวลชนของคนเสื้อแดง ที่หนุนพรรคเพื่อไทยอยู่มีส่วน"
เฉลิมชัย กล่าวว่า การเข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้ ไม่ได้คิดว่าจะต้องจะพลิกโฉมหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เพราะถึงอย่างไรก็ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ เป็นพรรคที่มีอุดมการณ์ ขายความซื่อสัตย์ เป็นพรรคที่เป็นสถาบันทางการเมือง ตรงนี้เป็นจุดแข็งของเราอยู่แล้ว ส่วนแนวทางปฏิบัติและนโยบายเป็นเรื่องย่อยของการบริหารจัดการ แต่ถ้าเปลี่ยนก็คือเรื่องการบริหารจัดการ



