ข่าว

 “ที คิว เอ็ม”กับการบริหารประเทศ

“ที คิว เอ็ม”กับการบริหารประเทศ

10 ส.ค. 2554

“ที คิว เอ็ม”กับการบริหารประเทศ : เล่าสู่กันฟัง โดย บัญญัติ คำนูณวัฒน์

           ก้าวเข้าสู่สัปดาห์ที่สองของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก และคนที่ 28 ของประเทศไทย นับตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมากว่า 79 ปี ถึงแม้จะเป็นนายกฯ ที่มีอายุน้อยที่สุดอันดับที่ห้าด้วยวัย 44 ปี และใช้เวลาน้อยที่สุดเพียงแค่ 82 วันเท่านั้นหลังจากลงเล่นการเมืองแล้วได้รับเลือกเป็นนายกฯ แต่เท่าที่ศึกษาประวัติดูก็พบว่าคุณยิ่งลักษณ์ได้ผ่านชีวิตการเป็นผู้บริหารองค์กรภาคเอกชนขนาดใหญ่ที่ประสบความสำเร็จมาหลากหลายและเนิ่นนานพอสมควร

            จริงอยู่ที่มักจะมีคนพูดว่า การบริหารประเทศกับการบริหารธุรกิจนั้นไม่เหมือนกัน แต่สำหรับผมแล้วเห็นว่าบางแนวคิดบางกลยุทธ์เราสามารถนำมาปรับใช้ได้เป็นอย่างดี ขึ้นอยู่กับว่าเรารู้จักใช้หรือเปล่าเท่านั้น วันนี้จึงขอเอามะพร้าวห้าวมาขายสวน หรือจะเรียกว่าเณรน้อยบังอาจสอนหนังสือสังฆราชก็ได้ 

           มีแนวทางหนึ่งที่บริษัทใหญ่ๆ นิยมใช้เหมือนกันอย่างได้ผลก็คือ แนวทางการบริหารคุณภาพทั่วทั้งองค์กร หรือที่เรียกว่า ที คิว เอ็ม (Total Quality Management)

            การบริหารคุณภาพทั่วทั้งองค์กรเป็นวัฒนธรรมขององค์กรที่สมาชิกทุกคนต่างให้ความสำคัญ และมีส่วนร่วมในการพัฒนาการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งที่จะตอบสนองความต้องการและสร้างความพอใจให้แก่ลูกค้า ถ้าปรับใช้กับรัฐบาลก็คือประชาชนทั่วทั้งประเทศ ซึ่งจะสร้างพัฒนาการที่ยั่งยืนได้  ก็ขอเสนอเพียงบางแนวคิดที่สำคัญๆ เท่านั้น เพื่อเตือนความทรงจำนะครับ

            แนวคิดแรก สร้างผลงานหรือบริการที่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง (Market-in) คือ การนำเอาความต้องการของประชาชนมาเป็นที่ตั้ง เพื่อนำมาพิจารณากำหนดเป็นนโยบายในการบริการให้ความช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาความทุกข์ยากต่างๆ ของประชาชน หรือเพื่อปรับปรุงการดำเนินงานของภาครัฐให้มีคุณภาพตามที่ประชาชนปรารถนา  ไม่ใช่ทำตามความต้องการของฝ่ายรัฐ

            แนวคิดที่สอง การแก้ไขปัญหาและการตัดสินใจโดยอาศัยข้อมูลและความเป็นจริงที่เกิดขึ้น (Fact and Data) คือ ไม่ใช้ความรู้สึกหรือการคาดเดา การตัดสินใจทุกอย่างจะต้องทำอย่างมีหลักการโดยยึดเอาความจริงหรือข้อมูล และเหตุผล ดังนั้นการศึกษาสภาพความเป็นจริงโดยการหมั่นลงพื้นที่ไปดูของจริง เป็นแนวทางหนึ่งที่สำคัญ อย่าเชื่อและฟังจากการรายงานของลูกน้องเพียงด้วยคำพูดและเอกสารอย่างเดียว เพราะสมัยนี้ลูกน้องจำนวนไม่น้อยที่เพ็ดทูลแต่เรื่องสวยๆงามๆ ส่วนเรื่องร้ายๆ หรือปัญหาอุปสรรคต่างๆ ไม่ค่อยมีใครมารายงาน กว่าจะรู้ความจริงก็สายเกินแก้

            แนวคิดที่สาม คือ การจัดทำมาตรฐานในการทำงานและการปฏิบัติตามมาตรฐาน (Standardization) ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่จะทำให้งานมีคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ เป็นการลดขั้นตอน และลดความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการที่เจ้าหน้าที่ขาดวินัย หรือเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ใหม่มาทำงานแทน รวมถึงนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา คุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ควรจัดให้มีมาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งประเทศ

            แนวคิดที่สี่ คือ การทำงานเป็นทีม (team work) การทำงานในระดับประเทศไม่สามารถทำสำเร็จได้เพียงคนคนเดียวหรือกลุ่มเดียว ต้องอาศัยกำลังคน ความรู้ความสามารถ และความคิดริเริ่มสร้างสรรค์จากหลายฝ่าย ไม่ว่าจะมาจากฝ่ายไหนหรือว่าพรรคไหน ไม่นำความรู้สึกส่วนตัวและอคติมาเกี่ยวข้อง แม้มีการขัดแย้งกันในด้านความคิด แต่ก็เต็มใจที่จะเป็นส่วนรวมของกลุ่ม ทำงานและประสานงานกัน ตรวจสอบกันเป็นระยะๆ บนประโยชน์ของส่วนรวม เพื่อให้ช่วยกันพัฒนาประเทศเจริญเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ และสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้ ข้อนี้อาจใช้กับบริษัทได้ แต่กับประเทศอาจจะยาก แต่ก็น่าลอง

            ทั้งหมดนี้เป็นเพียงบางแนวคิดตามหลัก “ที คิว เอ็ม” ที่องค์กรขนาดใหญ่ที่ประสบความสำเร็จนำมาเป็นแนวทางในการบริหาร ซึ่งนายกฯ หญิงคนแรกของไทยคงรู้จักดีอยู่แล้ว เพียงแต่หากจะนำมาประยุกต์ใช้กับการบริหารจัดการคุณภาพโดยรวมทั่วทั้งประเทศดูบ้าง ก็น่าจะทำให้ลูกค้าคือประชาชนพึงพอใจสูงสุด และประเทศก็มีโอกาสเจริญก้าวหน้า มีศักยภาพในการแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ก็ไม่ได้หวังอะไรมาก แค่เป็นผู้นำอันดับหนึ่งในอาเซียนก็พอแล้วครับ