ข่าว

ย้อนเกล็ดซ้อนแผนจับแก๊ง'คอลเซ็นเตอร์'

ย้อนเกล็ดซ้อนแผนจับแก๊ง'คอลเซ็นเตอร์'

10 ส.ค. 2554

ย้อนเกล็ด"แก๊งคอลเซ็นเตอร์"เรียกค่าไถ่...ซ้อนแผนจับ : ตะลุยข่าว โดยโต๊ะรายงานพิเศษ

          ภัยจาก "แก๊งคอลเซ็นเตอร์" ยิ่งเพิ่มดีกรีความร้ายกาจขึ้นทุกวัน จากเดิมเพียงแค่สุ่มโทรศัพท์เข้าเบอร์มือถือของเหยื่อ แล้วลวงว่า ติดหนี้บัตรเครดิต หนี้ธนาคาร หนี้ภาษีจากกรมสรรพากร จนเหยื่อหลงเชื่อยอมทำธุรกรรมหน้าตู้เอทีเอ็ม โอนเงินเข้าบัญชีเรียบร้อยโรงเรียนแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แต่ปัจจุบันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เปลี่ยนเป้าหมายใหม่ เป็นกลุ่มผู้ที่ใช้เบอร์บ้าน ซึ่งมักจะเป็นผู้สูงอายุ พอรับสายก็จะลวงสอบถามชื่อบุคคลต่างๆ ในบ้าน ก่อนออกอุบายลวงเหยื่อ "เรียกค่าไถ่" หลายแสนบาท

           แต่ไม่โชคดีเสมอไป...เมื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ถึงคราวซวยโทรศัพท์ไปลวงเหยื่อหญิงสูงวัย ซึ่งมีลูกเขยเป็นตำรวจ จึงถูกย้อนเกล็ดซ้อนแผนจับกุมได้ทันควัน!!

           "กริ๊งง กริ๊งง..." 9 โมงเช้าเศษของวันที่ 8 สิงหาคม เสียงโทรศัพท์บ้านดังขึ้น หญิงสูงวัยเจ้าของบ้านหลังหนึ่งในหมู่บ้านเคหะสถาน 3 ต.บางพูด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี รีบมารับสายแต่ต้องแปลกใจกับเสียงปลายสายที่ฟังดูดุดัน และพยายามสอบถามชื่อลูกหลานที่อยู่ในบ้านทุกคน

           "ฉันก็หลุดปากบอกไปว่า "โอ๋" สักพักก็ได้ยินเสียงกรี๊ดลั่นเหมือนคนถูกทรมาน ฉันก็ถามว่า "โอ๋เหรอ" ยิ่งได้ยินเสียงกรีดร้องน่ากลัวมาก ฉันตกใจจึงวางโทรศัพท์ไว้ที่โต๊ะบอกให้ลูกเขยที่เป็นตำรวจมารับสาย..."   หญิงสูงวัยเจ้าของบ้านกล่าว

           จ.ส.ต.สวาท คัดวงษ์ ผบ.หมู่จราจร สน.ทางด่วน 1 บก.จร. เสริมว่า พอแม่ยายตกใจ ก็เรียกให้ไปรับสายแทนเสียงปลายทางฟังแล้วไม่น่าจะใช่คนไทย น่าจะเป็นคนต่างด้าว พูดจาดุดันมาก บอกว่า "โอ๋" ซึ่งเป็นน้องของภรรยาค้ำประกันเงินกู้ 5 แสนบาท ไม่จ่ายเงินรวมถึงดอกเบี้ย 3-4 เดือน ก็ไม่เคยส่งรวมเป็นเงิน 6.5  แสนบาท จะเคลียร์หรือไม่ ไม่เช่นนั้นจะฆ่าน้องภรรยาทิ้ง 

           “แรกที่ฟังก็ตกใจนะ แต่เขียนบอกให้ภรรยาโทรศัพท์ไปหาโอ๋ว่าอยู่ไหนปลอดภัยหรือไม่ ก็รู้ว่าเขาปลอดภัยดี กำลังทำงานอยู่ พอรู้อย่างนี้แน่ใจเลยว่าเป็นพวกมิจฉาชีพสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน เลยแกล้งทำทีร่วมหัวจมท้าย พยายามพูดว่าอย่าทำอะไร "โอ๋" และพยายามต่อรองเงินให้ลดลงมาจนกระทั่งจบกันที่ 2.2 แสนบาท“ จ.ส.ต.สวาทเล่าถึงนาทีเล่นละครตบตาแก๊งคอลเซ็นเตอร์

           ระหว่างที่กำลังสนทนาทางโทรศัพท์กันอยู่นั้น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ก็สอบถามว่ามีโทรศัพท์กี่เครื่องและพยายามไม่ให้เหยื่อวางสาย จ.ส.ต.สวาทจึงบอกว่า มีโทรศัพท์มือถืออีกเครื่องหนึ่ง แล้วก็บอกเบอร์โทรศัพท์คนร้ายไป ไม่ถึงนาทีก็มีสายโทรเข้ามาแต่ไม่โชว์เบอร์ เมื่อรับสายก็เป็นเสียงคนร้ายเดียวกัน ซึ่งพยายามพูดไม่ให้วางสาย หากวางสายตัวประกันจะต้องเสียชีวิต

           “ผมจึงหลอกล่อว่า กำลังไปถอนเงินให้นัดเจอกันที่ธนาคารกสิกรไทย สาขาปากเกร็ด แต่คนร้ายขอเปลี่ยนที่ ผมก็พยายามถ่วงเวลาประสานงานกับเพื่อนที่เป็นตำรวจ แล้วนัดเจอกันที่ห้างโสตัสหลักสี่ คนร้ายบอกว่าไกลไป ผมจึงออกอุบายว่าแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือกำลังหมด อย่าทำอะไร "โอ๋" นะ กำลังเอาเงินไปให้ คนร้ายก็บอกว่าให้ปิดโทรศัพท์มือถือแล้วเจอกันที่ห้างเซ็นทรัลบางนา แต่ระหว่างที่ผมยังไม่ทันปิดโทรศัพท์มือถือ คนร้ายก็โทรมาด่าว่าทำไมยังไม่ปิดมือถือ (ฮา)  ระหว่างนั้นผมก็ประสานงานไปยังเพื่อนตำรวจรุ่นเดียวกันเล่าเรื่องให้ฟัง แล้วไปรอที่จุดหมายปลายทางเพื่อจับคนร้าย“ จ.ส.ต.สวาทกล่าว

           เมื่อมาถึงจุดนัดหมาย จ.ส.ต.สวาท จึงเปิดเครื่องโทรศัพท์มือถือ คนร้ายก็โทรเข้ามาทันที บอกว่า ให้เดินข้ามสะพานลอยไปรอที่ร้านเซเว่นอีเลฟเว่นที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้าม โดยกำชับไม่ให้วางสาย หากวางสายตัวประกันจะถูกฆ่า ระหว่างนั้นคนร้ายถามว่า "ใส่เสื้อสีอะไร" พอถึงจุดนัดหมาย ก็เห็นชายคนหนึ่งพยายามมองมาจึงเดินไปยื่นถุงเงินสด ซึ่งภายในถุงเป็นกระดาษเปล่ายื่นให้

           วินาทีนั่นเอง...พ.ต.อ.สุพัชร พึ่งพวง ผกก.ดส., พ.ต.ท.สำเริง ส่งเสียง รอง ผกก.บก.ดส. และฝ่ายสืบสวน เข้าควบคุมตัวผู้ชายคนดังกล่าวทันที ทราบชื่อคือนายอาซัง เป็นคนที่ราบสูงจาก อ.แม่จัน จ.เชียงราย ให้การรับสารภาพว่าเพิ่งทำแบบนี้ได้ 2 ครั้ง ส่วนแก๊งคนร้ายที่เหลือนั่งรออยู่ในห้าง

           ชุดสืบสวนจึงให้ นายอาซัง นำถุงบรรจุกระดาษเปล่าไปให้แก๊งคนร้ายที่รออยู่ ก่อนแสดงตัวเข้าจับกุมคนร้ายอีก 2 คน คือ นายอาไข่ ชาวไต้หวัน อายุ 32 ปี และ นายกันตพัฒน์ ภักดีงามอนันต์ อายุ 23 ปี อยู่บ้านเลขที่ 115/72 แขวงบึงกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ

           "แก๊งนี้ถูกจับเพราะไหวพริบของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรที่ญาติกำลังตกเป็นเหยื่อการหลอกลวง จึงย้อนรอยจับกุม ตอนนี้ชุดสืบสวนนำข้อมูลที่ได้จากผู้ถูกกล่าวหามาสืบสวนสอบสวนขยายผล จึงอยากขอเตือนประชาชนให้ระมัดระวังแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่อาจยังหลงเหลืออยู่ ซึ่งอาจสร้างความเดือนร้อนและความสูญเสียทรัพย์สินของประชาชนได้"พ.ต.อ.สุพัชร กล่าว