
มาตรฐานป้องกันผู้นำปท.
ถ้าไล่เรียงเหตุการณ์การทำร้าย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไล่เรียงตั้งแต่การเตรียมประชุมอาเซียน ที่พัทยา จ.ชลบุรี วันต่อมาก็วันประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่กระทรวงมหาดไทย ทั้ง 2 เหตุมุ่งทำร้าย จนถึงขั้นเอาชีวิตนายกรัฐมนตรี แล้วทั้งสิ้น
เพราะเพียงแค่ความคิดเห็น “ขัดแย้ง” กันเท่านั้น โดยเฉพาะการตัดสินใจของรัฐบาลในการประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) เพื่อยับยั้งกลุ่มคนเสื้อแดง ไม่ให้กระทำการอุกอาจก่อการจลาจลกลางเมืองหลวง
ความไม่เข้าใจของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ถูกปลุกปั่นจากแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงเพียงไม่กี่คน สร้างความเสียหายให้แก่ประเทศชาติเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ “ความเชื่อมั่น” จากนานาประเทศ
จะให้เขาเชื่อมั่นได้อย่างไร ในเมื่อผู้นำประเทศ ยังถูกทำร้ายจน “ขวัญหนีดีฝ่อ”
ณ วันนี้ มาตรการรักษาความปลอดภัย “ผู้นำประเทศ” จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด ที่ผ่านมาการดูแลบุคคลสำคัญ ระดับวีไอพี จะใช้กำลังพลจาก ศูนย์รักษาความปลอดภัย (ศรภ.) กองบัญชาการกองทัพไทย ที่เป็นหน่วยงานแรกที่จะถูกเรียกใช้
แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่า ชุดคุ้มกันนายกรัฐมนตรี "เอาไม่อยู่" ทำให้หน่วยงานด้านความมั่นคง ที่มี สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ดูแลภาพรวมทั้งหมด ต้องกลับมาทบทวนมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยผู้นำประเทศใหม่
เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น จำเป็นต้อง “โละทิ้ง” ชุดเก่าทั้งหมด !
เพราะแม้แต่ พ.ต.ปกรณ์ สมภานต์ หัวหน้าชุดจาก ศรภ. ก็ยังถูกทำร้ายร่างกายอย่างสาหัส แถมยังถูกตำหนิอย่างหนักจากผู้ใหญ่ใน ศรภ.
ก่อนหน้านี้ การจัดวางกำลังรักษาความปลอดภัยนายกรัฐมนตรีนั้นมีอยู่ถึง 5 ชุด แต่ปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนให้เหลือ 1 ชุดปฏิบัติการ โดย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ได้จัดกำลังรักษาความปลอดภัยจากกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ร.21 รอ.) ค่ายนวมินทราชินี จ.ชลบุรี หรือ “ทหารเสือราชินี” จำนวน 30 นายมาดูแล
ทั้งหมด จะแบ่งเป็น 2 ชุดปฏิบัติการ (ชุดรละ 15 นายผลัดกัน 1 ชุดต่อ 1 วันทำการ) โดยแบ่งประกบขบวนนายกรัฐมนตรี 1 ชุด และส่วนล่วงหน้าอีก 1 ชุด
นอกจากคนแล้ว ก็ยังต้องเปลี่ยนรถยนต์กันกระสุนให้แก่นายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงอีกด้วย
สิ่งที่เกิดขึ้นนับจากนี้ ก็คือ การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของหน่วยข่าว ทั้ง สำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) รวมถึง ศูนย์รักษาความปลอดภัย กองบัญชาการกองทัพไทย เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น ฟ้องชัดเจนว่า หน่วยข่าวด้านความมั่นคงยังมี “จุดบอด”
โดยสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ซึ่งถือเป็นหน่วยงานหลักและกลไกของรัฐบาล เกี่ยวกับการต่อต้านข่าวกรอง การข่าวกรองทางการสื่อสาร และการรักษาความปลอดภัยฝ่ายพลเรือน โดยเฉพาะการติดตามสถานการณ์ภายในประเทศและต่างประเทศ ที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติ
แต่ปัจจุบัน “เครื่องมือ” ที่ใช้ในภารกิจดังกล่าว “ล้าหลัง” ไม่ทันสมัยเข้ากับยุค พ.ศ.นี้ ทำให้รัฐบาลต้องกลับมาทบทวนเพื่อให้งานเกิดประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงอาจจะมีการเปลี่ยนตัว เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่มี พล.ท.สุรพล เผื่อนอัยกา เตรียมทหารรุ่น 10 เพื่อนร่วมรุ่นกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ขึ้นมานั่งเก้าอี้ตัวนี้ ได้ในยุค สมัคร สุนทรเวช ทั้งที่ใครก็คิดว่า น่าจะหลุดวงโคจรไปแล้ว หลังจากที่ถูกย้ายจากรองเลขาธิการ สมช.ไปเป็นคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม
ว่ากันว่ามีการวางตัวให้ พล.อ.ไวพจน์ ศรีนวล รองปลัดกระทรวงกลาโหม อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ที่ถูกเด้งในยุค "ขิงแก่" เข้ามาทำหน้าที่แทน...ถ้ามาจริงก็เรียกได้ว่า ได้เกิดอีกหน !
แต่ขณะนี้ติดอยู่ที่ว่าเมื่อเปลี่ยนตัวเลขาธิการคนเดิมแล้ว จำเป็นจะต้องมีตำแหน่งรองรับตามกฎระเบียบ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการจัดระเบียบของกระทรวงกลาโหม ปี 2551
ขณะเดียวกันจะต้องจับตาการโยกย้ายภายในศูนย์รักษาความปลอดภัย ที่ปัจจุบันมี พล.ท.เชาวฤทธิ์ ประภาจิตร์ เป็น ผบ.ศรภ. โดยการปรับเปลี่ยนครั้งนี้ ต้องเรียก “ยกไปทั้งชุด”
ก็ไม่นานเกินรอ วันที่ 30 เมษายนนี้ ก็คงได้รู้ว่า ไผเป็นไผ !
ทีมข่าวความมั่นคง



