
ป่าไม้ลุยแจ้งจับ22รีสอร์ตวังน้ำเขียว
"ประยุทธ์"เผย"ราชินี" ทรงห่วงป่าไม้ถูกบุกรุก อธิบดีกรมป่าไม้ สั่งลุยแจ้งความจับ 22 รีสอร์ทรุกป่า ระบุรอหมายศาลเข้าตรวจค้น ก่อนสั่งรื้อถอนภายใน 45 วัน ป.ป.ท.เอาผิดรุกที่สาธารณะหนองตะไก้อีกกว่า4พันไร่
เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 9 ส.ค. 54 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวภายหลังเป็นประธานในการจัดพิธี และกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 79 พรรษา ในวันที่ 12 สิงหาคม 2554 ในเรื่องการดูแลป่าไม้ในเมืองไทยว่า การดูแลรักษาป่าไม้ ต้องเป็นไปตามกติกาและกฎหมาย ขณะที่ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บอกว่าต้องใช้ทั้งหลักนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ ซึ่งต้องแยกแยะออกจากกันว่าอะไรคือ นายทุน ประชาชน โดยจะต้องมีมาตรการที่เหมาะสมในการดูแลป่า เพราะถ้าเป็นเช่นนี้อยู่คงไม่ได้ และต่อไปคงจะไม่เหลือป่า
ส่วนปัญหาของวังน้ำเขียวนั้น ผบ.ทบ. กล่าวว่า กองทัพดูอยู่แล้วตามเอ็มโอยู เพียงแต่จะไม่ขัดแย้งกับชาวบ้านโดยตรง เพราะเป็นหน้าที่ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะต้องทำความเข้าใจ เพราะเป็นคนไทยด้วยกัน จะใช้ความรุนแรงไม่ได้ แต่ต้องขอร้องว่าให้ดูข้อกฎหมายให้ดี และให้ความเป็นธรรมซึ่งกันและกัน คนไทยด้วยกันพูดกันรู้เรื่อง ทะเลาะเบาะแว้งกันไม่ได้อยู่แล้ว ทั้งนี้กองทัพจะเข้าไปดูแลทุกพื้นที่ป่าทั้งหมดของประเทศไทย ซึ่งมีไม่ถึง 30% โดยจะให้ทุกเหล่าทัพในพื้นที่รับผิดชอบ
“พระราชินีทรงเป็นห่วงป่ามาก และมีรับสั่งมาเป็นเวลา 60 ปีแล้วว่าอนาคตประชาชนทั่วโลกจะขาดแคลนน้ำและอาหาร ท่านจึงทรงให้ความสนใจในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ทั้งอาชีพ อาหาร พระองค์รับสั่งว่า ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตอาหารของโลก พระองค์มีโครงการธนาคารอาหารตามหมู่บ้านต่างๆ ประชาชนสามารถหาอาหารได้ตามป่าเขาและไม่ทำลายป่า ประชาชนทุกคนต้องเฝ้าระวัง ไม่ให้ใครเข้ามาบุกรุกทำลายป่า ส่วนการจัดการกับกลุ่มผู้มีอิทธิพลนั้น ทุกคนทราบดีว่าใครมีอิทธิพล ต้องแก้กันไป โดยเริ่มจากเจ้าหน้าที่ที่มีความรับผิดชอบตามกฎหมายก่อน ส่วนประชาชนต้องเฝ้าระวังและแจ้งข้อมูล และต้องกล้าที่จะแจ้งความ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
ป่าไม้ลุยแจ้งจับ22รีสอร์ตวังน้ำเขียว
เวลา 09.30 น. นายสุวิทย์ รัตนมณี อธิบดีกรมป่าไม้ เดินทางไปเป็นประธานในพิธีปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จำนวน 50 ไร่ ที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าชุมชนเขาสามสิบส่างและเขาเขียว ในพื้นที่ ต.มะเกลือเก่า อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา โดยพื้นที่ดังกล่าวมีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 7,600 ไร่ ซึ่งบางพื้นที่เคยถูกเกษตรกรส่วนหนึ่งบุกรุกแผ้วถางเพื่อใช้เป็นพื้นที่ทำการเกษตรหลายพันไร่ ก่่อนที่ทางชาวบ้านในพื้นที่และเจ้าหน้าที่จากกรมป่าไม้จะเข้ามาแก้ไขปัญหานำพื้นที่กลับคืนและร่วมกันพัฒนาเป็นให้พื้นที่ให้กลับมาสู่สภาพเดิมให้มากที่สุด พร้อมกับนำไปจัดสรรเป็นป่าชุมชน เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่สามารถเข้าใช้ประโยชน์เป็นพื้นที่สาธารณะ ใช้เลี้ยงสัตว์ และเข้ามาเก็บของป่าไปดำรงชีวิตประจำวันได้อย่างทั่วกัน
สำหรับการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วยังเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นที่อนุรักษ์หวงแหน และช่วยกันฟื้นฟูสภาพป่าไม้ให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ เพื่อเป้นแหล่งต้นนำลำธารและแหล่งอาหารให้กับชุชนอีกด้วย โดยในการปลูกป่าครั้งนี้ทางสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 8 นครราชสีมา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แจกพรรณพืชนานาชนิดซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพืชอาหาร จำนวน 10,000 ต้น ให้กับประชาชนในพื้นที่ ต.มะเกลือเก่า อ.สูงเนินที่มาร่วมงานกว่า 1,000 คน ได้นำไปช่วยกันปลูกลงพื้นที่ที่เคยถูกแผ้วถางไปเพื่อปรับสภาพป่าไม้ให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง
ขณะที่ความคืบหน้าในการดำเนินการกับผู้ประกอบการรีสอร์ตที่พัก จำนวน 22 แห่ง ที่เข้าข่ายบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเขาภูหลวง ต.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา นั้น นายสุวิทย์ เปิดเผยว่า กระบวนการที่ทางกรมป่าไม้ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ เป็นกระบวนการขอคืนพื้นที่กลับมาเพื่อสร้างป่าไม้ให้กลับคืนมาสู่ประเทศ ซึ่งในการดำเนินการกับผู้ประกอบการรีสอร์ทที่พักทั้ง 22 แห่งที่ทางกรมป่าไม้มีหลักฐานที่สามารถเชื่อได้ว่า เป็นการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเขาภูหลวง
ทั้งนี้ หลังจากที่ทางกรมป่าไม้ได้รวบรวมข้อมูลหลักฐานต่างๆเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ได้นำข้อมูลหลักฐานเหล่านั้น ไปแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ประกอบการทั้ง 22 แห่ง ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.วังน้ำเขียว อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ในข้อหาบุกรุกพื้นที่เขตป่าสงวนแห่งชาติ ตามพรบ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 และพรบ.ป่าไม้ 2484 และข้อหาทำให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม ตามพรบ.ส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 ตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค.2554 ที่ผ่านมา
นายสุวิทย์ กล่าววา ได้มอบหมายให้ชุดปฏิบัติการพิเศษของกรมป่าไม้ ประสานงานร่วมกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ เข้าทำการตรวจสอบเอกสารสิทธิและพื้นที่รีสอร์ตทั้ง 22 แห่งทางกรมป่าไม้มีหลักฐานว่าบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติทันที โดยเริ่มต้นลงพื้นที่ตรวจสอบในวันที่ 9ส.ค.นี้ เป็นวันแรกในบางรีสอร์ตจากทั้งหมด 22 จุด
สำหรับการเข้าตรวจสอบในครั้งนี้ จะเป็นการขอเข้าตรวจสอบโดยความยินยอมของผู้ประกอบการที่อยู่ใน 22 จุดเอง ซึ่งหากว่า ผู้ประกอบการรายใดอนุญาตให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบพื้นที่ได้ก็จะเข้าทำการตรวจสอบเอกสารสิทธิ ที่ระบุว่า เป็นผู้ถือครองพื้นที่โดยทันที แต่หากไม่มีหลักฐานเอกสารสิทธิที่จะมายืนยันว่าเป็นผู้ครอบครองพื้นที่ เจ้าหน้าที่ก็จะทำการสำรวจพื้นที่อย่างละเอียด
ทั้งนี้ หากพบว่า เป็นพื้นที่ที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติจริง ก็จะอาศัยอำนาจตาม พรบ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตราที่ 25 สั่งให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากพื้นที่ภายใน 45 วัน แต่หากว่าผู้ประกอบการซึ่งเป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้าง ไม่อนุญาตให้เข้าทำการตรวจสอบ ทางเจ้าหน้าที่ก็จะต้องรอหมายศาลเพื่อเข้าตรวจค้นเคหะสถาน จากศาลจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลเข้าทำการตรวจค้นในโอกาสต่อไป
อย่างไรก็ตาม คาดว่า จะสามารถเข้าตรวจสอบในพื้นที่ทั้ง 22 จุด ได้เสร็จสิ้นและทราบผลภายในสัปดาห์นี้
เผย เตรียมเอาผิด รีสอร์ต อีก 17 แห่ง
นายสุวิทย์ กล่าวว่า นอกจากรีสอร์ททั้ง 22 แห่งดังกล่าวแล้ว ขณะนี้ทางกรมป่าไม้กำลังรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ เพื่อเตรียมดำเนินการเอาผิดกับเจ้าของรีสอร์ตที่พักในพื้นที่ ต.วังน้ำเขียว ที่อยู่ใกล้เคียง ซึ่งเข้าข่ายบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเขาภูหลวง เช่นเดียวกันอีกจำนวน 17 ราย ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการตรวจสอบอย่างละเอียด
นายสุวิทย์ กล่าวด้วยว่า สำหรับการลงพื้นที่ในการตรวจสอบรีสอร์ทที่พัก ที่เข้าข่ายบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเขาภูหลวงนั้น ขณะนี้เจ้าหนน้าที่จากกรมป่าไม้ และพนักงานสอบสวน สภ.วังน้ำเขียวมีความพร้อมที่จะเข้าทำการตรวจสอบทันที ซึ่งในการตรวจสอบก็จะทยอยตรวจสอบไปวันละ 1 - 2 จุด โดยหากทางเจ้าของสิ่งปลูกสร้างในแต่ละจุด ให้ความร่วมมือกับทางเจ้าหน้าที่แต่โดยดี การตรวจสอบก็จะสะดวกและรวดเร็วขึ้น
อย่างไรก็ตาม การเข้าตรวจสอบพื้นที่ในครั้งนี้ โดยปกติแล้วทางกรมป่าไม้สามารถเข้าตรวจสอบพื้นที่ได้ทันที หลังจากแจ้งความดำเนินคดีกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยไม่ต้องมีหมายศาลขอตรวจค้น แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับความยินยอมของเจ้าของ ที่อ้างสิทธิในพื้นที่ที่มีการปลูกสร้างสิ่งปลูกสร้างที่มีรั้วรอบขอบชิดก่อน หากไม่ยอมก็ต้องรอหมายศาลเพื่อเข้าตรวจค้น
ส่วนกรณีความกังวลหากเกิดการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่กับมวลชนในพื้นที่นั้น นายสุวิทย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาทางกรมป่าไม้ พยายามที่จะบอกกับประชาชนในพื้นที่มาโดยตลอดว่า กลุ่มคนที่ไม่เกี่ยวข้องในขั้นตอนการดำเนินการของกรมป่าไม้ ในขณะนี้ ไม่น่าที่จะต้องมีความเดือดร้อนใด ๆ ซึ่งถึงแม้ว่า จะมีมวลชนมาขัดขวางการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบใด เจ้าหน้าที่จำเป็นที่จะต้องทำตามหน้าที่ตามที่กฏหมายระบุไว้เหมือนเดิม ดังนั้น หากจะมีการนำมวลชนมาขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่นั้น ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร
นอกจากนี้ ในความจริงแล้ว การดำเนินในครั้งนี้ของกรมป่าไม้ ก็ดำเนินการเฉพาะใน 22 จุด ที่ระบุไว้เท่านั้น ดังนั้น ชาวบ้านในพื้นที่อื่นก็ไม่มีผลกระทบ และจะออกมาต่อต้านทำไม หรือมีส่วนได้เสียใดๆ หากไม่มีก็ไม่มีเหตุผลที่จะออกมาเรียกร้อง หรือขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่
"การขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน เป็นการกระทำที่ผิดกฏหมาย เดียวก็จะเดือดร้อนตัวเองเปล่าๆ ถึงแม้ในความคิดส่วนตัวจะมองว่า ไม่น่าจะมีคนในพื้นที่ออกมาเคลื่อนไหวขัดขวาง แต่ก็ได้เตรียมการดำเนินการไว้เป็นขั้นเป็นตอน เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าไว้อยู่แล้ว ในลักษณะการกันประชาชนออกจากพื้นที่ที่จะเข้าตรวจสอบ หรือใช้วิธีหลอกล่อมวลชนในลักษณะต่างๆแล้วแต่กรณีและสถานการณ์" นายสุวิทย์ ระบุ
ป.ป.ท.เอาผิดรุกที่สาธารณะหนองตะไก้อีกกว่า4พันไร่
เมื่อเวลา 15.00 น.นายอำพล วงศ์ศิริ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. พร้อมคณะ และประภาส เจริญทรัพย์ นายอำเภอสูงเนิน ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบการบุกรุกที่ดินสาธารณประโยชน์ในพื้นที่ บ้านหนองพยอม หมู่ที่ 6 ต.หนองตะไก้ อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา หลังจากได้รับร้องเรียนว่ามีกลุ่มผู้มีอิทธิพลเข้าไปยึดพื้นที่สาธารณประโยชน์ทำเลเลี้ยงสัตว์โคกหนองแก้ว- หนองกรุง ในพื้นที่ตำบลหนองตะไก้ อ.สูงเนิน และพื้นที่รอยต่อ 2 อำเภอ อ.เมือง และ อ.ปักธงชัย ประมาณ 3,900 ไร่ เพื่อนำไปให้นายทุนเช่าพื้นที่ทำการเกษตรในราคาไร่ละ 500 บาทต่อปี
การลงพื้นที่ในครั้งนี้ได้ลงไปตรวจสอบพบว่า พื้นที่กว่า 1,000 ไร่ถูกกลุ่มนายทุนจับจองปลูกอ้อย ส่วนที่เหลืออีก 2,900 ไร่ปลูกยางพารา มันสำปะหลัง และสวนไม้สักจนเต็มพื้นที่ จากการตรวจสอบอย่างละเอียดพบว่ามีหน่วยงานภาครัฐและผู้นำท้องถิ่นบางรายเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลหลักฐานเพื่อเตรียมที่จะเอาผิดทั้งทางวินัยและอาญากับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด พร้อมกับสั่งการให้ทางอำเภอสูงเนินดำเนินการแจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มนายทุนทั้งหมด ในข้อหาบุกรุกที่ดินสาธารณประโยชน์ ตามประมวลกฏหมายที่ดิน มาตรา 9 และมาตรา 108 ทวิ อย่างเด็ดขาด
เลขาธิการฯ ป.ป.ท. กล่าวว่า พื้นที่ทั้ง 3,900 ไร่ ถูกกลุ่มผู้มีอิทธิพลเข้ายึดครองนำไปปล่อยให้กลุ่มนายทุนเช่าในราคาไร่ละ 500 บาทต่อปี เป็นเวลานานหลายสิบปี และมีการกั้นอาณาเขตชัดเจน อีกทั้งห้ามชาวบ้านในพื้นที่เข้าไปใช้ประโยชน์จากพื้นที่ นอกจากนี้ยังพบว่ามีการกระทำผิดของเจ้าหน้าที่จากองค์การบริหารส่วนตำบลตะคุ อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา ประมาณ 10 ราย ที่มีการออกใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ให้กับกลุ่มนายทุนที่เข้ามายึดครอง ทั้งๆที่เป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์ ถือว่ามีความผิดด้วย นอกจากนี้ยังพบว่ามีการออก สปก. 4-01 ทับพื้นที่สาธารณประโยชน์อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งทำไม่ได้ ถือเป็นการออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ ซึ่งทาง ป.ป.ท.มีอำนาจที่จะดำเนินคดีทั้งทางวินัยและอาญากับเจ้าหน้าที่ภาครัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง



