ข่าว

น้ำน่านเอ่อท่วมสวนกล้วยน้ำว้า-สวนมะลิ

น้ำน่านเอ่อท่วมสวนกล้วยน้ำว้า-สวนมะลิ

09 ส.ค. 2554

แม่น้ำน่าน เอ่อเข้าท่วมสวนกล้วยน้ำว้า-สวนมะลิ ที่เตรียมไว้ขายวันแม่เสียหายจนหมด

          สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.พิจิตร ยังคงส่งผลกระทบกับประชาชนในพื้นที่ทั้งสองลุ่มแม่น้ำ โดยที่ลุ่มแม่น้ำน่าน ที่ไหลผ่าน ต.ฆะมัง อ.เมือง จ.พิจิตร น้ำจากแม่น้ำน่านเพิ่มปริมาณขึ้นต่อเนื่องและเข้าสู่ขั้นวิกฤติแล้ว โดยขณะนี้แม่น้ำน่านที่ไหลผ่านก็เริ่มเอ่อเข้าท่วมสวนกล้วยน้ำว้าของชาวบ้านที่ใกล้จะออกเครือ ระดับน้ำสูงจนท่วมยอดกล้วยจนได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก

          ขณะที่เกษตรผู้ปลูกมะลิ ต้องขาดรายได้จากดอกมะลิที่เตรียมจะไว้จำหน่ายใน "วันแม่" เนื่องจากน้ำได้เอ่อเข้าท่วมสวนมะลิที่ปลูกไว้เพื่อเก็บดอกจนเสียหายทั้งหมด
 
          นายวิรัตน์ สาลิกา ชาวสวนมะลิ ต.ฆะมัง อ.เมือง จ.พิจิตร เปิดเผยว่า ตนปลูกมะลิไว้จำหน่ายจำนวน 2 งาน ปีหนึ่งๆ จะมีรายได้ กว่า 200,000.-บาท ปกติจะเก็บมะลิไว้ขายในช่วงวันแม่ เนื่องจากราคาดี โดยสามารถขายได้ถึงลิตรละ 100.-บาทหรือสูงกว่านั้น แต่ระดับน้ำที่สูงขึ้นทำให้สวนมะลิถูกน้ำท่วมเสียหายเสียก่อน  และต้นมะลิเองหากถูกน้ำท่วมเพียง 2 วันก็จะตาย ทั้งที่ใช้เวลาปลูกมาถึง 2 ปี ทำให้เกษตรกรเสียหายจนหมดเนื้อหมดตัว

 

น้ำยมทะลักท่วมนา อ.พิชัย  เสียหายกว่า 4 หมื่นไร่

          นายมงคล เดื่องคำ รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่ามะเฟือง อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ พร้อมด้วยเกษตรตำบลและแกนนำชาวบ้าน เร่งสำรวจที่นาที่ได้รับความเสียหายหลังจากเกิดน้ำท่วมนาที่ข้าวกำลังออกรวงใกล้เก็บเกี่ยวหมู่ 3 , 4 ,7 ,8 ,9 และหมู่ 10 ตำบลท่าเฟืองขยายวงกว้างอย่างรวดเร็ว รวมพื้นที่กว่า 40,000 ไร่

          นายมงคล กล่าวว่า ชาว ต.ท่ามะเฟือง ไม่ทราบข่าวมาก่อนว่าน้ำจะทะลักเข้าท่วมนาข้าว เพราะที่ผ่านมาแม้น้ำจะท่วมที่อื่นๆ มากมายแค่ไหนที่ตำบลท่ามะเฟืองไม่เคยประสบปัญหาดังกล่าว ปีนี้มีโครงการผันน้ำยมลงสู่แม่น้ำน่าน ผ่านคลองน้ำไหล เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมหนักที่ จ.แพร่ และ จ.สุโขทัย ด้วยระดับน้ำกว่า 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งสูงเป็นประวัติการณ์ น้ำได้ทะลักเข้าท่วมที่นาชาวบ้าน 6 หมู่บ้านตำบลท่ามะเฟืองกว่า 40,000 ไร่และกำลังเริ่มเน่าเสียหาย ทั้งที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของ จ.อุตรดิตถ์ 

          ล่าสุด น้ำได้ทะลักเข้าท่วมถนนเข้าหมู่ 10 บ้านทุ่งสงวน ต.ท่ามะเฟือง ระดับสูงกว่า 2 เมตร ชาวบ้าน 70 หลังคากว่า 180 ชีวิต ถูกตัดขาด แต่ยังไม่มีหน่วยงานราชการใดเข้ามาช่วยเหลือ

          นางออน ยิ้มสวน ชาวนาหมู่ 4 ต.ท่ามะเฟือง กล่าวว่า นาข้าว 35 ไร่เสียหาย 100 เปอร์เซ็นต์ จนหมดตัว เงินที่ลงทุนไปกว่า 2 แสนบาทกู้มาจาก ธ.ก.ส. และกำลังจะถึงเวลาส่งเดือนกันยายนนี้ ไม่รู้จะเอาที่ไหนมาส่งคืน นาข้าวถึงเวลาเก็บเกี่ยวลงทุนไร่ละ 6,800 บาท ราชการชดเชยไร่ละ 606 บาท

          "ชีวิตนี้เกิดมาอายุ 59 ปีไม่เคยประสบภัยเช่นนี้มาก่อน การช่วยเหลือล่าช้าจนข้าวเน่าเสียหาย วิงวอนไปถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ ส.ส.อุตรดิตถ์ พรรคเพื่อไทย 4 คน เร่งหามาตรการช่วยเหลือจุนเจือชาวนาตำบลท่ามะเฟือง" นางออน กล่าว

          ด้านนายโยธินศร์ สมุทรคีรีจ์ ผู้ว่าราชการ จ.อุตรดิตถ์ กล่าวว่า ได้จัดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายและเร่งช่วยเหลือชาวบ้าน พร้อมนำถุงยังชีพ 100 ชุดใส่เรือท้องแบนไปช่วยเหลือชาวบ้านหมู่ 10 ต.ท่ามะเฟืองก่อนเป็นอันดับแรก

          "อิทธิพลพายุ นกเตน ไม่คิดว่าการผันน้ำยมลงสู่แม่น้ำน่าจผ่านคลองน้ำไหล เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมหนักที่ จ.แพร่ และ จ.สุโขทัย จะส่งผลกระทบต่อชาวบ้านที่ ต.ท่ามะเฟือง อ.พิชัย เช่นนี้ จึงไม่มีการแจ้งข่าวสารให้ประชาชนทราบล่วงหน้า" นายโยะนศร์ กล่าว 

          อย่างไรก็ตาม จาการตรวจสอบพบว่าปริมาณน้ำที่ไหลลงคลองน้ำไหลมีปริมาณ 2500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที มากที่สุดจาการเก็บสถิติการผันน้ำยมลงสู่แม่น้ำน่าน จึงทำให้ยากต่อการควบคุม เป็นเหตุสุดวิสัย เฉพาะ อ.พิชัยพื้นที่การเกษตรเสียหายกว่า 22 ล้านบาท

 

ชาวบางระกำเริ่มปรับตัวเข้ากับน้ำท่วม
 
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แม่น้ำยมที่ไหลเอ่อล้นตลิ่ง จาก จ.สุโขทัย เริ่มไหลบ่าข้ามทุ่งนาเข้ามาท่วมหนักในพื้นที่ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ระดับน้ำมีความสูงเพิ่มขึ้นเฉลี่ยวันละ 10 เซนติเมตร ขณะนี้ ระดับน้ำยังไม่ถึงจุดน้ำขึ้นสูงสุด เนื่องจากยังมีปริมาณน้ำจำนวนมากที่ยังท่วมขังใน จ.สุโขทัย และอ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก

           ทั้งนี้ สถานการณ์น้ำท่วม ในพื้นที่ อ.บางระกำ ซึ่งท่วมทุกปีอยู่แล้ว เนื่องจากเป็นที่ราบลุ่มและแหล่งรับน้ำหลากในลุ่มน้ำยม และทุกปี ชาว อ.บางระกำ จะปรับตัวเข้ากับสถานการณ์น้ำขึ้นลงตลอดเวลา โดยที่เชิงสะพานข้ามแม่น้ำยม ม.15 ต.บางระกำ ชาวบ้านที่ปลูกบ้านพักอยู่ริมแม่น้ำ 20 ครัวเรือน และชาวชุมชนบ้านปากคลอง เทศบาล ต.บางระกำ ถูกน้ำท่วมชั้นล่างของบ้านจนหมดแล้ว บางครอบครัวยังอาศัยอยู่บนชั้นสองของบ้าน  

           อย่างไรก็ตาม หลายครอบครัวก็มาอาศัยปลูกเพิงพักริมถนน และเรือ เป็นพาหนะสำคัญในการเดินทางเข้าออกบ้าน ที่ส่วนใหญ่เริ่มหันมาใช้เรือพลาสติกและเรือเหล็กมาก

 

 8 จว.ยังท่วมหนัก ดับแล้ว 20 ราย
 
          นายวิบูลย์  สงวนพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) กล่าวถึงภาวะฝนตกหนักจากอิทธิพลของพายุโซนร้อนนกเตน ว่า ทำให้เกิดสถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ โดยมีจังหวัดประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (อุทกภัย) รวม 21 จังหวัด 155 อำเภอ 893 ตำบล 6,809 หมู่บ้าน ได้แก่ จังหวัดแพร่ เชียงใหม่ สุโขทัย น่าน ลำพูน ลำปาง แม่ฮ่องสอน อุตรดิตถ์ พิจิตร พิษณุโลก ตาก นครสวรรค์ นครพนม อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร เลย เพชรบูรณ์ ประจวบคีรีขันธ์ และพระนครศรีอยุธยา

          สำหรับราษฎรได้รับความเดือดร้อน 339,148 ครัวเรือน 1,139,990 คน บ้านเรือนเสียหายบางส่วน 217 หลัง พื้นที่การเกษตรคาดว่าจะได้รับความเสียหาย 619,723 ไร่ ถนน 1,085 สาย ท่อระบายน้ำ 115 แห่ง ฝาย ทำนบ 20 แห่ง สะพาน/คอสะพาน 72 แห่ง บ่อปลา บ่อกุ้ง 558 บ่อ ปศุสัตว์ 474 ตัว มีผู้เสียชีวิต 20 ราย สูญหาย 1 คน

          นายวิบูลย์ กล่าวต่อว่า ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงภัยบริเวณที่ลาดเชิงเขา ใกล้ทางน้ำไหลผ่าน และพื้นที่ราบลุ่มใน 21 จังหวัดดังกล่าว เตรียมพร้อมรับมือภาวะฝนตกหนักซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากและดินถล่มในระหว่างวันที่ 9 -11 ส.ค.นี้

          "ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยหมั่นสังเกตสัญญาณผิดปกติทางธรรมชาติเช่น น้ำในลำธารเปลี่ยนสีเป็นสีเดียวกันกับดินบนภูเขา ฝนตกหนักนานเกินกว่า 6 ชั่วโมง ปริมาณน้ำฝนมากกว่า 100 มิลลิเมตร ระดับน้ำในแม่น้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วมีต้นไม้ขนาดเล็กไหลมากับน้ำ ให้สันนิษฐานว่าอาจเกิดน้ำป่าไหลหลากและดินถล่มขึ้นได้ ให้รีบอพยพออกจากพื้นที่ในทันที" นายวิบูลย์ กล่าว

          เบื้องต้น กรม ปภ.ได้สั่งการให้สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดในพื้นที่ประสบอุทกภัยร่วมกับหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องจัดสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคไปแจกจ่ายแก่ผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน รวมถึงสนับสนุนเครื่องจักรกล เรือท้องแบน รถผลิตน้ำดื่ม รถบรรทุกน้ำออกให้บริการในพื้นที่ประสบภัย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้นแล้ว พร้อมจัดส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจความเสียหาย เพื่อให้การช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ

           อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสถานการณ์อุทกภัยคลี่คลายแล้ว 13 จังหวัด ได้แก่ น่าน ลำพูน ลำปาง เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เพชรบูรณ์ เลย หนองคาย นครพนม อุดรธานี บึงกาฬ สกลนคร และประจวบคีรีขันธ์

          ทั้งนี้ ยังคงมีสถานการณ์อุทกภัยใน 8 จังหวัด รวม 51 อำเภอ 302 ตำบล 2,095 หมู่บ้าน ราษฎรเดือดร้อน 101,404 ครัวเรือน 220,913 คน ได้แก่ แพร่ สุโขทัย อุตรดิตถ์ พิจิตร พิษณุโลก ตาก นครสวรรค์ และพระนครศรีอยุธยา

 

น้ำท่วมสุโขทัยล่าสุดตายเพิ่ม 2 ราย

           (9 ส.ค.54) ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภาวะน้ำท่วมในพื้นที่ จ.สุโขทัยยังไม่คลี่คลายโดยเฉพาะระดับน้ำที่ไหลบ่าจากอ่างเก็บน้ำโครงการแก้มลิงทุ่งทะเลหลวงที่เกินจุดกักเก็บจนล้นสปิลเวย์ยังสร้างปัญหาให้กับพื้นที่ฝั่งตะวันตกของ อ.เมืองสุโขทัย โดยเฉพาะพื้นที่เทศบาลเมืองบางส่วนและพื้นที่ ต.บ้านกล้วยระดับน้ำยังคงท่วมสูงในหลายหมู่บ้าน

           ล่าสุดมีคนเสียชีวิตจากสภาวะน้ำท่วมเพิ่มอีก 2 รายแล้ว ทราบชื่อต่อมา นายหมด รักถึง อายุ 76 ปี อยู่บ้านเลขที่ 238 หมู่ 2 ต.บ้านกล้วย อ.เมืองสุโขทัย เสียชีวิตวานนี้ หลังจากพายเรือออกไปดักข่ายหาปลาบริเวณทุ่งนาพื้นที่น้ำท่วมในหมู่ 2 ต.บ้านกล้วยและกระแสน้ำไหลแรงซัดเรือพลิกคว่ำจนจมน้ำ  ผู้

           เห็นเหตุการณ์ เล่าว่า พอตกน้ำนายหมดร้องให้ช่วยมีชาวบ้านเห็นหลายรายแต่พยายามที่จะเข้าไปช่วยแต่ไปไม่ได้เนื่องจากกระแสน้ำไหลแรงเห็นนายหมดจมน้ำจึงแจ้งกู้ภัยและประดาน้ำจากกู้ภัย จ.พิษณุโลก ค้นหาศพจนพบนำขึ้นจากน้ำเมื่อประมาณเที่ยงคืนที่ผ่านมา

           อีกรายมีรายงานว่า ผู้เสียชีวิตคือ นายแจ่ม อาสารม อายุ 35 ปี ราษฏรหมู่ 1 ต.ในเมือง อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย นำเรือพายจะเข้าไปรับพระจากวัดป่าทอง ต.ในเมือง อ.สวรรคโลก และ พื้นที่วัดน้ำยังคงท่วมสูงและกระแสน้ำไหลแรงเกิดภาวะกระแสน้ำวนทำให้น้ำดูดเรือหมุนจนพลิกคว่ำ นายแจ่มพลัดหล่นจากเรือจมน้ำเสียชีวิต

ทั้งนี้ ในพื้นที่ จ.สุโขทัยมีผู้เสียชีวิตจากภาวะน้ำท่วมรวมเป็น 4 รายแล้ว

 

พิจิตรยังวิกฤติ สังเวยแล้ว 2 ศพ

          (9 ส.ค.54) สถานการณ์น้ำท่วม โดยเฉพาะแม่น้ำยมยังมีปริมาณสูงต่อเนื่อง 6-10 ซม.ต่อวัน ซึ่งจุดวัดระดับน้ำหน้าว่า อ.สามง่าม 36 เมตรสูงกว่า ตลิ่ง 0.15 เมตร ส่งผลให้น้ำท่วม 3 ตำบล อ.ส่ามง่าม คือ ตำบลรังนก 12 หมู่บ้าน ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 1710 ครัวเรือน ตำบลกำแพงดิน ถูกน้ำท่วม 12 หมู่บ้านราฎรถูกน้ำท่วม 1666 ครัวเรือน ตำบลสามว่าม 16 หมู่บ้าน 2,956 ครัวเรือน ไร่นาถูกน้ำท่วมเสียหาย กว่า 8 หมื่นไร่

          นอกจากนี้ที่บริเวณ หมู่ที่ 10 ตำบลรังนก ได้มีชาวบ้านกว่า 50 คน ได้รวมตัวกันรื้อสะพานแขวน ซึ่งเป็นสะพานข้ามแม่น้ำยมระหว่าง เชื่อมติดต่อระหว่างวัดจรเข้ผอม หมู่ที่ 2 เชื่อมติดต่อกับ หมู่ที่ 1 ซึ่ง เป็นสะพานที่พระใช้บิณฑบาทประชาชนใช้ในการสัญจร ไปมาในหมู่บ้านถูกน้ำในแม่น้ำยมท่วมสูง  เนื่องจากเกรงว่าสะพานจะถูกน้ำพัดได้รับความเสียหาย

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา ได้มีชาวบ้าน หมู่ที่ 2 ตำบลรังนก คือ นายลี หอมฉุน อายุ 60 ปี ออกมาดูบ้านของตนเองในช่วงกลางดึกและเก็บของหนีน้ำ เกิดความเครียดล้มจนเสียชีวิต และเมื่อเวลา 10.30 น.วันเดียวกัน พ.ต.ท.ปรีชา ช่างเหล็ก สารวัตรเวร สภ.โพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร ได้รับแจ้งว่า มีเหตุคนตกน้ำตายที่ หมู่ที่ 7 ต.วังจิก อ.โพธิ์ประทับช้าง จ.พิจิตร หลังรับแจ้งจึงได้เดินทางไปยังที่เกิดเหตุพร้อมด้วยหน่วยกู้ภัย ซึ่งที่เกิดเหตุถูกแม่น้ำยมท่วมสูง กว่า 2 เมตร จึงได้ช่วยกันค้นหาศพจนเจอ ทราบชื่อภายหลังว่า นายชูชีพ อำภา อายุ 50 ปี อยู่บ้านเลขที่ 35 หมูที่ 7 ตำบลวังจิก อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร

          สอบสวนในเบื้องต้น ทราบว่านายชูชีพ ก่อนเสียชีวิต ได้ เดินออกมาจากบ้านซึ่งน้ำท่วมสูง ปรากฏว่าได้เป็นลมตกลงไปในน้ำดังกล่าว

 

น้ำท่วมพิชัยยังวิกฤติ

          (9 ส.ค.54) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลกระทบจากการผันน้ำยมลงสู่แม่น้ำน่าน ผ่านคลองน้ำไหล ที่ อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ เพื่อลดระดับน้ำท่วมหนักที่ จ.แพร่ และ จ.สุโขทัย แต่ด้วยปริมาณน้ำไหลผ่านคลองมากถึง 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ประกอบแม่น้ำน่านหนุนสูง ทำให้น้ำทะลักเข้าท่วมพื้นที่การเกษตร โดยเฉพาะต้นข้าวที่ใกล้เก็บเกี่ยว ต.ท่ามะเฟือง อ.พิชัย ขยายวงกว้างกว่า 40,000 ไร่ ข้าวเสียหายสิ้นเชิง 100 เปอร์เซ็นต์ และยังพบว่าหมู่ 10 บ้านทุ่งสงวน ที่ตั้งอยู่กลางทุ่งนา ปัจจุบันกลายเป็นเกาะกลางน้ำ ล้อมรอบด้วยน้ำชาวบ้าน 70 หลังคาถูกตัดขาด

          ล่าสุด สถานการณ์ยังคงวิกฤติระดับยังเอ่อเข้าท่วมบ้านเรือนชาวบ้านหมู่ 2 หมู่ 5 ต.พญาแมน อ.พิชัย ชาวบ้านต้องอาศัยเรือท้องแบนเข้าออกหมู่บ้าน บางรายเก็บสิ่งของไม่ทันจมอยู่ใต้น้ำ ขณะที่ชาวบ้านที่ถูกน้ำท่วมทั้งที่นาและบ้านเรือน วิงวอนราชการเร่งแก้ไขปัญหาด้วยการะบายน้ำผ่านประตูระบายน้ำทุ่งป่ากระถิน และนำรถแบ็คโฮ เจาะถนนสายทุ่งป่ากระถิน-ศรีสำโรง เพื่อให้น้ำไหลผ่าน จะทำให้ระดับน้ำลดลง

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังชาวบ้านท้ายน้ำทั้ง ต.พญาแมน อ.พิชัย และ ต.ตะลุกกะเทียม ต.ศรีภิภิรมย์ และ ต.วังวน อ.พหรมพิราม จ.พิษณุโลกทราบเรื่องต่างรวมตัวนำเต้นท์ผ้าใบ แผงเหล็ก เก้าอี้ มาตั้งบนสายดังกล่าว บริเวณประตูระบายน้ำทุ่งป่ากระถิน เพื่อเฝ้าประตูระบายน้ำ ไม่ยอมให้มีการเจาะถนน

          ด้านนายวิฑูรย์ ศิริบูลย์ภักดี ปลัดจังหวัดอุตรดิตถ์ นายสมหวัง พ่วงบางโพธิ์ นายอำเภอพิชัย ลงพื้นที่เจรจากับชาวบ้านที่อยู่ท้ายน้ำ พร้อมสำรวจสถานการณ์น้ำ ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบจาก ตำรวจภูธรจังหวัดอุตรดิตถ์จำนวนกว่า 20 นายหวั่นจะเกิดการปะทะระหว่างชาวบ้านทั้ง 2 ฝ่าย จนได้ข้อสรุป ชาวบ้านท้ายน้ำยินยอมให้เปิดประตูระบายน้ำ 4 ช่อง แต่ไม่ยินยอมให้นำรถแบ็คโฮเจาะถนน ขณะที่น้ำมีปริมาณมากเอ่อท่วมถนนสายดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง

          นายวิรัตน์ ศักดิ์ดา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 ต.พญาแมน อ.พิชัย กล่าวว่า ชาวบ้านที่อยู่ท้ายน้ำ ก็ไดรับผลกระทบน้ำท่วมบ้านเรือน นาข้าว ไม่แตกต่างจาก ต.ท่ามะเฟือง อ.พิชัย และอยู่ในที่ราบลุ่ม หากมีการเจาะถนนเพื่อให้น้ำระบายจำนวนมหาศาลจะทะลักเข้าท่วมพื้นที่เป็นวงกว้าง ลุกลามไปถึง อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก คงไม่ยอมแน่นอนจะต่อสู้ให้ถึงที่สุด มอบหมายคนกลุ่มวัยทำงาน วัยรุ่นชาย จัดเวรยามเฝ้าจนกว่าระดับน้ำจะลดลง กลุ่มแม่บ้านจัดอาหาร เครื่องดื่ม จัดเวรยาม 24 ชั่วโมง แต่เพื่อลดระดับน้ำที่ท่วมตอนเหนือและจำเป็นต้องเปิดเส้นทางน้ำที่คลองทุ่งป่ากระถิน ที่ปัจจุบันน้ำในคลองเอ่อท่วมที่นาและบ้านเรือนชาวบ้านหมู่ 2 และ หมู่ 5 ต.พญาแมน และ ต.ท่ามะเฟือง อ.พิชัย จึงให้เปิดประตูระบายน้ำทั้ง 4 ช่องได้แค่นี้