ข่าว

ทองพุ่งไม่หยุดนักลงทุนแห่ซื้อผวาหั่นเครดิตสหรัฐ

ทองพุ่งไม่หยุดนักลงทุนแห่ซื้อผวาหั่นเครดิตสหรัฐ

09 ส.ค. 2554

ราคาทองพุ่งฉิวตลาดโลกทะลุ 1,700 ดอลล์ต่อออนซ์ ผวาสหรัฐถูกหั่นความน่าเชื่อถือแห่ซื้อทอง ดันราคาในประเทศป่วนต้องปรับราคาถึง 7 รอบ ทองแท่งขายออก 24,150 บาท ทำสถิติใหม่อีกครั้ง ตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่งฉุดไทยร่วงตาม 15 จุด ธปท.ตั้งรับเงินทุนไหลเข้า

          ราคาทองคำในตลาดโลกเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2554 ได้ปรับตัวทำสถิติสูงสุดใหม่อีกครั้งทะลุระดับ 1,700 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ เนื่องจากนักลงทุนตื่นข่าวเรื่องสหรัฐถูกหั่นเครดิต ส่งผลให้ราคาทองคำในประเทศมีความผันผวนมาก โดยสมาคมค้าทองคำได้รายงานว่า ได้มีการปรับราคาทองคำถึง 7 รอบ และราคาล่าสุดทองแท่งขายออกอยู่ที่ 24,150 บาท รับซื้อคืนอยู่ที่ 24,050 บาท ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อคืนอยู่ที่ 23,695.08 บาท ขายออกอยู่ที่ 24,550 บาท ปรับเพิ่มขึ้น 650 บาท เมื่อเทียบกับราคาปิดในวันที่ 7 สิงหาคม 2554

           ขณะที่ตลาดหุ้นไทยได้ปรับตัวผันผวนลดลงในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นทั่วโลก โดยดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์ปิดที่ 1,078.19 จุด ลดลง 15.19 จุด  ซึ่งการซื้อขายระหว่างวันดัชนีมีการปรับตัวลดลงไปต่ำสุดกว่า 30 จุด เป็นการเทขายของนักลงทุนต่างชาติสุทธิ 5,327.49 ล้านบาท นักลงทุนสถาบัน 366.51 ล้านบาท ส่วนนักลงทุนในประเทศซื้อสุทธิ 5,641.71 ล้านบาท และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ 52.30 ล้านบาท

           นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ กล่าวว่า ราคาทองคำในประเทศเคลื่อนไหวผันผวนตามตลาดต่างประเทศ เนื่องจากสหรัฐถูกลดอันความน่าเชื่อถือ ส่งผลให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นและหันมาลงทุนในทองคำกันเพิ่มขึ้น ในประเทศไทยแม้ว่าราคาทองจะปรับขึ้นไปทำสถิติสูงสุดอีกครั้ง ซึ่งปกติแล้วเมื่อราคาปรับขึ้นสูงจะมีประชาชนที่ถือทองคำอยู่นำทองออกมาขายกันจำนวนมาก แต่ครั้งนี้กลับกันว่าประชาชนแห่มาซื้อทองคำกันเพิ่มขึ้น เพราะคาดการณ์กันว่าราคาทองคำจะปรับสูงขึ้นอีก

           ในส่วนของตลาดหุ้นนั้น นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกมีความผันผวน เนื่องจากกังวลผลกระทบปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งผลกระทบยังมาไม่ถึงประเทศไทย ดังนั้น ขอให้นักลงทุนอย่าตื่นตระหนก และให้พิจารณาเศรษฐกิจในภาพรวมระยะยาวเป็นหลัก

           นางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.ติดตามสถานการณ์การเคลื่อนย้ายของเงินทุนต่างชาติอย่างใกล้ชิดขึ้น เพราะมีความเป็นไปได้ที่เงินทุนเหล่านี้จะไหลเข้ามาลงทุนในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งรวมถึงไทยมากขึ้น และกรณีดังกล่าวอาจทำให้การเคลื่อนไหวของเงินบาทไทยมีความผันผวนที่มากขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน

            ด้านนายนริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค.ได้ประเมินว่าปัญหาดังกล่าวจะส่งผลทางจิตวิทยาต่อนักลงทุน ซึ่งจะทำให้มีการเทขายในสินทรัพย์เสี่ยงต่างๆโดยเฉพาะในตลาดหุ้นทั่วโลก และจะมีการโยกเงินกลับไปสู่สินทรัพย์ที่ยังคงมีความน่าเชื่อถือ ซึ่งไทยอาจได้รับผลกระทบจากการปรับลดของตลาดหุ้นระยะสั้น