
สงครามน้ำดำ
สงครามน้ำดำ : ขมน้ำตาลหวานบอระเพ็ด โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ
ปัจจุบันนี้ผมไม่ทราบว่าระหว่างน้ำอัดลมสีดำฟองฟู่ทั้งสองยี่ห้อ ระหว่างเป๊บซี่ โคลา กับ โคคา โคลา ใครจะขายดีกว่ากัน แต่จากการคาดเดาโดยส่วนตัวเชื่อว่าในโลกนี้ โคคา โคลา น่าจะเป็นฝ่ายที่มียอดจำหน่ายสูงกว่า ส่วนในประเทศไทย โคคา โคลา ก็น่าจะตีตื้นขึ้นมาหรืออาจจะแซงหน้า เป๊บซี่ โคลา ไปแล้วก็เป็นได้
แต่หากย้อนหลังไปถึงยุคอดีตเมื่อน้ำอัดลมทั้งสองยี่ห้อเข้ามาแข่งขันกันในประเทศไทย ในช่วงเวลาที่ผมยังเป็นเด็กเติบโตที่บ้านนอก ยุคนั้น เป๊บซี่ เป็นฝ่ายที่มียอดจำหน่ายนำหน้า โคคา โคลา มากพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจำหน่ายในตลาดต่างจังหวัดที่ห่างไกลกรุงเทพฯ ออกไป
ยุคสมัยนั้นบ้านเกิดของผมที่อยู่ห่างกรุงเทพฯ เพียงแค่ร้อยกิโลเมตรเศษๆ และอำเภอบ้านเกิดของผมห่างจากตัวจังหวัด เพียงแค่สิบกว่ากิโลเมตรเท่านั้นเอง แต่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ตลอดทั้งวันเช่นปัจจุบันนี้ เครื่องปั่นไฟของสุขาภิบาลอำเภอจะเริ่มทำงานจ่ายกระแสไฟฟ้าก็ต่อเมื่อถึงเวลาหกโมงเย็น และพอถึงเวลาสี่ทุ่มก็จะหยุดการจ่ายกระแสไฟ
บ้านเกิดของผมอยู่คนละฟากแม่น้ำกับตัวอำเภอ เรื่องของไฟฟ้าจึงเป็นสิ่งที่ไกลเกินเอื้อมของชาวบ้าน เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ทันสมัยที่สุดของตำบล คือตู้เย็นยี่ห้อ อีเลคโทรลักซ์ ที่ใช้น้ำมันก๊าดเป็นตัวให้พลังงาน เป็นตู้เย็นที่พ่อผมซื้อมาบริจาคให้สถานีอนามัยตำบล ที่มีพี่สาวคนโตของผมเป็นเจ้าหน้าที่เพียงคนเดียว เอาไว้ใช้แช่เซรั่มสำหรับฉีดแก้พิษงูและยาอื่นๆ ที่ต้องเก็บไว้ในความเย็น
บรรดาร้านค้าที่จำหน่ายเครื่องดื่มทั้งหลาย จึงมีเพียงแค่ตู้ไม้ขนาดความจุประมาณหนึ่งลูกบาศก์เมตรทำหน้าที่เป็นตู้เย็น ด้วยการเอาน้ำแข็งเป็นซองๆ หรือเป็นก้อนขนาดใหญ่มาสับย่อยลงเป็นขนาดที่เรียกกันว่า “มือ” แล้ววางน้ำแข็งสลับกับบรรดาของที่ต้องการแช่ เช่น ขวดเครื่องดื่มน้ำอัดลมหลากหลายยี่ห้อ และหากต้องการให้มีความเย็นมากขึ้นก็เอาเกลือมาโรยลงไปบนน้ำแข็งในตู้ไม้นั้น
รสนิยมการบริโภคเครื่องดื่มจำพวกน้ำอัดลมของคนไทยสมัยนั้นมีอยู่สองกลุ่ม ผู้บริโภคกลุ่มแรกใช้การดูดจากขวดโดยตรงด้วยหลอดกระดาษฟางชุบไข กลุ่มที่สองเทน้ำอัดลมออกจากขวดลงแก้วที่มีน้ำแข็งทุบให้ก้อนเล็กลง แล้วจึงดูดด้วยหลอดจากแก้วที่มีน้ำอัดลมและน้ำแข็งบรรจุอยู่
แต่ไม่ว่าจะบริโภคด้วยวิธีใดก็ตาม การดูดน้ำอัดลมด้วยหลอดย่อมหมายความว่า นอกจากจะมีน้ำอัดลมที่ถูกดูดไหลลงไปในท้องแล้ว ยังมีฟองอากาศจำนวนมากถูกดูดตามลงไปด้วย ซึ่งฟองอากาศดังกล่าวเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดอาการท้องอืดแน่น คนที่ดื่มหรือดูดน้ำอัดลมสมัยนั้นจึงมักจะมีอาการเรอหรือตดที่เรียกันว่าผายลมตามมาเสมอๆ
ผู้บริโภคจึงคิดวิธีแก้อาการท้องอืดด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน นั่นคือการเอาเกลือป่นใส่ลงไปในน้ำอัดลมสีดำเหล่านั้น ซึ่งจะทำให้มีฟองฟู่ล้นออกมาจากขวดหรือแก้ว ตามโต๊ะของร้านกาแฟที่จำหน่ายเครื่องดื่มเหล่านี้ในสมัยนั้น จึงต้องมีกระปุกใส่เกลือป่นตั้งเอาไว้ให้ทุกโต๊ะ
สมัยนั้น เป๊บซี่ เป็นเครื่องดื่มที่มีรสหวานมากกว่า โคคา โคลา แต่เมื่อเอาไปเทใส่น้ำแข็ง รสหวานของเป๊บซี่ก็ยังคงอยู่ได้ แม้น้ำแข็งจะละลายเป็นน้ำออกมาผสมบ้างก็ตาม ในขณะที่ โคคา โคลา เมื่อน้ำแข็งละลายออกมาผสมจะจืดไปทันที ผู้บริโภคที่นิยมการบริโภคด้วยวิธีนี้ จึงชมชอบเป๊บซี่เพราะมีรสหวานหลงเหลืออยู่มากกว่า
ในขณะที่ผู้บริโภคกลุ่มที่นิยมดูดโดยตรงจากหลอด ก็ยังชื่นชอบ เป๊บซี่ มากกว่าเช่นกัน เพราะทันทีเอาหลอดดูดซึ่งมีเกลือบรรจุอยู่แหย่ลงไปในขวด เป๊บซี่จะมีฟองฟู่ล้นออกมาจากขวดมากกว่า โคคา โคลา อย่างเห็นได้ชัด ผู้บริโภคจึงเชื่อกันว่าดูดเป๊บซี่เข้าปากแล้วจะมีอาการท้องอืดน้อยกว่าดูด โคคา โคลา นั่นเอง
ปัจจุบันนี้วิธีการบริโภคเปลี่ยนไปมาก เคล็ดลับในการปรุงแต่งหรือผลิตจึงเปลี่ยนไปด้วย ตัวเลขการจำหน่ายระหว่างคู่แข่งทั้งสองจึงมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่อย่างน้อยบทเรียนจากอดีตก็สอนให้รู้ว่า ในการประกอบธุรกิจนั้นคนที่เรียนรู้และสนองตอบพฤติกรรมของผู้บริโภคได้แม่นยำที่สุด ย่อมเป็นผู้ที่สามารถเก็บชัยชนะทางธุรกิจเอาไว้ได้ครับ



