ข่าว

บัตรทองใจป้ำ'ปลูกหัวใจ-ถ่ายตับ'ฟรี

บัตรทองใจป้ำ'ปลูกหัวใจ-ถ่ายตับ'ฟรี

09 ส.ค. 2554

บัตรทองใจป้ำ'ปลูกหัวใจ-ถ่ายตับ'ฟรี : โต๊ะรายงานพิเศษรายงาน

           คนไทยส่วนใหญ่รู้แล้วว่า เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยสามารถไปโรงพยาบาลรัฐได้ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากนัก เนื่องจากรัฐธรรมนูญกำหนดให้บริการสาธารณสุขสำหรับประชาชนทุกคน ผู้ไม่ได้ทำประกันสังคมหรือไม่ได้เป็นข้าราชการ มักจะคุ้นเคยกับการขอใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือที่ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า “สิทธิบัตรทอง” ในวันนี้บัตรทองไม่ได้ใช้แค่รักษาโรคปวดหัวตัวร้อน ทำคลอด ผ่าตัด เท่านั้น แต่ใช้กับโรคเรื้อรังที่ผู้ป่วยต้องเสียค่าใช้จ่ายหลักสิบล้านบาทด้วย
 
               วันที่ 4 สิงหาคม ที่ผ่านมา สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ร่วมกับสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดกิจกรรมห้องเรียนสาธารณะ หัวข้อ “สื่อสารความรู้หลักประกันสุขภาพ” ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย โดย พญ.เรณู ศรีสมิต ที่ปรึกษาอาวุโส เลขาธิการ สปสช. เปิดเผยว่า สิทธิของบัตรทองก้าวไกลไปอีกขั้นหนึ่ง โดยเพิ่มบริการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ 2 รายการด้วยกัน คือ การปลูกถ่ายหัวใจให้คนทั่วไป และการปลูกถ่ายตับในเด็กอายุไม่เกิน 18 ปี เริ่มให้บริการฟรีตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป

            “ตั้งแต่ปี 2546 มีการเพิ่มงบเหมาจ่ายรายหัวต่อปีให้แก่โรงพยาบาลทุกแห่ง ในปี 2552 ประมาณคนละ 2,202 บาท รวมทั้งหมด 1 แสนล้านบาท ในปีนี้ 2554 ได้หัวละ 2,546 บาท รวมทั้งหมด 1.22 แสนล้านบาท ส่วนปีหน้า 2555 จะเพิ่มเป็น 2,895 บาท รวมหมด 1.4 แสนล้านบาท เมื่องบประมาณเพิ่มขึ้นก็อยากให้บริการทั่วถึงทุกคนและทุกโรค โดยเฉพาะโรคที่ต้องเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ ถึงแม้ว่าในแต่ละปีจะมีผู้ป่วยไม่กี่ร้อยคน แต่ต้องเสียค่ารักษาเป็นหลักล้านบาท คนทั่วไปที่ไม่ได้เป็นเศรษฐี ถ้าต้องจ่ายค่าผ่าตัดเอง อาจทำให้ครอบครัวเดือดร้อนมาก หรือล้มละลายจากการเจ็บป่วย (Catastrophic illness) สปสช.จึงเข้าไปดูแล เพราะโรคเหล่านี้ผ่าตัดรักษาเสร็จแล้ว ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตปกติแบบคนปกติได้”

            พญ.เรณูยังกล่าวชักชวนให้กลุ่มเสี่ยงมาตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวีได้ฟรีปีละ 2 ครั้ง ทั้งกลุ่มวัยรุ่น กลุ่มติดยาเสพติด คู่สมรสที่ต้องการตรวจเลือดก่อนแต่งงาน หญิงฝากครรภ์ ฯลฯ แต่ไม่ครอบคลุมถึงผู้ต้องการตรวจเลือดเพื่อนำไปสมัครงาน สมัครเรียน ทำประกันชีวิตหรือตรวจสุขภาพประจำปี หากผู้ใดตรวจพบว่ามีเชื้อเอชไอวี ขอใช้สิทธิรับยาต้านเอดส์ได้ที่โรงพยาบาลรัฐทุกแห่ง หากใครไม่อยากให้ชุมชนหรือผู้คนที่อยู่ใกล้รู้ว่าตนมารับยาต้านเอดส์ สามารถไปรักษาที่สถานพยาบาลต่างอำเภอได้ แต่ต้องเป็นเขตจังหวัดเดียวกันเท่านั้น

            “ชื่นสุข ฤกษ์งาม” ผอ.สำนักประชาสัมพันธ์ สปสช.อธิบายเพิ่มเติมว่า การปลูกถ่ายหัวใจในประเทศไทยผ่าตัดสำเร็จครั้งแรกเมื่อ 20 กว่าปีมาแล้ว ในแต่ละปีมีผู้ป่วย 100  กว่าราย ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่เจริญก้าวหน้า ทำให้หลังผ่าตัดอัตราการรอดชีวิตสูงเพิ่มเป็นร้อยละ 70-80 ที่สำคัญผู้ป่วยผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจแล้ว ร้อยละ 90 มีคุณภาพชีวิตเทียบเท่าคนปกติ ร้อยละ 80 ออกกำลังกายได้สม่ำเสมอ ร้อยละ 70 ทำงานได้ ผู้ป่วยเกือบทุกคนดูแลตัวเองและแต่งงานมีลูกได้ด้วย

            สำหรับค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจนั้น แบ่งเป็นหลายขั้นตอน เริ่มจากระยะเตรียมผู้ป่วย 3 หมื่นบาท ระหว่างผ่าตัดประมาณ 3.5 แสนบาท หลังผ่าตัดแล้วปีแรก 3.3 หมื่นบาท ส่วนปีต่อไปประมาณ 2-2.5 หมื่นบาท ขณะนี้โรงพยาบาลที่ให้บริการมี 3 แห่งคือ รพ.จุฬาลงกรณ์ รพ.ศิริราช และสถาบันโรคทรวงอก

            “ส่วนบริการผ่าตัดปลูกถ่ายตับในเด็กนั้น จะเป็นการรักษาผู้ป่วยท่อน้ำดีตีบตันแต่กำเนิด (Biliary atresia) ถ้าเด็กไม่ได้ผ่าตัดปลูกถ่ายตับ จะเกิดอาการตับแข็งและเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว เด็กแรกเกิดในไทยราว 60-80 คนต่อปีป่วยเป็นโรคนี้ โดยร้อยละ 50 หรือ 40 คนต่อปีจำเป็นต้องผ่าตัดปลูกถ่ายตับ แต่ค่าใช้จ่ายสูงมาก เด็กยากจนไม่มีโอกาสเลย ทั้งที่ผู้ป่วยเด็กหลังจากผ่าตัดมีอัตรารอดชีวิตใน 1-5 ปีแรกสูงถึงร้อยละ 80-90 เด็กหลายคนมีชีวิตรอดจนอายุถึง 70 ปีได้ จึงมีการเสนอให้อยู่ในบริการของบัตรทองตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไป หากสงสัยหรืออยากได้ข้อมูลเพิ่มเติมสอบถามได้ที่สายด่วน สปช. 1330” ผอ.สำนักประชาสัมพันธ์ สปสช.กล่าว

            สำหรับภาระค่าใช้จ่ายที่ สปสช.ต้องจ่ายค่าปลูกถ่ายตับในเด็กประมาณ 40 คนต่อปีนั้น คาดว่าปีแรกประมาณ 40 ล้านบาท ปีที่ 30 ประมาณ 137 ล้านบาท และปีที่ 70 ประมาณ 200 ล้านบาท ปัจจุบันมีโรงพยาบาล 4 แห่งที่ผ่าตัดได้คือ รพ.จุฬาฯ รพ.รามาธิบดี รพ.ศิริราช และ รพ.มหาราชนครเชียงใหม ในส่วนของผู้บริจาคตับนั้นจะหาได้ง่ายกว่าผู้บริจาคหัวใจ เนื่องจากพ่อแม่พร้อมบริจาคตับให้ลูก (Living donor) จึงลดปัญหาการขาดแคลนอวัยวะได้

            ที่น่าเสียดายคือ สิทธิรับฟรีบริการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะทั้ง 2 รายการข้างต้นนั้น ให้เฉพาะบัตรทองเท่านั้น ส่วนผู้ใช้บัตรประกันสังคมต้องควักกระเป๋าจ่ายเอง หากผู้ป่วยคนใดอยากได้บริการฟรีบ้าง สมาชิกบัตรประกันสังคมต้องออกมาระดมพลยกป้ายเรียกร้องความเท่าเทียมกันเอง !?!