
แรงงานไทยในต่างประเทศเพียง 20% ประสบความสำเร็จ
แรงงานไทยที่เคยไปทำงานในต่างประเทศ ทุกคนต่างคาดหวังไว้สูงสุดว่า ต้องได้เงิน คุ้มค่ากับที่ต้องไปทนทำงานใช้ชีวิตในต่างประเทศ แต่ ความเสี่ยง มักจะไม่มีผู้ใดกล้าพูดถึง
ด้วยสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน หลายคนไปแล้วไม่ได้กลับบ้านเพราะ “ใหลตาย” หลับไปเฉยๆ อย่างที่กาตาร์ ไปกัน 7 คนทำงานในบ่อน้ำมัน ตื่นตั้งแต่ตี 3 เพื่อไปทำงาน แต่กลับมาแค่ 6 คนเป็นต้น หรือหลายๆ คนถูกจับติดคุกอยู่ในต่างประเทศ อย่างในไต้หวันมากที่สุดขณะนี้ เพราะดื่มเหล้าทะเลาะวิวาท หรือบางคนกลับบ้าน “ผูกคอตาย” เพราะเงินที่ส่งมาจากการทำงานหนักหมดไปต่อหน้าต่อตา
แต่ที่ห่วงมากที่สุดคือ “กลัวแฟนหรือเมียนอกใจ” แต่สิ่งที่เหล่านี้ไม่มีใครกล้าพูดถึง
สิ่งที่ได้ยินก็คือ ลูกหรือสามี ส่งเงินกลับบ้าน 2 หมื่นบาท แค่ไปเดือนแรก อีกเดือนส่งมาอีก 3หมื่นบาท หรือ 4 หมื่นบาท สามีบางคนบอกว่า ภรรยาที่บ้านบอกว่าต้องส่งกลับบ้าน 5หมื่นบาทต่อเดือน เป็นประกาสิต โดยไม่รู้ว่าสามีต้องทำงานอย่างไร มีงานหรือไม่ บางเดือนก็ไม่มีโอที ทำให้เกิดความเครียด หันไปหา “สุรา” เป็นเพื่อน เป็นต้น
ทั้งที่นายจ้างส่วนใหญ่ต้องการและชื่นชมฝีมือแรงงานไทย แต่สิ่งที่ทำให้เกิดความยุ่งยากคือ “ดื่มเหล้าและทะเลาะวิวาท” ในกลุ่มแรงงานไทย ทำให้ต่างชาติหันไปจ้างแรงงานต่างชาติอื่นๆ ทดแทนมากขึ้น เช่นเวียดนามก็เข้าแทรก หรือฟิลิปปินส์ที่พูดภาษาได้ดีกว่า หรืออินโดนีเซีย แม้แต่แรงงานจากจีนก็เป็นคู่แข่งที่สำคัญ ทำให้แรงงานไทยเสียโอกาส
แต่ช่างเชื่อมและช่างแอร์ เป็นอาชีพยอดนิยมและค่าจ้างสูงยังเป็นที่ต้องการของทุกตลาดขณะนี้
ผศ.ดร.ดุษฎี อายุวัฒน์ อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้นำทีมวิจัยเรื่องแรงงานไทยในต่างประเทศอย่างจริงจัง โดยการสนับสนุนของกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า จากผลวิจัยพบว่ามีแรงงานไทยที่ประสบความสำเร็จจากรายได้ที่ได้จากการไปทำงานในต่างประเทศ มีเพียง 20% เท่านั้น ที่ประสบความสำเร็จ อีก 60% ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง และอีก 20% เสมอตัวหรือเท่าทุน
เหตุผลนั้น ไม่ใช่ว่าไม่มีฝีมือ แต่เหตุผลหลักๆ คือ ไม่รู้จักการใช้ชีวิตและวิธีการป้องกันความเสี่ยงอย่างแท้จริง คิดแต่ว่าได้เงินมาจากการทำงานก็คุ้มแล้ว โดยไม่คำนึงถึงรายจ่ายที่เกิดขึ้นใน “ระหว่าง ก่อนและหลัง” การไปทำงานในแต่ละครั้ง
เงินกู้ ดอกเบี้ย รายได้ สัญญา ไม่ได้ศึกษาอย่างเป็นระบบ เช่น สัญญาจ้าง กำหนดเป็นวัน หรือเป็นเดือน ในสัญญาจะระบุแต่ว่ามีได้รายประมาณ....... ต่อเดือนเท่านั้น แต่จริงๆ แล้ว จ่ายให้เป็นรายวัน วันไหนมีงานก็ได้ ไม่มีงานนายจ้างก็ไม่จ่าย ถ้าเศรษฐกิจดีๆ ก็มีเงิน แต่ถ้าเศรษฐกิจไม่ดีอาจจะได้ทำงานแค่สัปดาห์ละ 3 วันเท่านั้น
การที่ศึกษาอ่านสัญญาการจ้างงานให้ละเอียดนั้น ไม่ได้ดูว่าต้องทำงานวันละกี่ชั่วโมง ค่าล่วงเวลารายได้เท่าไร หรือมีกี่ครั้ง ครั้งละกี่ชั่วโมง การจัดหาที่พัก อาหาร การมีรถรับส่ง คิดเงินหรือไม่ หรือจัดให้ฟรี วันหยุดกี่วันต่อสัปดาห์
ทั้งหมดนี้ต้องย้ำว่า ทุกคนต้องอ่านสัญญาจ้างให้ละเอียดและเข้าใจอย่างชัดเจน
ที่สำคัญแรงงานไทยในต่างประเทศถูกลอยแพ ไม่มีใครเหลียวแล ดูแลอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเรื่องค่าหัวไปทำงานต่างประเทศ เป็นเงินที่แรงงานไทยไม่ควรจะต้องจ่ายแม้แต่บาทเดียว
ทุกวันนี้ต้องจ่ายเป็นแสนกว่าจะได้ไปแต่ละครั้ง อย่างงานในอิสราเอล ทราบว่า ต้องจ่ายถึงงานละ 350,000-400,000 บาทต่อคนจึงจะได้ไป เพราะรายได้ดี นั่นคือเหตุผลหลักของความล้มเหลวในชีวิตการไปทำงานในต่างประเทศของแรงงานไทย เพราะเริ่มต้นด้วยการ “เป็นหนี้” และอยู่ในวังวนนี้จนไม่มีแรงงานไทยที่ทำงานอยู่จะมีวันกลับบ้านได้ ต้องทำงานต่อไปในต่างประเทศ หางานสัญญาต่อไปเรื่อยๆ
ที่จะแจ้งให้ทราบคือ กำหนดใหม่ที่ออกของไต้หวัน หากแรงงานไทยไปทำงานก่อน 2 กรกฎาคม 2554 จะถูกหักภาษี 6% แต่ถ้าไปทำงานหลัง 2 กรกฎาคมนี้ เป็นต้นไป จะถูกหักภาษี 20%
ซึ่งเป็นข่าวร้ายสำหรับแรงงานที่ต้องการจะไป
หนุ่มสาวอุบลฯ รองานต่างแดน
@ น.ส.ฉวีทอง กองบุญ
อายุ 25 ปี อ.เมือง จ.อุบลราชธานี
“กำลังรองานจากเกาหลี เพราะไปลงทะเบียนและสอบไว้เพื่อไปทำงานโรงงาน ก่อนหน้านี้ พี่สาวและพี่ชายได้ไปทำงานโรงงานอะไหล่และเย็บผ้าอยู่ก่อน
เพื่อนบ้านไปกัน 10 กว่าคนแล้ว ที่อยากไปเพราะพี่สาวและพี่ชายส่งเงินกลับบ้านมาให้แม่เดือนละ 20,000-28,000 บาท จึงอยากไปทำงานที่นั่นบ้าง"
@ นายถนอม สมเสนาะ
หมู่ 2 ต.คำดั่ง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี
"ผมเคยทำงานอยู่สิงคโปร์มา 4 ปี แต่มีปัญหาสุขภาพจึงไม่สามารถไปทำงานต่างประเทศได้อีก แต่คนในครอบครัว พี่น้อง ไปทำงานอยู่ต่างประเทศขณะนี้ 4 คน คือ น้องชาย นายอรุญ ทำงานโรงงานอยู่เกาหลี และนายบุญชู พาเรือง ญาติก็ไปเกาหลีด้วย ขณะนี้เพื่อนบ้านกว่า 10 คน กำลังรองานจากเกาหลี ไต้หวัน อิสราเอล เพราะว่าได้เงินดี เงินเดือนที่ได้รับประมาณ 3-4 หมื่นบาท"
3 หนุ่มรองานจากญี่ปุ่น
นายอมรเทพ ยอดขุนทด
นายวงศ์ไกร รุ่งเรือง
จีรวัฒน์ ชุมคำ
สามคน อายุ 31 ปี จาก อ.นาจรวย และอ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี หวังอย่างยิ่งที่จะได้ไปทำงาน “ช่างเชื่อม” ในประเทศญี่ปุ่น โดยมีกำหนดการที่จะทำงานในโรงงานที่เมืองฮิโรชิมา
ทั้งสามคนต่างเคยไปทำงานในต่างประเทศมาแล้ว โดยเริ่มทำงานที่เกาหลี ในฐานะกรรมกรในโรงงานหล่อคอนกรีตก่อสร้างสะพาน สามารถพูดภาษาเกาหลีได้เล็กน้อย เพราะก่อนไปเกาหลีได้กำหนดให้ต้องมีใบรับรองการเรียนภาษาเกาหลีก่อน จึงจะได้รับอนุญาตให้เดินทางได้
หมดสัญญา 2 ปี 8 เดือนก็กลับบ้าน และสมัครไปทำงานช่างเชื่อม ได้รับการอบรมด้านฝีมืออาชีพและภาษาญี่ปุ่นไว้แล้ว เตรียมไปทำงานเร็วๆ นี้
เหตุผลที่ไปทำงานต่างประเทศเพราะอยากมีเงิน



