ข่าว

เสวนาวันรพีระอุชี้สื่อเลือกข้างชัด

เสวนาวันรพีระอุชี้สื่อเลือกข้างชัด

08 ส.ค. 2554

เสวนาวันรพีดุนักวิชาการชี้สื่อเลือกข้างชัด แนะยึดจรรยาบรรณก่อนเสนอข่าวเป็นเกราะกันฟ้องร้อง ด้าน"ประสงค์" เผยสื่อควรทบทวนการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลในการเสนอข่าว

          เมื่อเวลา09.30น. วันที่ 8 ส.ค. ที่ห้องจิ๊ด เศรษฐบุตร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ คณะนิติศาสตร์ได้จัดการเสวนาวิชาการวันรพี2554 เรื่อง "สื่อไม่พอดี  รัฐไม่พอใจ  ทำอย่างไรจะไปด้วยกัน"  โดยมีนายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายและอดีตบรรณาธิการอำนวยการนสพ.มติชนและประชาชาติธุรกิจ  ผศ.ดร.จันจิรา  เอี่ยมมยุรา อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  รศ.อุบลรัตน์  ศิริยุวศักดิ์  นักวิชาการด้านนิเทศศาสตร์ ผศ.วนิดา   แสงสารพันธ์   อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ  นางสาวจีรนุช  เปรมชัยพร  ผอ.เว็บไซต์ประชาไทย ร่วมเสวนา

           ผศ.ดร.จันจิรากล่าวว่า  ปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายควบคุมการทำงานของรัฐหรือไม่ ตอบได้ว่า ประเทศไทยยึดหลักนิติรัฐและประชาธิปไตยจึงมีการวางระบบควบคุมการใช้อำนาจรัฐที่จะกระทำต่อประชาชน    โดยมีกฎหมายการใช้อำนาจรัฐไว้ด้วย  ส่วนสื่อควรนำสังคมหรือสังคมควรนำสื่อนั้น  ส่วนตัวมองว่าอยากเรียกร้องสื่อให้มีความก้าวหน้า  ตอนนี้ชัดว่ามีการแบ่งแยกอุดมการณ์ทางการเมืองในสังคมมากขึ้น  สื่อก็เช่นกัน  วันนี้ความชัดเจนเรื่องนี้ลงไปจนถึงในวัดกันแล้ว  แต่ท่าทีของสื่อนั้นจะนำพาสังคมให้แตกแยกหรือเปลี่ยนผ่านไปในทางสันติ วันนี้มีสื่อเลือกข้างชัด และรัฐบาลจัดงบประมาณไปซื้อโฆษณากับสื่อ  รัฐบาลไทยรักไทยใช้งบหนึ่งพันล้านบาทเศษในช่วงหกเดือนสุดท้าย รัฐบาลประชาธิปัตย์ใช้งบประมาณซื้อโฆษณากับสื่อในเก้าเดือนแรกสองพันกว่าล้านบาท  ขอถามว่าแบบนี้ทำให้สื่อเลือกข้างหรือไม่  และเมื่ออีกฝ่ายเป็นรัฐบาลสื่อแขนงนั้นก็ไม่พอใจ แต่สื่ออีกฝ่ายอาจพอใจก็ได้

           รศ.อุบลรัตน์กล่าวว่า     ช่องว่างที่กล่าวไว้ข้างต้นนั้น  หากถามว่าสื่อไม่พอดีในสายตาของฝ่ายใด เพราะโดยวิจารณ์   มีการตอบโต้คือไม่ซื้อสื่อนั้น ๆ  รวมทั้งการจับกุมและฟ้องร้อง ถามว่าสื่อมีหน้าที่ใดบ้างนั้น   สื่อมีหน้าที่เฝ้าระวังภัยให้สังคม รับใช้อำนาจรัฐ และตรวจสอบรวมทั้งวิพากษ์วิจารณ์  สิ่งเหล่านี้ดุลย์กันอยู่   แม้ประเทศไทยจะเป็นนิติรัฐและประชาธิปไตย แต่คล้ายว่ารัฐพยายามจะเข้ามาใช้สื่อมาเป็นกระบอกเสียง  ส่วนการตรวจสอบเป็นหน้าที่ที่สำคัญจนสร้างความไม่ลงตัวระหว่างสื่อกับรัฐ ซึ่งมาจากหลายอุดมการณ์การเมืองและหลายเฉดสีที่ปรากฏในการเมืองไทยช่วงที่ผ่านมา แต่เมื่อสื่ออาสาวางหน้าที่ไว้ในการตรวจสอบและวิจารณ์การใช้อำนาจของรัฐก็ต้องมีการรับผิดและรับชอบทางกฎหมาย การรับผิดชอบทางจารีตประเพณี  แม้บางเรื่องกฎหมายไม่ระบุ  แต่ต้องทำตามประเพณี  การรับผิดชอบตามที่สังคมคาดหวัง คือทำสิ่งที่ใหม่กว่าจารีต    

           รศ.อุบลรัตน์กล่าวว่า     ตอนนี้สื่อเริ่มตรวจสอบนโยบายรัฐตามที่หาเสียงไว้    สังคมไทยมีความเป็นดราม่าทางการเมืองสูงมาก  ละครการเมืองไทยเล่นกับอารมณ์เยอะ  และนายกฯหญิงจะมีบุคลิกทำงานอย่างไร   ส่วนแนวทางการทำงานของสื่อในความสัมพันธ์ทางการเมืองเศรษฐกิจของไทยนั้น  วัฒนธรรมอำนาจนิยมไทยไม่เปิดให้สื่อทำหน้าที่ได้หลายเรื่องหากถามว่าสื่อล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคลที่มากไปนั้น  สื่อเป็นสถาบันอย่างหนึ่งของสังคม รวมทั้งยังเป็นอุตสาหกรรมเศรษฐกิจขนาดใหญ่เพราะต่างมีอาคารและเนื้อที่  แสวงหากำไรจากการขายเนื้อหา โฆษณา  บริบทแบบนี้อำนาจของสื่อจะมีส่วนหรือไม่  เช่น ข่าวพาดหัวการเมืองที่อาจจะทำให้ใครบางคนสะดุ้งได้  เพราะมีอำนาจสูงกับสังคม การละเมิดจรรยาบรรณ สื่อใช้อิทธิพลตัวเองละเมิดคนอื่นได้ง่าย ๆ เช่นการเสนอไม่ลงภาพคนตายหรือเจาะข่าวคนดัง แต่ยิ่งทำก็ยิ่งยาก  แต่บางประเทศก็ไม่มีการทำอย่างที่สื่อไทยทำ  คำตอบคือค้าขายกับเรื่องนี้ได้ แต่ทำไมไม่มีการเจาะข่าวเหตุที่เฮลิคอปเตอร์ตก สื่อมีอำนาจเหนือคนตัวเล็ก แต่ยอมกับคนที่มีอำนาจใหญ่กว่า  หากคนจำนวนมากแสดงความไม่พอใจกับสื่อในการเสนอข่าวที่ไม่เหมาะสม  สื่อก็จะยอมขอโทษ  เพราะนสพ.ยักษ์ใหญ์ในไทยเคยเสนอข่าวอาชญากรรมที่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และตอนแรกไม่ยอมขอโทษ  แต่เมื่อมีโทรศัพท์เข้าไปมาก ๆ หนึ่งสัปดาห์ต่อมาบทนำของนสพ.ฉบับนั้นก็ขอโทษกับข่าวดังกล่าวแล้วเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์  สื่อแม้จะไม่ยอมอำนาจนอกระบบและอำนาจรัฐ แต่สื่อจะฟังเสียงประชาชนเสมอ

           นางสาวจีรนุชกล่าวต่อมาว่า  ตนโดนจับในช่วงการทำสื่อตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ แม้ตนจะศึกษาเรื่องนี้อย่างดีก็ตาม  ปัจจุบันสื่อมีความหมายที่หลากหลายและขับเคลื่อนไปเรื่อยๆ เช่น สื่อประชาชน โซเชียลมีเดีย  ประเทศที่ปิดกั้นสื่ออย่างหนัก เช่น จีน นั้น  อ้าย เหว่ย เหว่ย  ศิลปินจีนที่มีผลงานวิจารณ์รัฐบาลจีนโดนจับ  แต่ได้รับการปล่อยตัวนั้นมีเงื่อนไขห้ามทวีตและติดต่อคนอื่นๆ    มันเป็นเงื่อนไขที่อัศจรรย์ใจ  เท่าที่คุยกับนักข่าวจีนและทนายความนั้น ทราบว่า อ้ายไม่คุยกับนักการทูตกับนักข่าวต่างประเทศเลย  เพราะมีการข่มขู่จากผู้ใช้อำนาจ โดยคนแวดล้อมของอ้ายอาจจะโดนดำเนินคดีได้เลย เรื่องนี้คล้ายกับประเทศไทย  เพราะคนที่พูดแล้วโดนดำเนินคดีจะไม่กล้าพูดอีกเพราะคนแวดล้อมจะได้รับผลกระทบไปด้วย ซึ่งมาจากความไม่พอดีของรัฐ 

           หลังการรัฐประหาร การจัดอันดับเสรีภาพของสื่อไทยนั้นดิ่งลงมา  โดยฟรีดอมเฮ้าส์จัดอันดับไทยอยู่ในระดับนอทฟรี หลังจากก่อนหน้านี้อยู่ในระดับพอมีเสรีภาพบ้าง  ส่วนสื่อทางอินเตอร์เน็ตนั้น กฎหมายอาญา มาตรา112 และพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ โดนบังคับใช้มากจนทำให้สื่อไทยอยู่ในภาวะล่อแหลม  หากมองมุมสังคมไทยทั่วไปจะมองว่าสื่อไทยมีเสรีภาพมากก็ตาม 

           แต่ส่วนตัวมองสื่อไทยว่ามีเสรีภาพภายใต้วัฒนธรรมอำนาจ เช่นอำนาจรัฐบวกศาล  อำนาจปืน  อำนาจทุน   การทำงานของสื่อนั้นไม่ใช่แค่รัฐไม่พอใจแต่ประชาชนก็ไม่พอใจด้วย    เมื่อเป็นแบบนั้นประชาชนก็หาทางเลือกในการเสพสื่อตามเทคโนโลยีที่อำนวย    และวันนี้รัฐโดนท้าทายในการกุมข้อมูล เช่น วิกิลีกส์ แต่รัฐประชาธิปไตยควรโปร่งใส 

           ส่วนตัวหวังว่าสังคมไทยน่าจะปรับตัว ยืดหยุ่นเพียงพอ แข็งแรงขึ้นในระบบท่ามกลางความหวั่นไหวด้านต่าง ๆ  อดทนกับความเห็นแตกต่างที่มากขึ้น ถามว่าสื่อต้องแคร์สื่อและต้องปรับตัวให้เข้ากับสังคมหรือไม่นั้น  สื่อทำหน้าที่สนองตอบความพอใจที่ไม่มีเส้นมาตรฐานของผู้อ่าน  แต่สังคมไทยอยู่กับกระแสความพอใจหากสื่ออยู่ในกระแสอาจเป๋ไป เพราะบางกระแสในสังคมไทยน่ากลัว เพราะมีต้นทุนทัศนคติในการเคารพคนอื่นต่ำมากแต่ใช้ความพอใจของตัวเองเป็นตัวตั้งหากไม่มีการถ่วงดุล  แต่สื่อต้องมีหลักของตัวเองยึดไว้  เพราะข่าวที่สื่อไทยสนองตอบกระแสสังคมและละเมิดสิทธิคนอื่นมาจากวงจรอุบาทว์และมาตรฐานของคนในสังคมไทยนั้นมันสะท้อนเเบบงูกินหาง   กฎหมายและความหมายที่ใช้กับสื่อมีความคลุมเครือมาก     อำนาจกฎหมายเข้ามาคุกคามและใช้วิธีศาลเตี้ยเข้ามาด้วย แต่คนในกระบวนการกฎหมายกลับตอบรับเรื่องนี้ด้วยที่ไปจัดการกับประชาชนที่แสดงความเห็นในเว็บไซต์โดยไม่มีการคุ้มครองเลย     รวมทั้งกฎหมายสื่อและสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นนั้น  วันนี้มีนักกฎหมายเข้ามาต่อสู้ในเรื่องนี้น้อยมาก

            นายประสงค์กล่าวว่า เมื่อพูดถึงอำนาจรัฐ ต้องแยกด้วยว่า  ขอบเขตจะมีอย่างไร  แม้รัฐบาลจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่แกนนำที่ขึ้นมาเป็นนายกฯต้องไปปรองดองกับชนชั้นนำ  รัฐบาลที่คิดว่ามาจากประชาชนสิบห้าล้านคนจะใช้อำนาจปิดกั้นสื่อหรือไม่ สื่อมีสามประเภทคือนสพ.รัฐบาลชุดที่แล้วแทบไม่เข้าไปยุ่ง เว้นเต่ช่วงสถานการณ์ฉุกเฉิน    วิทยุและทีวี เว้นแต่ช่วงปิดพีทีวี แต่วิทยุชุมชนแปดพันกว่าแห่งนั้น โดนปิดจริงๆคือไปวิจารณ์สถาบัน  และสื่อออนไลน์ทางอินเตอร์เน็ต ที่โดนปิดไปมากเหตุผลคือวิจารณ์สถาบัน  ถามว่าสังคมจะเอาอย่างไรกับเรื่องสถาบันเพราะสังคมมีสองกลุ่มที่สุดโต่งอยู่  หากตกผลึกปัญหาจะหายไปครึ่ง  อันดับของสื่อไทยที่ตกลงมาจากตรงนี้    ส่วนทีวีนั้น โดนมาตั้งแต่สมัยทักษิณที่มีคนหัวขาว สมัยที่ผ่านมาคนตัวเตี้ยจะโทรไป  

           นายประสงค์กล่าวว่า วันนี้พูดแต่การเมืองกับสื่อ  แต่สิ่งที่ไม่พูดกันเลยคือการละเมิดสังคมของสื่อ เช่นเรื่องสิทธิของเด็ก  ตัวอย่างคือ ลูกของดาราชายและดาราหญิงที่เถียงกัน  สื่อกลับไม่เคยโดนลงโทษเลย  ถามว่าทีวีบางรายการที่ส่งผลกระทบรุนแรงมีระบบควบคุมอย่างไร เช่น เรยา ละครไทยมักมีปัญหาหลังฉายทุกครั้ง   แต่เซนเซอร์ภาพยนตร์หรือดีวีดีกลับดำเนินการก่อนทุกครั้ง  ตรงนี้อยากนำนักกฎหมายและนักนิเทศศาสตร์มาคุยกันในเรื่องนี้  สังคมไทยมีปัญหาเรื่องความไม่พอดีกันหลายเรื่อง  ทางออกที่ดีคือต้องมาคุยกันทุกฝ่าย  ตนยึดหลักว่า สื่อต้องเสนอข่าวและข้อเท็จจริง เพราะความจริงมันหายากมาก   แต่สื่อไม่ควรละเมิดสิทธิส่วนบุคคล      จุดเด่นของสื่อใหม่ที่เกิดขึ้นคือการตอบโต้ระหว่างผู้อ่านกับกองบก. แต่เวลาแสดงความเห็นในเว็บบอร์ดนั้นมักจะมีการบริภาษกันอย่างเมามัน เพราะเวลาวิจารณ์อะไรนั้นควรวิจารณ์บนถ้อยคำสุภาพและถูกต้อง   

           ผศ.วนิดากล่าวว่า ปัญหาของสื่อยุคนี้ซับซ้อน สื่อน่าสงสารเพราะเวลาเกิดสิ่งไม่ดี สังคมก็โทษสื่อ  หากเสนอข่าวที่มีข้อมูลโจมตีอีกฝ่ายก็จะโดนฟ้องร้อง  คำว่าพอดีกับพอใจนั้น  ขอบเขตของสื่ออยู่จุดใด  ต้องเริ่มที่รัฐธรรมนูญ และสิทธิของประชาชนในการรับทราบ แต่ภายใต้นิติรัฐการกำหนดขอบเขตเสรีภาพจะมีไว้กว้าง ๆ แต่ไม่เกินกรอบที่กฎหมายกำหนด รวมทั้งจรรยาบรรณวิชาชีพที่กำหนดแนวทางการทำหน้าที่ของสื่อไว้

           แต่ยุคนี้ประชาชนและนักกฎหมายยังสับสนกับคำว่าปิดสื่อ ปิดเว็บ แทรกแซงสื่อ ประเด็นคือปิดกั้นการแสดงเสรีภาพทางความคิดเห็นของประชาชน  เพราะข่าวสารที่เสนอจากสื่อเดิมไม่พอ จึงไปหันสื่อใหม่เพื่อแสดงความเห็น  ยุคนี้ใช้คอมพิวเตอร์ติดต่อและใช้เว็บไซต์มาเสนอข่าวแต่อาจกระทบสิทธิส่วนบุคคลจนทำให้เกิดความเข้าใจผิด  หากสื่อกำหนดบทบาทของตัวเองโดยไม่สนใจว่าใครเป็นรัฐบาล ภายใต้จรรยาบรรณจะเป็นเกราะป้องกันตัวเองและไม่ขัดต่อกฎหมาย รัฐและฝ่ายต่าง ๆ จะฟ้องร้องไม่ได้ เวลาที่พูดถึงสื่อนั้น สังคมประชาธิปไตยต้องให้เสรีภาพกับสื่อและเป็นฐานันดรที่สี่ กฎหมายหลายฉบับก็รองรับไว้มาก แต่จริยธรรมของสื่อแต่ละแขนงก็มีอยู่ในตัวเอง  สื่อมีสองมิติคือ รับใช้รัฐและประชาชน ไม่ใช่รับใช้รัฐบาล รวมทั้งควรรับผิดชอบกับสังคมควบคู่กันไป

           นายประสงค์ กล่าวด้วยว่า ส่วนตัวมองว่าหากสื่อตั้งเป้าทำหน้าที่ภายใต้จรรยาบรรณวิชาชีพ ประชาชนจะได้ประโยชน์สูงสุด และควรใช้เสรีภาพของสังคมควบคู่กันไป หากงบประมาณของรัฐที่ไปให้กับสื่อนั้น รัฐธรรมนูญห้ามไว้ในมาตรา45    แต่ก็มีลงโฆษณาจากภาครัฐ  แต่วันนี้หากสื่อเลือกข้างและประกาศตัวออกกับสังคมชัดก็เป็นสิ่งดี   แต่ควรเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายมีโอกาสโต้แย้งชี้แจงข่าวสารด้วย  และต้องยอมรับว่าสื่อคือธุรกิจ  เพราะในสหรัฐอเมริกาก็มีเรื่องแบบนี้แล้ว